ควรกังวลแค่ไหนเมื่อต้องกลับเข้าไปใช้งานอาคารที่มีรอยร้าว และความโกลาหลวันนี้สะท้อนอะไร ?

อาคาร เอ

ที่มาของภาพ, thai news pix

เหตุการณ์อพยพคนออกจากศูนย์ราชการ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ ตามด้วยอาคารอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานครซึ่งมีทั้งของราชการและเอกชน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (31 มี.ค.) แม้ความโกลาหลวุ่นวายจะยุติภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนการจัดการสาธารณภัยหลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เมื่อวันที่ 28 มี.ค.

เวลาประมาณ 10.00 น. ข้อความที่มีการส่งต่อกันในโลกออนไลน์รวมทั้งรายงานข่าวจากหลายสื่อ ระบุว่า ที่อาคารศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อาคาร A มีคำสั่งอพยพเจ้าหน้าที่พนักงานออกจากอาคาร หลังจากมีรายงานว่าคนในอาคารได้ยินเสียงแกร๊กและมีเศษปูนหล่นลงมา และรู้สึกถึงการสั่นไหว มีบางจุดที่พบรอยแยก เจ้าหน้าที่อาคารตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าบางส่วนของอาคารมีการแยกตัว จึงมีคำสั่งแจ้งเตือนการอพยพ

หลังจากนั้น ตามมาด้วยการสั่งอพยพในที่ทำการของทางราชการอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมสรรพากร เป็นต้น และยังมีรายงานการอพยพที่อาคารสูงอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ เนื่องจากความวิตกเรื่องการสั่นไหวที่มีกระแสข่าวว่าเกิดอาฟเตอร์ช็อกอีกระลอกหนึ่ง

เวลา 11.45 น. นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งได้เข้ามาตรวจสอบอาคารศูนย์ราชการดังกล่าวระบุว่า อาคารนี้มีการตรวจสอบจากบริษัทผู้ตรวจสอบแล้วเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่งพบรอยร้าวบางจุด แต่ไม่ส่งผลต่อโครงสร้าง สามารถเข้าใช้งานอาคารได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นความรู้สึกทางจิตใจของคนในอาคารจากการเผชิญแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค.

"จากการเดินดูอยู่ยังไม่พบความรุนแรง (ความเสียหายของอาคาร) ที่เพิ่มขึ้น แต่จะจัดให้ทีมวิศวกรเข้ามาตรวจสอบอีกครั้งเพื่อความสบายใจ... ดูสภาพทั่วไปไม่เห็นการแตกร้าวหรือการทรุดตัว แต่จะตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง" นายพงษ์นรา กล่าว

การให้ข่าวของอธิบดีกรมโยธาธิการฯ เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับที่ส่วนราชการบางแห่งอย่างสำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งข้อมูลให้สื่อทราบว่า ไม่พบความผิดปกติของอาคารหรือความแข็งแรงของโครงสร้างใด ๆ

บีบีซีไทยไล่เรียงเหตุการณ์และคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ว่าความโกลาหลครั้งนี้น่าจะมีปัจจัยจากอะไร และประเด็นเกี่ยวกับตัวโครงสร้างอาคารที่มีรอยร้าวความเสียหายบางส่วน เมื่อกลับมามีคนเข้าไปใช้อีกงานอีกครั้ง มีความน่ากังวลหรือไม่

อาคาร เอ

ที่มาของภาพ, thai news pix

รัฐชี้แจงว่าอย่างไร

คำชี้แจงจากภาครัฐทยอยเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียของแต่ละหน่วยงาน ในเวลาประมาณ 11.45 น. พร้อมด้วยการให้สัมภาษณ์ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และในเวลาต่อมาคำแถลงคลี่คลายจากรัฐถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.

ที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ว่า ช่วงเช้าในเวลา 9.00 น. เศษ ได้รับรายงานจากศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ อาคาร A ว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้อพยพลงจากตึกมายังพื้นราบ ซึ่งทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ตรวจสอบเบื้องต้นจากผู้บริหารของศาลรัฐธรรมนูญและผู้บริหารของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีอาคารเชื่อมต่อกับอาคาร A ของศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ทราบว่าเวลาประมาณ 9.00 น. เศษ มีผู้ปฏิบัติงานราชการอยู่ชั้น 9 ได้มีความรู้สึกว่าอาคารสั่นไหว จึงได้ลงมาจากอาคารสูงดังกล่าว และมีการบอกต่อกันมา จนทำให้คนทั้งอาคารได้ลงมาอยู่ด้านล่าง

อาคาร เอ

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, วัสดุตกแต่งที่ปรากฏความเสียหายที่อาคารศูนย์ราชการ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ

อธิบดี ปภ. แถลงต่อไปว่า ได้ติดต่อไปยังอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาในเวลา 09.29 น. และ 10.05 น. ทราบว่ามีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้น ศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ด้วยขนาดความรุนแรงประมาณ 3.7 แมกนิจูด ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญรวมทั้งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่าความรุนแรงของอาฟเตอร์ช็อกดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบถึงความรู้สึกสั่นไหวถึงพื้นที่กรุงเทพฯ

"ยืนยันว่า อาฟเตอร์ช็อกยังเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอด แต่ด้วยความแรงจะไม่รุนแรงไปกว่าแผ่นดินไหวหลักครั้งแรกตั้งแต่วันศุกร์ เพราะฉะนั้นด้วยขนาดความรุนแรง 3.7 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่อยู่กรุงเทพฯ แต่อย่างใด ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว... เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นลักษณะของการตื่นตระหนก แพนิกต่อกันมา ซึ่งปรากฎทั้งอาคารของกระทรวงแรงงาน ศาลอาญา"

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า นอกจากอาคารศูนย์ราชการแล้ว ยังมีอาคารอีกกว่า 20 แห่งที่คนในอาคารรู้สึกสั่นไหว ผู้คนไม่มั่นใจ และบางอาคารมีการอพยพ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเหตุการณ์อาฟเตอร์ช็อกที่รุนแรงแต่อย่างใด และไม่มีเหตุผลเลยที่อาคารจะมีการเสียหายเพิ่มเติมขึ้นจากเมื่อวันศุกร์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคิดว่าเป็นความตื่นตระหนกของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในอาคาร

เขากล่าวย้ำว่า กรณีบ่งชี้กรณีเดียวคือการมีรอยร้าวรุนแรงเพิ่มเติม แต่ทั้งหมดที่เราได้รับแจ้งมาเมื่อเช้าไม่มีเหตุการณ์นั้น

"ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพราะว่าการตื่นตระหนกยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ขึ้น แล้วอนาคตคนอาจจะไม่ค่อยไว้ใจ แล้วพอถึงการอพยพจริง ๆ อาจเกิดการละเลยได้ ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ" นายชัชชาติ กล่าว

การตรวจสอบเบื้องต้นที่ศูนย์ราชการ

ปัจจัยหนึ่งที่นำมาสู่ความโกลาหลจากการอพยพที่ศูนย์ราชการ มาจากความกังวลเรื่องความเสียหายต่ออาคาร

รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนัก รายงานว่ามีผู้แจ้งอาคารทรุด เศษปูนหล่น มีการแยกตัวของบางจุดในโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในการชี้แจงของ ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร ซึ่งแถลงร่วมกับอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ที่ศูนย์ราชการ ระบุว่า อาคารศูนย์ราชการมีบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาที่เข้ามาตรวจสอบอาคารเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจากที่ตนได้เข้ามาปฏิบัติงานที่อาคาร A มานาน รอยร้าวต่าง ๆ ที่พบแต่ละจุดเป็นรอยร้าวเดิม เช่นบางจุดที่แจ้งว่ามีการแยกตัว แต่จุดดังกล่าวเป็นการแยกตัวซึ่งถูกออกแบบให้มีการแยกเพื่อเป็นข้อต่อยืดขยาย (expansion joint) เพื่อรองรับการขยายตัวหรือหดตัวของโครงสร้างได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักการออกแบบ

"ตรงตำแหน่งนี้ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ สิ่งสำคัญคือ รอยร้าวส่วนใหญ่ก็ไม่เยอะ เช่น บริเวณชั้น 7 มีรอยร้าวที่ผนังขอบเสา ซึ่งเป็นรอยร้าวเดิม เมื่อกี้เดินยังอยู่เหมือนเดิม พูดง่าย ๆ ตลอดสิบกว่าปีก็อยู่เหมือนเดิม" ผศ.ดร.ธเนศ กล่าว และบอกว่า จุดข้อต่อที่ติดแผ่นสแตนเลสมีช่องว่าง แต่เป็นช่องว่างที่มีมาตั้งแต่ตอนก่อสร้าง

นายกสภาวิศวกร

ที่มาของภาพ, thai news pix

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร (กลาง)

เขาให้ข้อมูลว่า รอยที่เกิดใหม่จริง ๆ จากแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. อยู่ในร่องใต้บันไดที่ติดกับคาน บริเวณนี้ไม่ใช่ตัวโครงสร้าง คานไม่ได้แตก รอยต่อระหว่างคานกับเสาไม่ได้มีรอยร้าว

เมื่อถามว่าหากมีอาฟเตอร์ช็อกหลายครั้งจะมีผลต่อรอยแตกเดิมหรือไม่ นายกสภาวิศวกรกล่าวว่า "มีโอกาสกว้างขึ้น แต่ไม่มีผลต่ออันตราย" เนื่องจากโดยปกติ เมื่อเกิดรอยแตกเช่นนี้จะมีการทุบรื้อเพื่อฉาบใหม่อยู่แล้ว แต่แนะนำว่าอย่าเพิ่งทำอะไร เพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาราว 2-3 วัน อาจยังมีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อก จึงควรรออีกสักระยะ ทั้งนี้ ยืนยันว่าสามารถเข้าใช้งานที่อาคารของศูนย์ราชการได้

ควรกังวลหรือไม่กับความเสียหายของอาคารเมื่อกลับเข้าไปใช้งาน

รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กรณีช่วงเช้าที่ผ่านมา เหตุน่าจะเกิดจากการแชร์ข้อความในลักษณะที่อาคารของศูนย์ราชการเกิดความบกพร่องเสียหาย และบวกกับมีข่าวเรื่องแผ่นดินไหวของเมียนมาจึงทำให้เกิดความแตกตื่น เลยเป็นเหมือนอุปทานหมู่ทำให้คนเดินทางลงไปจากตึก ทว่าจากการวัดอัตราเร่งของพื้นดินที่เกิดขึ้นก็พบว่าน้อยและไม่มีผล และเมื่อเช้านี้ไม่ได้มีการสั่นไหวรุนแรง

บีบีซีไทยถาม รศ.เอนก ต่อว่า อาคารซึ่งเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งแรก พอคนกลับเข้าไปใช้งาน อาคารเหล่านั้นที่เกิดรอยร้าวจะรับน้ำหนักได้มากน้อยแค่ไหนและจะมีผลต่อตัวอาคารหรือไม่ ?

ที่ปรึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. กล่าว ผู้ใช้งานอาคารสามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ ไม่มีปัญหา และอธิบายว่า รอยร้าวนั้นมีทั้งรอยร้าวที่เกิดกับผนังและรอยร้าวที่เกิดกับโครงสร้าง ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน แต่จากการที่สภาวิศวกร และ วสท. ไปช่วยกรุงเทพมหานครตรวจสอบอาคารต่าง ๆ ในช่วง 2 วันหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งมีกรณีที่แจ้งเข้ามา 13,000 กรณี ส่วนใหญ่แล้วเป็นกรณีที่แตกร้าวในผนัง

รศ.เอนก ระบุต่อว่า ในส่วนความเสียหายที่เราให้ความสนใจว่ามีการแตกร้าวในโครงสร้างหรือไม่ ทางทีมวิศวกรได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดู ก็พบว่าจริง ๆ แล้วมีเป็นส่วนน้อย

"เรามีการปิดตัวอาคารสีแดงเพียงแค่ 2-3 อาคาร ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในโครงสร้างที่ดี" รศ.ธเนศ กล่าว และย้ำด้วยว่า การแชร์ข้อความต่อทางโซเชียลมีเดียเช่นกรณีวันนี้เป็นอันตราย เพราะกระทบความเชื่อมั่น ดังนั้น หากมีเหตุจริง ๆ ควรรอการแจ้งเตือนจากทางการ

สภาพความเสียหายของอาคารเพลินจิตทาวเวอร์

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายของอาคารเพลินจิตทาวเวอร์

ด้าน รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยในสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 31 มี.ค. เมื่อ 19.00 น. ว่าจากการการตรวจสอบรอยร้าวอาคารจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีประชาชนแจ้งผ่านระบบทราฟฟี ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 28-31 มี.ค. 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 14,430 กรณี กทม. ร่วมกับวิศวกรอาสาและกรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกันตรวจสอบผ่านระบบดังกล่าว และลงพื้นที่สำรวจ (บางกรณีที่จำเป็น) เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 12,004 เรื่อง คิดเป็น 81% กำลังดำเนินการ 2,426 เรื่อง ทั้งนี้เป็นอาคารที่ตรวจสอบแล้วอยู่ในเกณฑ์สีเขียว (ใช้งานได้) 11,547 กรณี และยังระงับการใช้อาคารที่มีความเสี่ยงสูงจำนวน 2 อาคาร

"ผู้อยู่อาศัยในอาคารที่เราระงับการใช้ทั้งสองอาคาร ทาง กทม. ได้จัดหาที่พักให้ทั้งหมด และประสานผู้ตรวจสอบอาคารเข้าตรวจสอบ" รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว และบอกว่าในอาคารต่าง ๆ ที่ กทม. เข้าไปตรวจสอบได้สั่งการให้ผู้รับเหมาระงับการใช้เครนก่อสร้างจนกว่าจะตรวจสอบได้ว่ามีความปลอดภัย

ข้อความเตือนภัยจากทางการเป็นสิ่งสำคัญ

ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้ายิ่งทำให้เห็นความสำคัญมากขึ้นว่า ข้อความเตือนภัยของทางการที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น มีเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ จะช่วยควบคุมความวุ่นวายโกลาหลได้ดีมาก และเหตุการณ์ที่เกิดการอพยพตาม ๆ กันในหลายอาคารคือปฏิกิริยาลูกโซ่ ซึ่งอาจเกิดได้นานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

"สิ่งที่จะระงับวงจรของความตื่นกลัวนี้ได้ คือถ้าเราได้ข้อความบอกว่าอะไรเกิดขึ้น อะไรไม่ได้เกิดขึ้น หลายคนจะไม่ต้องใจสั่น ขาสั่น ขึ้นลงบันได 20 ชั้น หรือรอกดลิฟท์ แต่อพยพ ไม่ต้องเสียขวัญ ไม่ต้องไปตากแดดตากฝนหน้าตึก แล้วเลิ่กลั่กกันว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็กลับไปเข้าตึกใหม่ ซึ่งดิฉันว่าสัปดาห์นี้น่าจะมีแบบนี้อีกหลายรอบ" ศิรินันต์ ระบุ

ศิรินันต์ยังเสนอข้อเสนอสำหรับมาตรการเตรียมการรับมือแผ่นดินไหว จากการเรียนรู้ช่องว่างจากแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือ รัฐควรตั้งคณะทำงานพัฒนา CAP (#CommonAlertingProtocol) สำหรับพัฒนาข้อความเตือนภัยที่พร้อมส่ง โดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ผลิตข้อความ และอนุมัติให้เผยแพร่แต่ละครั้ง ๆ เมื่อเกิดเหตุ

"CAP สำคัญต่อการสนับสนุนให้มีการตอบสนองที่เร็วขึ้น และลดความโกลาหลจากความไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เลยตอบสนองไปผิดทาง เช่น คิดว่าไฟไหม้ คิดว่าเวียนหัวไปเอง..." นักวิชาการอิสระด้านการจัดการภัยพิบัติ ระบุ