ทรัมป์ได้ทำลายระเบียบโลก และปล่อยให้ผู้นำยุโรปตกอยู่ในสภาพดิ้นรนอย่างไร

A treated image of a white pawn chess piece with the shadow of a king piece against the backdrop of a world map.
    • Author, อัลลัน ลิตเติ้ล
    • Role, บีบีซี นิวส์

นี่คือวิกฤตการณ์ด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับชาติตะวันตกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง และยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งกล่าวว่า "ลัทธิทรัมป์จะคงอยู่ต่อไป แม้หลังจากที่เขาลงจากตำแหน่งแหน่งประธานาธิบดีไปแล้ว" แต่ประเทศใดบ้างที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในขณะที่สหรัฐอเมริกาถอยห่างออกไป ?

เมื่อเวลา 9.00 น. ของเช้าวันหนึ่งในเดือน ก.พ. ปี 1974 ลอร์ด อินเวอร์ชาเปล เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงวอชิงตัน ของสหรัฐฯ ได้เดินเข้าไปที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อมอบข้อความทางการทูต 2 ฉบับให้กับ จอร์จ มาร์แชลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ข้อความดังกล่าวถูกพิมพ์ลงบนกระดาษสีน้ำเงินเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของมัน โดยฉบับแรกกล่าวถึงประเทศกรีซ และอีกฉบับเกี่ยวข้องกับประเทศตุรกี

ประเทศอังกฤษ ซึ่งอยู่ในสภาพเหนื่อยล้า สิ้นเนื้อประดาตัว และมีหนี้สินจำนวนมากติดค้างกับสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อสหรัฐฯ ว่า ทางการอังกฤษไม่สามารถให้การสนับสนุนกองกำลังรัฐบาลกรีซที่ต่อสู้กับกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์ติดอาวุธได้อีกต่อไป โดยในเวลานั้นทางการอังกฤษได้ประกาศแผนการถอนกำลังทหารออกจากประเทศปาเลสไตน์และอินเดียแล้ว รวมถึงยุติการประจำการในประเทศอียิปต์ด้วย

สหรัฐฯ ทราบในทันทีว่ามีอันตรายอย่างแท้จริงที่ประเทศกรีซจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มคอมมิวนิสต์ และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสหภาพโซเวียต และหากประเทศกรีซตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ ก็เกรงว่าประเทศตุรกีอาจเป็นรายต่อไป และจะทำให้รัฐบาลรัสเซียมีอำนาจควบคุมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ซึ่งรวมถึงคลองสุเอซ ที่เป็นเส้นทางการค้าสำคัญของโลก

แทบจะข้ามคืน สหรัฐฯ ได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสุญญากาศที่ถูกทิ้งไว้โดยอังกฤษที่กำลังถอยออกไป

President Harry S. Truman speaks during a television address from the Oval Office

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีทรูแมน กล่าวว่า สหรัฐจะต้องสนับสนุนประเทศเสรี

"มันต้องเป็นนโยบายของสหรัฐอเมริกา" ประธานาธิบดีแฮร์รี ทรูแมน ประกาศ กล่าวและประกาศต่อไปว่า "ในการสนับสนุนเสรีชนซึ่งกำลังต่อต้านความพยายามปราบปรามโดยชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหรือแรงกดดันจากภายนอก"

นั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "หลักการทรูแมน" (Truman Doctrine) หัวใจสำคัญคือแนวคิดที่ว่าการช่วยปกป้องประชาธิปไตยของประเทศอื่นมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ

ตามมาด้วยแผนการริเริ่มสำคัญสองประการของสหรัฐฯ ได้แก่ แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ซึ่งเป็นแพ็คเกจความช่วยเหลือจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลายของยุโรป และการก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ในปี 1949 ที่เป็นการออกแบบมาเพื่อปกป้องประชาธิปไตยในหลายประเทศจากการที่สหภาพโซเวียตซึ่งได้แผ่ขยายการควบคุมมาในพื้นที่ทางตะวันออกของยุโรป

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ความเป็นผู้นำของโลกตะวันตกเปลี่ยนผ่านจากสหราชอาณาจักรไปยังเป็นสหรัฐฯ หรือพูดให้ถูกคือช่วงเวลาที่เผยให้เห็นว่า สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว

สหรัฐอเมริกา เดิมเคยแยกตัวจากโลกและได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัยจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่สอง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกเสรีหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่อเมริกาฉายภาพอำนาจของตนไปทั่วโลก อเมริกาก็ใช้เวลาหลายทศวรรษหลังสงครามในการสร้างโลกใหม่ตามภาพลักษณ์ของตนเอง

คนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เติบโตมาในโลกที่ดู ฟัง และประพฤติตัวคล้ายกับสหรัฐอเมริกามากกว่าที่เคย และสหรัฐฯ กลายมาเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการทหารของโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานพื้นฐานที่สหรัฐอเมริกายึดเป็นพื้นฐานสำหรับความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปในตอนนี้

US President Trump Meets with his Cabinet in Washington

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่ท้าทายบทบาทระดับโลกของอเมริกา

โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองที่ท้าทายบทบาทของสหรัฐฯ ซึ่งถูกกำหนดไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน และเขาท้าทายมันในลักษณะที่หลายคนมองว่าระเบียบโลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และระเบียบโลกใหม่ก็ยังคงก่อตัวขึ้นไม่แล้วเสร็จสิ้นดี

คำถามคือ ประเทศใดจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ และเมื่อความมั่นคงของชาติยุโรปอยู่ภายใต้ความตึงเครียดมากกว่าที่เคยเป็นมา ผู้นำของยุโรปที่กำลังดิ้นรนอยู่ในขณะนี้ จะหาทางรับมืออย่างเพียงพอเหมาะสมได้หรือไม่

ความท้าทายต่อมรดกทางความคิดของทรูแมน

การวิพากษ์วิจารณ์ต่อการจัดระเบียบโลกที่เกิดขึ้นหลังปี 1945 ของปธน. ทรัมป์มีมายาวนานหลายสิบปี โดยเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เขานำโฆษณาเต็มหน้าใหญ่ในหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับของสหรัฐฯ ออกมาเพื่อวิจารณ์ความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการปกป้องประชาธิปไตยของโลก

"หลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์จากสหรัฐอเมริกา" เขาเขียนไว้ในปี 1987 "ทำไมประเทศเหล่านี้จึงไม่จ่ายเงินให้สหรัฐฯ สำหรับหลายชีวิตและเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เราสูญเสียไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา

"โลกกำลังหัวเราะเยาะนักการเมืองของอเมริกา เพราะว่าเราปกป้องเรือที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ บรรทุกน้ำมันที่เราไม่ต้องการ และมีปลายทางที่พันธมิตรที่จะไม่ช่วยเหลือเรา" เขาเปรียบเปรย

นี่คือจุดยืนที่ทรัมป์ย้ำซ้ำ ๆ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งครั้งที่สอง

และบางคนในรัฐบาลของทรัมป์เอง ก็รู้สึกความโกรธแค้นต่อสิ่งที่พวกเขามองว่า ยุโรปพึ่งพาสหรัฐฯ โดยเห็นได้ชัดจากข้อความที่รั่วไหลออกมาเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ถูกเปิดเผยในกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในข้อความจากบัญชีที่มีชื่อผู้ใช้ว่า รองปธน. เจดี แวนซ์ เขียนว่าประเทศต่าง ๆ ในยุโรปอาจได้รับประโยชน์จากการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ต่อกลุ่มฮูตี โดยระบุว่า "ผมแค่เกลียดที่จะให้การช่วยเหลือยุโรปอีกครั้ง"

อีกบัญชีผู้ใช้หนึ่งซึ่งใช้ชื่อว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบกลับในสามนาทีต่อมาว่า "รองประธานาธิบดี: ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับความโกรธเกลียดของคุณต่อการเกาะกินของยุโรป "มันน่าสมเพชมาก"

U.S. Vice President JD Vance listens as President Donald Trump delivers a speech

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ในข้อความที่รั่วไหล มีบัญชีหนึ่งใช้ชื่อว่า รองปธน. เจดี แวนซ์ เขียนว่า "ผมแค่เกลียดที่จะให้การช่วยเหลือยุโรปอีกครั้ง"

ท่าทีของทรัมป์เองดูเหมือนจะเกินเลยไปกว่าแค่การวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่เขากล่าวว่ากำลังตักตวงผลประโยชน์จากความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของสหรัฐฯ ในช่วงเริ่มต้นของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่สอง ทรัมป์ดูเหมือนจะสนับสนุน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยบอกกับทางการรัสเซียว่า ยูเครนจะไม่ได้รับสถานะเข้าเป็นสมาชิกนาโต อีกทั้งยังกล่าวว่า ยูเครนไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ดินแดนที่เสียให้กับประเทศรัสเซียกลับคืนไป

หลายคนมองว่า นี่เป็นการยอมเสียสิ่งต่อรองสองชิ้นตั้งแต่ก่อนที่การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่ได้ขออะไรจากรัสเซียเป็นสิ่งตอบแทนเลย

อีกด้านหนึ่ง ผู้สนับสนุนของทรัมป์บางคนมองว่า ปูตินเป็นผู้นำที่เข้มแข็งซึ่งเป็นตัวแทนของค่านิยมอนุรักษ์นิยมหลายประการที่พวกเขามีร่วมกัน

สำหรับบางคน ปูตินเป็นพันธมิตรใน "สงครามต่อต้าน การตื่นรู้หรือตระหนักรู้ถึงสิทธิในประเด็นทางสังคมต่าง ๆ (woke)"

U.S. President Donald Trump and Russia"s President Vladimir Putin talk during the family photo session at the APEC Summit in Danang, Vietnam November 11, 2017

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ทรัมป์บอกทางการรัสเซียว่า ยูเครนจะไม่ได้รับสถานะเข้าเป็นสมาชิกนาโต และไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ดินแดนที่เสียไปคืน

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในปัจจุบันไม่มากก็น้อยถูกขับเคลื่อนโดยแรงผลักดันจากสงครามวัฒนธรรม ความมั่นคงของยุโรปกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ที่เกิดขึ้นจากต่อสู้ระหว่างความคิดสองขั้ว กับวิสัยทัศน์ที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันกับสิ่งที่สหรัฐฯ ยืนหยัด

ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าการแบ่งแยกนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของมุมมองเฉพาะเรื่องของทรัมป์เท่านั้น และชาติยุโรปไม่สามารถนั่งเฉย ๆ เพื่อรอจนกว่าวาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์จะสิ้นสุดลง

"สหรัฐฯ กำลังแยกตัวออกจากค่านิยมของชาติยุโรป" เอ็ด อาร์โนลด์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Royal United Services Institute (RUSI) ในกรุงลอนดอน กล่าวแย้งว่า "นั่นเป็นเรื่องยาก [สำหรับชาวยุโรป] ที่จะยอมรับ เพราะนั่นหมายถึงว่า มันจะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรม และอาจเป็นผลในระยะยาว"

"ผมคิดว่าวิถีปัจจุบันของสหรัฐฯ จะคงอยู่ต่อไปได้นานกว่าทรัมป์ ในมุมมองของผม ผมคิดว่าลัทธิทรัมป์จะคงอยู่ต่อไปได้นานกว่าการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา"

มาตรา 5 ของนาโต กำลังอยู่บนเส้นด้าย

ทำเนียบขาวของทรัมป์ ได้กล่าวไว้แล้วว่า จะไม่เป็นผู้ค้ำประกันหลักด้านความมั่นคงของชาติยุโรปอีกต่อไป และประเทศต่าง ๆ ในยุโรปควรมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันประเทศของตนเองและรวมถึงการออกค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย

"หาก [ประเทศสมาชิกนาโต] ไม่จ่ายเงิน ฉันจะไม่ปกป้องพวกเขา ไม่ ฉันจะไม่ปกป้องพวกเขา" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อต้นเดือนมี.ค.

เป็นเวลาเกือบ 80 ปีแล้วที่รากฐานด้านความมั่นคงของยุโรปถูกบัญญัติไว้ในมาตรา 5 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty) ซึ่งระบุว่า การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งของชาติพันธมิตรถือเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด

เมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนการเยือนทำเนียบขาว เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร บอกกับผมระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกพอใจที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นสมาชิกชั้นนำของนาโต และทรัมป์โดยส่วนตัวแล้วยังคงยึดมั่นในมาตรา 5

อย่างไรก็ตาม จุดยืนของคนอื่น ๆ ยังไม่ชัดเจนมากนัก

US President Donald Trump and Nato Secretary General Mark Rutte during their meeting in the Oval Office of the White House in Washington

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า เขาจะไม่ปกป้องประเทศสมาชิกนาโต หากพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีทางการเงิน (ถ่ายภาพร่วมกับ มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต)

เบน วอลเลซ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลอังกฤษชุดที่แล้วนำโดยพรรคคอนเซอร์เวทีฟ บอกกับผมเมื่อต้นเดือนนี้ว่า "ผมคิดว่ามาตรา 5 กำลังอยู่บนเส้นด้าย"

"หากยุโรป รวมทั้งสหราชอาณาจักร ไม่ก้าวขึ้นมาดำเนินการ ไม่ลงทุนด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น และไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ นี่อาจเป็นจุดจบของนาโตอย่างที่เรารู้จัก และจะเป็นจุดจบของมาตรา 5 เช่นกัน

"ตอนนี้ผมไม่อยากแม้จะเดิมพันว่า มาตรา 5 จะถูกนำมาใช้ ในกรณีที่ประเทศรัสเซียทำการโจมตี... ผมจะไม่มั่นใจอย่างแน่นอนว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยเหลือ" เขากล่าว

ตามการสำรวจของบริษัทฝรั่งเศส Institut Elabe พบว่าชาวฝรั่งเศสจำนวนเกือบสามในสี่คิดว่าสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศพันธมิตรของฝรั่งเศส และประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษและเดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศซึ่งมีแนวความคิดสนับสนุนสหรัฐอเมริกามาโดยตลอด ต่างก็มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

"ความเสียหายที่ทรัมป์ก่อไว้กับนาโตนั้น เรียกว่าคงไม่สามารถแก้ไขได้"โรเบิร์ต คาแกน นักวิจารณ์ นักเขียนแนวอนุรักษนิยม และนักวิจัยอาวุโสจากสถาบันบรูคกิ้งส์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นนักวิจารณ์ทรัมป์มาอย่างยาวนาน กล่าว

"ชาติพันธมิตรเหล่านี้เคยพึ่งพาการรับประกันของอเมริกา ที่ตอนนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้อีกต่อไปแล้ว"

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่บอกยุโรปให้จัดการเรื่องการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศให้เรียบร้อย ในปี 2016 อดีตปธน.บารัค โอบามา เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรนาโตเพิ่มการจ่ายเงิน โดยกล่าวว่า "บางครั้งยุโรปก็ละเลยในเรื่องการป้องกันประเทศของตนเอง"

'ความแตกแยกของชาติตะวันตก' เริ่มขึ้นแล้วหรือยัง?

เรื่องราวทั้งหมดนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับปูติน "ระบบความมั่นคงของยูโร-แอตแลนติกทั้งหมดกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเรา" ปูตินกล่าวเมื่อปีที่แล้ว "ยุโรปกำลังถูกละเลยในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก จมดิ่งสู่ความโกลาหลของความท้าทายต่าง ๆ เช่น การอพยพ และการสูญเสียหน่วยงานระหว่างประเทศและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม"

เมื่อต้นเดือน มี.ค. สามวันหลังจากการพบปะอันจบลงอย่างเลวร้ายระหว่างโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กับทรัมป์ และแวนซ์ในทำเนียบขาว โฆษกรัฐบาลรัสเซียประกาศว่า "ความแตกแยกของชาติตะวันตกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"

U.S. President Donald Trump meets with Ukrainian President Volodymyr Zelensky at the White House in Washington

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, การประชุมที่ตึงเครียดระหว่างเซเลนสกี กับทรัมป์ และแวนซ์ที่ทำเนียบขาวเมื่อต้น มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้โฆษกรัฐบาลรัสเซียนประกาศว่า "ความแตกแยกของชาติตะวันตกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"

"ลองดูเป้าหมายของรัสเซียในยุโรปสิ" อาร์มิดา ฟาน ไรจ์ หัวหน้าโครงการยุโรปที่สถาบันคลังสมองแชทแธม เฮาส์ (Chatham House) กล่าว "เป้าหมายของรัสเซียคือทำให้ยุโรปไม่มั่นคง ทำให้นาโตอ่อนแอลง และทำให้สหรัฐถอนทหารออกจากที่นี่ [ชาติยุโรป]

"และตอนนี้ คุณสามารถพูดได้ว่า 'ติ๊ก ติ๊ก และแทบจะติ๊ก ช่องสุดท้าย' เพราะยุโรปกำลังถูกทำให้ไม่มั่นคง และนาโตก็กำลังอ่อนแอลง และแม้สหรัฐฯ ยังไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากชาติยุโรป แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ใครจะรู้ว่าเรา [ชาติตะวันตก] จะไปหยุดที่ตรงไหน"

"เราหลงลืมบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของเรา"

หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่ชาติยุโรปต้องเผชิญต่อจากนี้คือ คำถามว่าจะป้องกันตนเองอย่างไรให้เพียงพอ การพึ่งพาอำนาจของสหรัฐฯ มานานถึง 80 ปี ทำให้ชาติที่เป็นประชาธิปไตยหลายชาติในยุโรปได้เผยให้เห็นถึงจุดอ่อนจุดนี้

ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษได้ลดค่าใช้จ่ายด้านการทหารลงเกือบ 70% นับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง (เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ชาติยุโรปได้ยอมให้ตัวเองได้รับประโยชน์จากการเกิดสันติภาพและเริ่มกระบวนการลดค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมาแล้วหลายทศวรรษ)

"เรามีงบประมาณจำนวนมาก [ในช่วงสงครามเย็น] และเราได้รับผลประโยชน์ต่าง ๆ หลังจากเกิดสันติภาพ" วอลเลซกล่าว " "ตอนนี้คุณอาจโต้แย้งได้ว่ามันสมควรแล้ว"

"ปัญหาคือเราเปลี่ยนจากผลประโยชน์ที่ได้จากสันติภาพไปสู่การเข้าจู่โจมขององค์กร [กระทรวงกลาโหม] กลายเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเอาเงินจากหน่วยงานนั้น และนั่นคือจุดที่เราลืมบทเรียนจากประวัติศาสตร์ของเราไป"

เมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวต่อรัฐสภาว่าอังกฤษจะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศจาก 2.3% ของจีดีพี เป็น 2.5% ภายในปี 2027 แต่สิ่งนี้จะเพียงพอหรือไม่

"มันเพียงพอแค่เพียงยืนหยุดนิ่ง ๆ " วอลเลซโต้แย้งและว่า "นี่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขในสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อให้เราพร้อมรบมากขึ้น และอุดช่องว่าง หากสหรัฐฯ ถอนตัว"

A conference table ready for a press conference for Lord Carrington, the Secretary General of NATO in Brussels (12th December 1984)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ยังสามารถเป็นที่พึ่งพาให้ปกป้องพันธมิตรนาโตได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคำถามในบริบทที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับการรับสมัครเข้าเป็นทหาร "ตะวันตกกำลังตกต่ำในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่สหราชอาณาจักร" วอลเลซโต้แย้ง

"ปัจจุบันคนหนุ่มสาวมักไม่เข้าร่วมกองทัพ และนั่นคือปัญหา"

แต่ฟรีดริช แมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเยอรมนีกล่าวว่า ชาติยุโรปต้องทำให้ตัวเองเป็นอิสระจากสหรัฐอเมริกา และการทำให้นาโต "เป็นของชาติยุโรป" จะต้องสร้างการทหารและอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ซับซ้อนของยุโรปที่สามารถมอบศักยภาพที่ปัจจุบันมีเพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มี

คนอื่น ๆ มีความเห็นเหมือนกันว่ายุโรปต้องพึ่งพาตนเองด้านการทหารมากขึ้น แต่บางคนก็กังวลว่าไม่ใช่ชาติยุโรปทั้งหมดที่เห็นพ้องด้วย

"ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่ชาวยุโรปตะวันออกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับทราบสถานการณ์ดังกล่าว" เอียน บอนด์ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิรูปยุโรปกล่าว "แต่ยิ่งไปทางตะวันตก [ของยุโรป] มากเท่าไร ปัญหาก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งไปถึงสเปนและอิตาลี"

อาร์โนลด์เห็นด้วยว่า "มุมมองในยุโรปตอนนี้ก็คือ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการถกเถียงอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเป็นการถกเถียงว่าเราจะทำอย่างไร และอาจรวมถึงว่าเราจะทำมันได้เร็วแค่ไหนด้วย แต่เราจำเป็นต้องทำตอนนี้"

การรวมรวมระเบียบโลกใหม่เข้าด้วยกัน

ทิโมธี การ์ตัน แอช นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า มีรายการสั้น ๆ ของ "สิ่งสำคัญมาก" ไม่กี่อย่างที่สหรัฐฯ เท่านั้นที่จะสามารถจัดหาได้ในปัจจุบัน

"นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าตัวช่วยการปฏิบัติเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ดาวเทียม หน่วยข่าวกรอง หน่วยป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต ซึ่งเป็นหน่วยเดียวเท่านั้นที่สามารถทำลายขีปนาวุธพิสัยไกลของรัสเซียได้ และภายในสามถึงห้าปี เรา [ประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ] ควรตั้งเป้าหมายที่จะมีหน่วยป้องกันภัยทางอากาศรุ่นของเราเอง" เขากล่าว

"และในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ จากนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ [แนวคิดคือ] คุณจะต้องมีนาโตที่กลายเป็นของชาติยุโรปอย่างสมบูรณ์ จนกองกำลังของนาโตร่วมกับกองกำลังระดับชาติและขีดความสามารถของสหภาพยุโรป จะมีความสามารถในการป้องกันยุโรปได้ แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะบอกว่า 'อย่ามายุ่งกับเรา' ก็ตาม"

คำถามคือ จะบรรลุสิ่งนี้ได้อย่างไร

แวน ไรจ์ เน้นย้ำว่า ในมุมมองของเธอ ยุโรปจำเป็นต้องสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันภัยทางอากาศของชาติยุโรปที่เป็นของชาติยุโรปเอง แต่เธอเห็นว่า ยังมีข้ออุปสรรคหรือความยุ่งยากหลายอย่าง

"สิ่งที่ยากจริง ๆ คือความคิดที่แตกต่างภายในชาติยุโรปว่าจะทำอย่างไร และจะทำหรือไม่"

President Harry S. Truman (1884 - 1972) signing the North Atlantic Treaty which marked the beginning of NATO

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาร์มิดา ฟาน ไรจ์ หัวหน้าโครงการยุโรปของสถาบันคลังสมองแชทแธม เฮาส์ กล่าวว่า ยุโรปจะต้องสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตนเอง แต่เตือนว่าจะมีความท้าทายสำคัญรออยู่ข้างหน้า

คณะกรรมาธิการยุโรปและผู้เชี่ยวชาญพยายามหาคำตอบว่า ระบบป้องกันนี้จะทำงานอย่างไรมาหลายทศวรรษแล้ว "โดยทั่วไปแล้ว การป้องกันนี้ทำได้ยากมากเนื่องจากผลประโยชน์ของชาติที่ยึดมั่นไว้... ดังนั้นการสร้างระบบป้องกันดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย"

ในระหว่างนี้ ทรัมป์ดูเหมือนว่าเขาพร้อมที่จะก้าวไปสู่กฎระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นที่มีฐานมาจากกฎเกณฑ์ของรัฐอธิปไตย ที่สามารถเลือกชะตากรรมและพันธมิตรของตนเองได้อย่างอิสระ

สิ่งที่เขาดูเหมือนจะมีลักษณะร่วมกันกับวลาดิเมียร์ ปูตินคือความปรารถนาสำหรับโลกที่มหาอำนาจต่างๆ สามารถบังคับใช้เจตจำนงของตนกับประเทศเล็ก ๆ ที่อ่อนแอกว่าได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายที่ตกลงกันในระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียทำมาโดยตลอดทั้งในจักรวรรดิซาร์และโซเวียต นั่นหมายความว่าจะกลับไปสู่ระบบเขตอิทธิพล (sphere of influence) ที่เคยใช้มาเป็นเวลา 40 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

เราไม่ทราบแน่ชัดว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะทำอย่างไรหากประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นสมาชิกนาโตถูกโจมตี แต่ประเด็นคือการรับประกันความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ไม่สามารถมองเป็นเรื่องที่แน่นอนได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่ายุโรปต้องตอบสนองความท้าทายที่ดูเหมือนว่าขึ้นอยู่กับความสามัคคี พยายามหาเงินทุนเพื่อการป้องกันประเทศของตัวเองให้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปใน "เขตอิทธิพล" ของมหาอำนาจใด ๆ