ทรัมป์ได้ทำลายระเบียบโลก และปล่อยให้ผู้นำยุโรปตกอยู่ในสภาพดิ้นรนอย่างไร

- Author, อัลลัน ลิตเติ้ล
- Role, บีบีซี นิวส์
นี่คือวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับชาติตะวันตกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งกล่าวว่า "ลัทธิทรัมป์จะคงอยู่ต่อไป แม้หลังจากที่เขาลงจากตำแหน่งแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว" แต่ประเทศใดบ้างที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในขณะที่สหรัฐอเมริกาถอยห่างออกไป ?
เมื่อเวลา 9.00 น. ของเช้าวันหนึ่งในเดือน ก.พ. ปี 1974 ลอร์ด อินเวอร์ชาเปล เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน ของสหรัฐฯ ได้เดินเข้าไปที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อมอบข้อความทางการทูต 2 ฉบับให้กับ จอร์จ มาร์แชลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ข้อความดังกล่าวถูกพิมพ์ลงบนกระดาษสีน้ำเงินเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของมัน โดยฉบับแรกกล่าวถึงประเทศกรีซ และอีกฉบับเกี่ยวข้องกับประเทศตุรกี
ประเทศอังกฤษ ซึ่งอยู่ในสภาพเหนื่อยล้า สิ้นเนื้อประดาตัว และมีหนี้สินจำนวนมากติดค้างกับสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสหรัฐฯ ว่า ทางการอังกฤษไม่สามารถให้การสนับสนุนกองกำลังรัฐบาลกรีซที่ต่อสู้กับกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ติดอาวุธได้อีกต่อไป โดยในเวลานั้นทางการอังกฤษได้ประกาศแผนการถอนกำลังทหารออกจากประเทศปาเลสไตน์และอินเดียแล้ว รวมถึงยุติการประจำการในประเทศอียิปต์ด้วย
สหรัฐฯ ทราบในทันทีว่ามีอันตรายอย่างแท้จริงที่ประเทศกรีซจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต และหากประเทศกรีซตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ก็เกรงว่าประเทศตุรกีอาจเป็นรายต่อไป และจะทำให้รัฐบาลรัสเซียมีอำนาจควบคุมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งรวมถึงคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นทางการค้าสำคัญของโลก
แทบจะข้ามคืน สหรัฐฯ ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสุญญากาศที่ถูกทิ้งไว้โดยอังกฤษที่กำลังถอยออกไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
"มันต้องเป็นนโยบายของสหรัฐอเมริกา" ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ประกาศ กล่าวและประกาศต่อไปว่า "ในการสนับสนุนเสรีชนซึ่งกำลังต่อต้านความพยายามปราบปรามโดยชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหรือแรงกดดันจากภายนอก"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "หลักการทรูแมน" (Truman Doctrine) หัวใจสำคัญคือแนวคิดที่ว่าการช่วยปกป้องประชาธิปไตยของประเทศอื่นมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ
ตามมาด้วยแผนการริเริ่มสำคัญสองประการของสหรัฐฯ ได้แก่ แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ซึ่งเป็นแพ็คเกจความช่วยเหลือจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลายของยุโรป และการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ในปี 1949 ที่เป็นการออกแบบมาเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในหลายประเทศจากการที่สหภาพโซเวียตซึ่งได้แผ่ขยายการควบคุมมาในพื้นที่ทางตะวันออกของยุโรป
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ความเป็นผู้นำของโลกตะวันตกเปลี่ยนผ่านจากสหราชอาณาจักรไปยังเป็นสหรัฐฯ หรือพูดให้ถูกคือช่วงเวลาที่เผยให้เห็นว่า สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว
สหรัฐอเมริกา เดิมเคยแยกตัวจากโลกและได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัยจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สอง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกเสรีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่อเมริกาฉายภาพอำนาจของตนไปทั่วโลก อเมริกาก็ใช้เวลาหลายทศวรรษหลังสงครามในการสร้างโลกใหม่ตามภาพลักษณ์ของตนเอง
คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เติบโตมาในโลกที่ดู ฟัง และประพฤติตัวคล้ายกับสหรัฐอเมริกามากกว่าที่เคย และสหรัฐฯ กลายมาเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการทหารของโลกตะวันตก
อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานพื้นฐานที่สหรัฐอเมริกายึดเป็นพื้นฐานสำหรับความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปในตอนนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่ท้าทายบทบาทของสหรัฐฯ ซึ่งถูกกำหนดไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน และเขาท้าทายมันในลักษณะที่หลายคนมองว่าระเบียบโลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และระเบียบโลกใหม่ก็ยังคงก่อตัวขึ้นไม่แล้วเสร็จสิ้นดี
คำถามคือ ประเทศใดจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเมื่อความมั่นคงของชาติยุโรปอยู่ภายใต้ความตึงเครียดมากกว่าที่เคยเป็นมา ผู้นำของยุโรปที่กำลังดิ้นรนอยู่ในขณะนี้ จะหาทางรับมืออย่างเพียงพอเหมาะสมได้หรือไม่
ความท้าทายต่อมรดกทางความคิดของทรูแมน
การวิพากษ์วิจารณ์ต่อการจัดระเบียบโลกที่เกิดขึ้นหลังปี 1945 ของปธน. ทรัมป์มีมายาวนานหลายสิบปี โดยเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เขานำโฆษณาเต็มหน้าใหญ่ในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับของสหรัฐฯ ออกมาเพื่อวิจารณ์ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องประชาธิปไตยของโลก
"หลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์จากสหรัฐอเมริกา" เขาเขียนไว้ในปี 1987 "ทำไมประเทศเหล่านี้จึงไม่จ่ายเงินให้สหรัฐฯ สำหรับหลายชีวิตและเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เราสูญเสียไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา
"โลกกำลังหัวเราะเยาะนักการเมืองของอเมริกา เพราะว่าเราปกป้องเรือที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ บรรทุกน้ำมันที่เราไม่ต้องการ และมีปลายทางที่พันธมิตรที่จะไม่ช่วยเหลือเรา" เขาเปรียบเปรย
นี่คือจุดยืนที่ทรัมป์ย้ำซ้ำ ๆ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งครั้งที่สอง
และบางคนในรัฐบาลของทรัมป์เอง ก็รู้สึกความโกรธแค้นต่อสิ่งที่พวกเขามองว่า ยุโรปพึ่งพาสหรัฐฯ โดยเห็นได้ชัดจากข้อความที่รั่วไหลออกมาเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ถูกเปิดเผยในกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในข้อความจากบัญชีที่มีชื่อผู้ใช้ว่า รองปธน. เจดี แวนซ์ เขียนว่าประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอาจได้รับประโยชน์จากการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ต่อกลุ่มฮูตี โดยระบุว่า "ผมแค่เกลียดที่จะให้การช่วยเหลือยุโรปอีกครั้ง"
อีกบัญชีผู้ใช้หนึ่งซึ่งใช้ชื่อว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบกลับในสามนาทีต่อมาว่า "รองประธานาธิบดี: ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความโกรธเกลียดของคุณต่อการเกาะกินของยุโรป "มันน่าสมเพชมาก"

ที่มาของภาพ, Reuters
ท่าทีของทรัมป์เองดูเหมือนจะเกินเลยไปกว่าแค่การวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่เขากล่าวว่ากำลังตักตวงผลประโยชน์จากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสหรัฐฯ ในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่สอง ทรัมป์ดูเหมือนจะสนับสนุน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยบอกกับทางการรัสเซียว่า ยูเครนจะไม่ได้รับสถานะเข้าเป็นสมาชิกนาโต อีกทั้งยังกล่าวว่า ยูเครนไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ดินแดนที่เสียให้กับประเทศรัสเซียกลับคืนไป
หลายคนมองว่า นี่เป็นการยอมเสียสิ่งต่อรองสองชิ้นตั้งแต่ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่ได้ขออะไรจากรัสเซียเป็นสิ่งตอบแทนเลย
อีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนของทรัมป์บางคนมองว่า ปูตินเป็นผู้นำที่เข้มแข็งซึ่งเป็นตัวแทนของค่านิยมอนุรักษ์นิยมหลายประการที่พวกเขามีร่วมกัน
สำหรับบางคน ปูตินเป็นพันธมิตรใน "สงครามต่อต้าน การตื่นรู้หรือตระหนักรู้ถึงสิทธิในประเด็นทางสังคมต่าง ๆ (woke)"

ที่มาของภาพ, AFP
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่มากก็น้อยถูกขับเคลื่อนโดยแรงผลักดันจากสงครามวัฒนธรรม ความมั่นคงของยุโรปกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ที่เกิดขึ้นจากต่อสู้ระหว่างความคิดสองขั้ว กับวิสัยทัศน์ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันกับสิ่งที่สหรัฐฯ ยืนหยัด
ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าการแบ่งแยกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของมุมมองเฉพาะเรื่องของทรัมป์เท่านั้น และชาติยุโรปไม่สามารถนั่งเฉย ๆ เพื่อรอจนกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์จะสิ้นสุดลง
"สหรัฐฯ กำลังแยกตัวออกจากค่านิยมของชาติยุโรป" เอ็ด อาร์โนลด์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) ในกรุงลอนดอน กล่าวแย้งว่า "นั่นเป็นเรื่องยาก [สำหรับชาวยุโรป] ที่จะยอมรับ เพราะนั่นหมายถึงว่า มันจะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรม และอาจเป็นผลในระยะยาว"
"ผมคิดว่าวิถีปัจจุบันของสหรัฐฯ จะคงอยู่ต่อไปได้นานกว่าทรัมป์ ในมุมมองของผม ผมคิดว่าลัทธิทรัมป์จะคงอยู่ต่อไปได้นานกว่าการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา"
มาตรา 5 ของนาโต กำลังอยู่บนเส้นด้าย
ทำเนียบขาวของทรัมป์ ได้กล่าวไว้แล้วว่า จะไม่เป็นผู้ค้ำประกันหลักด้านความมั่นคงของชาติยุโรปอีกต่อไป และประเทศต่าง ๆ ในยุโรปควรมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันประเทศของตนเองและรวมถึงการออกค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย
"หาก [ประเทศสมาชิกนาโต] ไม่จ่ายเงิน ฉันจะไม่ปกป้องพวกเขา ไม่ ฉันจะไม่ปกป้องพวกเขา" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อต้นเดือนมี.ค.
เป็นเวลาเกือบ 80 ปีแล้วที่รากฐานด้านความมั่นคงของยุโรปถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty) ซึ่งระบุว่า การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งของชาติพันธมิตรถือเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด
เมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนการเยือนทำเนียบขาว เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร บอกกับผมระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกพอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นสมาชิกชั้นนำของนาโต และทรัมป์โดยส่วนตัวแล้วยังคงยึดมั่นในมาตรา 5
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของคนอื่น ๆ ยังไม่ชัดเจนมากนัก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เบน วอลเลซ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลอังกฤษชุดที่แล้วนำโดยพรรคคอนเซอร์เวทีฟ บอกกับผมเมื่อต้นเดือนนี้ว่า "ผมคิดว่ามาตรา 5 กำลังอยู่บนเส้นด้าย"
"หากยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักร ไม่ก้าวขึ้นมาดำเนินการ ไม่ลงทุนด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น และไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ นี่อาจเป็นจุดจบของนาโตอย่างที่เรารู้จัก และจะเป็นจุดจบของมาตรา 5 เช่นกัน
"ตอนนี้ผมไม่อยากแม้จะเดิมพันว่า มาตรา 5 จะถูกนำมาใช้ ในกรณีที่ประเทศรัสเซียทำการโจมตี... ผมจะไม่มั่นใจอย่างแน่นอนว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยเหลือ" เขากล่าว
ตามการสำรวจของบริษัทฝรั่งเศส Institut Elabe พบว่าชาวฝรั่งเศสจำนวนเกือบสามในสี่คิดว่าสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศพันธมิตรของฝรั่งเศส และประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษและเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศซึ่งมีแนวความคิดสนับสนุนสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ต่างก็มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
"ความเสียหายที่ทรัมป์ก่อไว้กับนาโตนั้น เรียกว่าคงไม่สามารถแก้ไขได้"โรเบิร์ต คาแกน นักวิจารณ์ นักเขียนแนวอนุรักษนิยม และนักวิจัยอาวุโสจากสถาบันบรูคกิ้งส์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ทรัมป์มาอย่างยาวนาน กล่าว
"ชาติพันธมิตรเหล่านี้เคยพึ่งพาการรับประกันของอเมริกา ที่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้อีกต่อไปแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่บอกยุโรปให้จัดการเรื่องการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศให้เรียบร้อย ในปี 2016 อดีตปธน.บารัค โอบามา เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรนาโตเพิ่มการจ่ายเงิน โดยกล่าวว่า "บางครั้งยุโรปก็ละเลยในเรื่องการป้องกันประเทศของตนเอง"
'ความแตกแยกของชาติตะวันตก' เริ่มขึ้นแล้วหรือยัง?
เรื่องราวทั้งหมดนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับปูติน "ระบบความมั่นคงของยูโร-แอตแลนติกทั้งหมดกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเรา" ปูตินกล่าวเมื่อปีที่แล้ว "ยุโรปกำลังถูกละเลยในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก จมดิ่งสู่ความโกลาหลของความท้าทายต่าง ๆ เช่น การอพยพ และการสูญเสียหน่วยงานระหว่างประเทศและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม"
เมื่อต้นเดือน มี.ค. สามวันหลังจากการพบปะอันจบลงอย่างเลวร้ายระหว่างโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กับทรัมป์ และแวนซ์ในทำเนียบขาว โฆษกรัฐบาลรัสเซียประกาศว่า "ความแตกแยกของชาติตะวันตกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"

ที่มาของภาพ, Reuters
"ลองดูเป้าหมายของรัสเซียในยุโรปสิ" อาร์มิดา ฟาน ไรจ์ หัวหน้าโครงการยุโรปที่สถาบันคลังสมองแชทแธม เฮาส์ (Chatham House) กล่าว "เป้าหมายของรัสเซียคือทำให้ยุโรปไม่มั่นคง ทำให้นาโตอ่อนแอลง และทำให้สหรัฐถอนทหารออกจากที่นี่ [ชาติยุโรป]
"และตอนนี้ คุณสามารถพูดได้ว่า 'ติ๊ก ติ๊ก และแทบจะติ๊ก ช่องสุดท้าย' เพราะยุโรปกำลังถูกทำให้ไม่มั่นคง และนาโตก็กำลังอ่อนแอลง และแม้สหรัฐฯ ยังไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากชาติยุโรป แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ใครจะรู้ว่าเรา [ชาติตะวันตก] จะไปหยุดที่ตรงไหน"
"เราหลงลืมบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของเรา"
หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่ชาติยุโรปต้องเผชิญต่อจากนี้คือ คำถามว่าจะป้องกันตนเองอย่างไรให้เพียงพอ การพึ่งพาอำนาจของสหรัฐฯ มานานถึง 80 ปี ทำให้ชาติที่เป็นประชาธิปไตยหลายชาติในยุโรปได้เผยให้เห็นถึงจุดอ่อนจุดนี้
ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษได้ลดค่าใช้จ่ายด้านการทหารลงเกือบ 70% นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง (เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ชาติยุโรปได้ยอมให้ตัวเองได้รับประโยชน์จากการเกิดสันติภาพและเริ่มกระบวนการลดค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมาแล้วหลายทศวรรษ)
"เรามีงบประมาณจำนวนมาก [ในช่วงสงครามเย็น] และเราได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ หลังจากเกิดสันติภาพ" วอลเลซกล่าว " "ตอนนี้คุณอาจโต้แย้งได้ว่ามันสมควรแล้ว"
"ปัญหาคือเราเปลี่ยนจากผลประโยชน์ที่ได้จากสันติภาพไปสู่การเข้าจู่โจมขององค์กร [กระทรวงกลาโหม] กลายเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเอาเงินจากหน่วยงานนั้น และนั่นคือจุดที่เราลืมบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของเราไป"
เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวต่อรัฐสภาว่าอังกฤษจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศจาก 2.3% ของจีดีพี เป็น 2.5% ภายในปี 2027 แต่สิ่งนี้จะเพียงพอหรือไม่
"มันเพียงพอแค่เพียงยืนหยุดนิ่ง ๆ " วอลเลซโต้แย้งและว่า "นี่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อให้เราพร้อมรบมากขึ้น และอุดช่องว่าง หากสหรัฐฯ ถอนตัว"

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ยังมีคำถามในบริบทที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับการรับสมัครเข้าเป็นทหาร "ตะวันตกกำลังตกต่ำในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สหราชอาณาจักร" วอลเลซโต้แย้ง
"ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมักไม่เข้าร่วมกองทัพ และนั่นคือปัญหา"
แต่ฟรีดริช แมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนีกล่าวว่า ชาติยุโรปต้องทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกา และการทำให้นาโต "เป็นของชาติยุโรป" จะต้องสร้างการทหารและอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ซับซ้อนของยุโรปที่สามารถมอบศักยภาพที่ปัจจุบันมีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มี
คนอื่น ๆ มีความเห็นเหมือนกันว่ายุโรปต้องพึ่งพาตนเองด้านการทหารมากขึ้น แต่บางคนก็กังวลว่าไม่ใช่ชาติยุโรปทั้งหมดที่เห็นพ้องด้วย
"ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่ชาวยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับทราบสถานการณ์ดังกล่าว" เอียน บอนด์ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิรูปยุโรปกล่าว "แต่ยิ่งไปทางตะวันตก [ของยุโรป] มากเท่าไร ปัญหาก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งไปถึงสเปนและอิตาลี"
อาร์โนลด์เห็นด้วยว่า "มุมมองในยุโรปตอนนี้ก็คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการถกเถียงอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเป็นการถกเถียงว่าเราจะทำอย่างไร และอาจรวมถึงว่าเราจะทำมันได้เร็วแค่ไหนด้วย แต่เราจำเป็นต้องทำตอนนี้"
การรวมรวมระเบียบโลกใหม่เข้าด้วยกัน
ทิโมธี การ์ตัน แอช นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า มีรายการสั้น ๆ ของ "สิ่งสำคัญมาก" ไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ เท่านั้นที่จะสามารถจัดหาได้ในปัจจุบัน
"นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าตัวช่วยการปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ดาวเทียม หน่วยข่าวกรอง หน่วยป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ซึ่งเป็นหน่วยเดียวเท่านั้นที่สามารถทำลายขีปนาวุธพิสัยไกลของรัสเซียได้ และภายในสามถึงห้าปี เรา [ประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ] ควรตั้งเป้าหมายที่จะมีหน่วยป้องกันภัยทางอากาศรุ่นของเราเอง" เขากล่าว
"และในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ จากนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ [แนวคิดคือ] คุณจะต้องมีนาโตที่กลายเป็นของชาติยุโรปอย่างสมบูรณ์ จนกองกำลังของนาโตร่วมกับกองกำลังระดับชาติและขีดความสามารถของสหภาพยุโรป จะมีความสามารถในการป้องกันยุโรปได้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะบอกว่า 'อย่ามายุ่งกับเรา' ก็ตาม"
คำถามคือ จะบรรลุสิ่งนี้ได้อย่างไร
แวน ไรจ์ เน้นย้ำว่า ในมุมมองของเธอ ยุโรปจำเป็นต้องสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันภัยทางอากาศของชาติยุโรปที่เป็นของชาติยุโรปเอง แต่เธอเห็นว่า ยังมีข้ออุปสรรคหรือความยุ่งยากหลายอย่าง
"สิ่งที่ยากจริง ๆ คือความคิดที่แตกต่างภายในชาติยุโรปว่าจะทำอย่างไร และจะทำหรือไม่"

ที่มาของภาพ, Getty Images
คณะกรรมาธิการยุโรปและผู้เชี่ยวชาญพยายามหาคำตอบว่า ระบบป้องกันนี้จะทำงานอย่างไรมาหลายทศวรรษแล้ว "โดยทั่วไปแล้ว การป้องกันนี้ทำได้ยากมากเนื่องจากผลประโยชน์ของชาติที่ยึดมั่นไว้... ดังนั้นการสร้างระบบป้องกันดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย"
ในระหว่างนี้ ทรัมป์ดูเหมือนว่าเขาพร้อมที่จะก้าวไปสู่กฎระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นที่มีฐานมาจากกฎเกณฑ์ของรัฐอธิปไตย ที่สามารถเลือกชะตากรรมและพันธมิตรของตนเองได้อย่างอิสระ
สิ่งที่เขาดูเหมือนจะมีลักษณะร่วมกันกับวลาดิเมียร์ ปูตินคือความปรารถนาสำหรับโลกที่มหาอำนาจต่างๆ สามารถบังคับใช้เจตจำนงของตนกับประเทศเล็ก ๆ ที่อ่อนแอกว่าได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่ตกลงกันในระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียทำมาโดยตลอดทั้งในจักรวรรดิซาร์และโซเวียต นั่นหมายความว่าจะกลับไปสู่ระบบเขตอิทธิพล (sphere of influence) ที่เคยใช้มาเป็นเวลา 40 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เราไม่ทราบแน่ชัดว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะทำอย่างไรหากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกนาโตถูกโจมตี แต่ประเด็นคือการรับประกันความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ไม่สามารถมองเป็นเรื่องที่แน่นอนได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่ายุโรปต้องตอบสนองความท้าทายที่ดูเหมือนว่าขึ้นอยู่กับความสามัคคี พยายามหาเงินทุนเพื่อการป้องกันประเทศของตัวเองให้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปใน "เขตอิทธิพล" ของมหาอำนาจใด ๆ







