5 ความแตกต่างที่ทำให้ “เอ็มพอกซ์” ไม่มีทางซ้ำรอย “โควิด-19”

A boy receives treatment for mpox at Munigi Health Centre in Munigi, DR Congo, on 19 August 2024

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, ดอร์คัส แวงไกรา
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซีแอฟริกา
    • Author, แคโรไลน์ คิอามโบ
    • Role, โปรดิวเซอร์รายการสุขภาพ บีบีซีแอฟริกา

เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ “เอ็มพอกซ์” (Mpox) หรือที่มีชื่อเดิมว่า “โรคฝีดาษลิง” กลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศอีกครั้ง โดยนับเป็นการประกาศเตือนภัยครั้งที่สองในรอบสองปีที่ผ่านมา ทำให้คนทั้งโลกฉงนสงสัยและตั้งคำถามเหมือนกันว่า นี่คือการระบาดใหญ่ของโรคติดต่อร้ายแรงเหมือนกับโควิด-19 หรือไม่ ?

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า การระบาดครั้งใหม่ของเอ็มพอกซ์นั้นน่าห่วงกังวลอย่างยิ่ง แต่ถ้าจะถามว่าเอ็มพอกซ์นั้นเหมือนกับโรคโควิด-19 ที่หวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่ ? คำตอบที่ได้จากบรรดาผู้รู้ก็คือ “ไม่ใช่อย่างแน่นอน”

นพ. ฮันส์ คลูเกอ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปขององค์การอนามัยโลกกล่าวยืนยันว่า “เอ็มพอกซ์นั้นไม่ใช่โรคโควิดชนิดใหม่อย่างแน่นอน เพราะความเสี่ยงและอันตรายที่มีต่อประชากรส่วนใหญ่นั้นต่ำมาก”

“ปัจจุบันเรารู้จักวิธีควบคุมโรคเอ็มพอกซ์เป็นอย่างดี โดยในภูมิภาคยุโรปนั้น เรารู้ถึงขั้นตอนที่จะต้องทำ เพื่อขจัดต้นตอและการแพร่ระบาดของโรคออกไปพร้อมกัน” นพ.คลูเกอกล่าว

แม้โรคติดต่อทั้งสองชนิดจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส แต่อาการของโรคนั้นแตกต่างกัน ส่วนวิธีการแพร่กระจายเชื้อก็ไม่เหมือนกันด้วย “เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว โรคทั้งสองมีความแตกต่างที่โดดเด่นชัดเจนอยู่มากกว่าสิ่งที่คล้ายคลึงกัน” ศ.รอดนีย์ อดัม ผู้ให้คำปรึกษาที่เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ จากโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยอากาข่านของเคนยากล่าว

ความแตกต่างทั้ง 5 ประการ ระหว่างเอ็มพอกซ์กับโควิด-19 มีดังต่อไปนี้

เอ็มพอกซ์ไม่ได้เกิดจากไวรัสตัวใหม่

มีการค้นพบเชื้อเอ็มพอกซ์หรือฝีดาษลิงครั้งแรกตั้งแต่ปี 1958 หลังนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบในลิงหลายตัว ซึ่งถูกกักขังไว้ที่ประเทศเดนมาร์ก ส่วนกรณีการติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรก มีการรายงานว่าเกิดขึ้นที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปี 1970 นับแต่นั้นมาก็เกิดการระบาดที่แอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก จนมีการประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศครั้งแรกในปี 2022 เมื่อเกิดการระบาดลุกลามไปในกว่า 70 ประเทศ

แต่ทว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเริ่มต้นจากนครอู่ฮั่นของจีนในปี 2019 แล้วลุกลามกลายเป็นการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วนั้น มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่ค้นพบใหม่ ซึ่งก็คือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ SARS-CoV-2 ซึ่งไม่เคยมีประวัติว่าพบการติดเชื้อในมนุษย์มาก่อน

บรรดานักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ปัจจุบันเรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอ็มพอกซ์ มากกว่าโรคโควิด-19 ในตอนที่เพิ่งกลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศใหม่ ๆ

เอ็มพอกซ์ไม่ได้ติดต่อกันง่ายเหมือนโควิด

แม้โรคทั้งสองชนิดจะติดต่อกันผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แต่โรคโควิด-19 นั้นแพร่กระจายออกไปในวงกว้างได้รวดเร็วกว่า เนื่องจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้นล่องลอยไปในอากาศได้

องค์การอนามัยโลกระบุว่า คนทั่วไปสามารถติดโควิดได้ หากสูดหายใจเอาละอองของเหลวหยดเล็กจิ๋วที่ผู้ติดเชื้อไอ, จาม, พูด, ร้องเพลง, หรือแม้แต่หายใจออกมา เข้าไปในร่างกายของตนเอง

แต่เอ็มพอกซ์นั้นติดต่อได้ เฉพาะในกรณีที่มีการสัมผัสใกล้ชิดหรือคลุกคลีกันเป็นเวลานานกับผู้ติดเชื้อ ตัวอย่างเช่นผิวหนังเกิดสัมผัสกันโดยตรง, มีเพศสัมพันธ์, สัมผัสกับที่นอนหรือเสื้อผ้าที่มีเชื้อปนเปื้อน, รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์แบบพบปะเห็นหน้าค่าตากันโดยตรงเป็นเวลานานด้วย

อาการของโรคโควิด-19 ที่พบบ่อยคือมีไข้, หนาวสั่น, และเจ็บคอ ในขณะที่อาการของเอ็มพอกซ์คือมีผื่นขึ้นแต่หายช้า, มีไข้, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยตามตัว, และต่อมน้ำเหลืองโต

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ระหว่างเดือนธ.ค. 2019 ถึงเดือน ส.ค. 2023 พบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ถึง 760 ล้านคนทั่วโลก ในขณะที่โรคเอ็มพอกซ์นั้นต้องใช้เวลาถึง 2 ปี นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2022 เป็นต้นมา กว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วโลกถึง 100,000 คนได้

ในปี 2014 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) บันทึกข้อมูลว่าพบกรณีการติดเชื้อเอ็มพอกซ์ทั้งสิ้น 18,910 ราย และพบว่ามีผู้เสียชีวิตอีกเกือบ 600 คน

A 48-year-old from the Muja internally displaced persons camp in DR Congo received treatment for Mpox in Goma hospital in July

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, รอยโรคบนผิวหนังเป็นอาการที่พบเห็นได้ของเอ็มพ็อกซ์

เรามีวัคซีนป้องกันเอ็มพอกซ์พร้อมใช้อยู่แล้ว

ตอนที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ใหม่ ๆ เหล่านักวิทยาศาสตร์ต้องแข่งกับเวลา เพื่อเร่งคิดค้นและพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ขึ้นมาใช้ ในขณะที่ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันโรคเอ็มพอกซ์ที่พร้อมใช้อยู่เรียบร้อยแล้ว

โรคเอ็มพอกซ์นั้นมีความเกี่ยวข้องกับโรคไข้ทรพิษหรือฝีดาษ (smallpox) ซึ่งถูกขจัดหมดไปจากโลกตั้งแต่ปี 1980 ด้วยการฉีดวัคซีนและปลูกฝีให้กับคนรุ่นก่อน โดยวัคซีนไข้ทรพิษนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคเอ็มพอกซ์ได้เช่นกัน ซึ่งการระบาดในปี 2022 ได้พิสูจน์แล้วว่า วัคซีนตัวดั้งเดิมนั้นมีประสิทธิภาพดีทีเดียว

“แม้จะไม่ใช่การสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างครอบคลุมถึง 100% แต่การระบาดครั้งใหญ่ในปี 2022 ที่ยุโรปและอเมริกาเหนือได้แสดงให้เห็นแล้วว่า คนสูงวัยมีความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้ต่ำมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขามีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วบางส่วน จากการปลูกฝีหรือการได้รับวัคซีนไข้ทรพิษในอดีต” ศ.อดัมกล่าวอธิบาย

ในการระบาดใหญ่เมื่อปี 2022 บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ บาวาเรียน นอร์ดิก (Bavarian Nordic) ได้ส่งมอบวัคซีน MVA-BN ซึ่งช่วยป้องกันโรคเอ็มพอกซ์ให้แก่ชาติต่าง ๆ กว่า 65 ประเทศทั่วโลกแล้ว โดยคิดเป็นปริมาณกว่า 15 ล้านโดสด้วยกัน

ไวรัสเอ็มพอกซ์กลายพันธุ์ช้ากว่าไวรัสโคโรนา

ข้อมูลจากสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกัน (ASM) ระบุว่า เชื้อไวรัสนั้นมีความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอยู่ตลอดเวลา แต่ไวรัสบางชนิดสามารถจะกลายพันธุ์หรือมีวิวัฒนาการได้รวดเร็วกว่ามาก โดยในกรณีของเอ็มพอกซ์ที่เป็นไวรัสดีเอ็นเอ (DNA virus) นั้น มีสารพันธุกรรมชนิดที่ทำให้ไม่อาจกลายพันธุ์ได้อย่างเป็นอิสระมากนัก ซึ่งตรงข้ามกับไวรัสโคโรนาที่เป็นไวรัสอาร์เอ็นเอ (RNA virus) อย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบันเราพบเชื้อไวรัสเอ็มพอกซ์ 2 สายพันธุ์หลัก (clade) ซึ่งได้แก่ clade 1 และ clade 2 ในขณะที่เชื้อ SARS-CoV-2 ที่เป็นสาเหตุของโควิดนั้น มีสายพันธุ์ที่เรารู้จักแล้วอยู่มากมายถึงกว่า 20 ตระกูลด้วยกัน

การระบาดของเอ็มพอกซ์รอบใหม่ล่าสุดนี้ มาจากเชื้อ clade 1b ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แตกแขนงออกมาจาก clade 1 “สิ่งที่เราสังเกตเห็นเกี่ยวกับเชื้อ clade 1b ก็คือมันมักจะมาจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เราพบการติดต่อในครัวเรือนจากสมาชิกในบ้านคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งด้วย เช่นติดต่อจากแม่สู่ลูก, พี่สู่น้อง, หรือจากคนเลี้ยงเด็กไปสู่เด็กที่อยู่ในความดูแลได้” ศ.ทรูดี้ แลง ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยประเด็นสุขภาพระดับโลก จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักรกล่าว

Passengers walk past the mpox awareness banner at Anna International Airport terminal in Chennai on August 21, 2024. (The WHO began phasing out "monkeypox" and the introduction of "mpox" in November 2022 - the phase-out was completed in November 2023.)

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ป้ายนี้ถูกนำมาติดไว้ที่สนามบินอันนา เมืองเจนไน เพื่อแจ้งให้นักเดินทางทราบเกี่ยวกับเอ็มพอกซ์

ด้านนักวิทยาศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกบอกว่า พวกเขายังไม่แน่ใจว่าเชื้อ clade 1b สามารถติดต่อกันได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่นหรือไม่ แต่สิ่งที่พวกเขารู้แล้วก็คือ ผู้ติดเชื้อในการระบาดครั้งล่าสุดมีแนวโน้มจะป่วยหนักด้วยอาการรุนแรงมากแล้ว ในตอนที่เข้ามาพบแพทย์และได้รับการวินิจฉัยโรคครั้งแรก

ยังไม่มีวี่แววของการล็อกดาวน์ ปิดพรมแดน หรือบังคับฉีดวัคซีน

คนจำนวนมากต่างวิตกกังวลกันว่า การระบาดของเอ็มพอกซ์จะทำให้ทางการสั่งล็อกดาวน์เมืองต่าง ๆ รวมทั้งสั่งระงับกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งเคยทำให้ระบบสังคมและเศรษฐกิจของทั้งโลกหยุดนิ่งเป็นอัมพาตมาแล้ว ในการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เมื่อไม่กี่ปีก่อน

ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา เอ็มพอกซ์ได้ระบาดลุกลามไปใน 16 ประเทศของทวีปแอฟริกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา ก็ยังคงไม่ออกคำแนะนำที่ให้ปิดพรมแดนระหว่างประเทศ

“เราจะไม่ออกคำแนะนำให้ขัดขวางการเดินทางของบุคคลและการเคลื่อนย้ายสินค้าในขณะนี้ หากยังไม่มีหลักฐานใหม่เข้ามาให้พิจารณาเพิ่มเติม” พญ. จีน คาซียา ผู้อำนวยการใหญ่ของ African CDC กล่าว “การเดินทางและการขนส่งสิ่งของต่าง ๆ จะดำเนินต่อไปเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต ในขณะที่เรากำลังแสวงหาเครื่องมือมาต่อสู้กับการระบาดนี้”

Hospital staff work at a ward at the Police & Services Hospital, which has been converted to be used as an isolation ward for mpox patients, in Peshawar

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ, มีการจัดเตรียมห้องแยกสำหรับผู้ป่วยเอ็มพอกซ์ในเมืองเปชาวาร์ ปากีสถาน ซึ่งพบผู้ป่วยในกลุ่ม 2 บี

นพ.ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการฉุกเฉินด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า “เอ็มพอกซ์เป็นเชื้อไวรัสที่เราควบคุมได้ หากมีการลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม โดยทุกคนต้องมาระดมสมองช่วยกัน เหมือนกับตอนที่โควิดระบาด”

โดยทั่วไปแล้วโรคเอ็มพอกซ์นั้นมีอาการไม่รุนแรง และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มฟื้นตัวได้หลังผ่านไป 2-4 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยบางรายที่อาการหนักและเกิดโรคแทรกซ้อนจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

เราสามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อเอ็มพอกซ์ได้ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับคนหรือสัตว์ที่ติดเชื้อรวมทั้งสิ่งของที่มีการปนเปื้อน การล้างมือด้วยสบู่ธรรมดาหรือใช้สารฆ่าเชื้อหลังสัมผัสกับแผลหรือน้ำหนอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แพทย์แนะนำเช่นกัน

ศ.รอดนีย์ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “เรารู้ว่าวัคซีนนั้นป้องกันโรคได้ดี ดังนั้นเราจึงมีเครื่องมือที่ดีกว่าซึ่งพร้อมใช้แล้วในขณะนี้ ทำให้เชื้อโรคที่จะติดต่อแพร่กระจายออกไปในวงกว้างมีจำนวนลดลง ผมว่าการระบาดใหญ่ที่เหมือนกับตอนเกิดโรคโควิดนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้”