ไทย-กัมพูชา ลงนาม "หยุดยิงทันที" มีผลเที่ยงวันนี้ (27 ธ.ค.) หลังหยุดยิง 72 ชม.ไทยจะส่งคืนเชลยศึกกัมพูชา 18 นาย

ที่มาของภาพ, กระทรวงกลาโหมไทย
ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ไทย–กัมพูชา ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม 16 ข้อ โดยทั้งสองฝ่ายตกลง "หยุดยิงทันที" โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ (27 ธ.ค.) และห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพลเพิ่มเติม โดยจะมีการสังเกตการณ์การหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมงเพื่อยืนยันว่าสถานการณ์สงบลง หลังจากนั้นฝ่ายไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายกลับประเทศ
การประชุมจีบีซี ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/68 จัดขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ (27 ธ.ค.) ที่ด่านชายแดนบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี หลังจากคณะเลขานุการร่วม 2 ฝ่ายประชุมร่วมเพื่อหารือรายละเอียดการหยุดยิงร่วมกันเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา
ฝ่ายไทย นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซียฮา รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
หลังการประชุมร่วมกันโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วม หลังจากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดแถลงข่าวที่ จ.จันทบุรี ระบุว่าในการหยุดยิงไทยได้กําหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน 3 ประการ เพื่อให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง ได้แก่ ต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการและจริงใจ การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด
อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขที่ไทยกำหนดว่าต้องมีการประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ประกาศไว้ในที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนว่าจะหยุดยิงตั้งแต่ 22 ธ.ค. เวลา 22.00 น. โดยไม่มีเงื่อนไข แต่ฝ่ายไทยเห็นว่าการหยุดยิงที่จะเกิดความยั่งยืนต้องเกิดทั้งสองฝ่ายได้มาพูดคุยกันอย่างจริงใจจึงเป็นที่มาของการประชุมจีบีซีในครั้งนี้ และจัดทําแถลงการณ์ร่วมกัน
สำหรับข้อตกลงที่ประธานจีบีซีฝ่ายไทยกับฝ่ายกัมพูชาเห็นพ้องในวันนี้ (27 ธ.ค.) ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอมา และได้รับการสรุปโดย พล.อ.ณัฐพล ในระหว่างเปิดแถลงข่าว ได้แก่
- ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ ( 27 ธ.ค.)
- ให้ทั้งสองฝ่ายยังคงกําลังทหารในพื้นที่ระดับปัจจุบัน โดยต้องไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือเสริมกําลังเพิ่มเติมเข้าหากัน ซึ่งในประเด็นนี้ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุด และไม่มีการโจมตีหรือยั่วยุซ้ำ
- ให้ติดตามเฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิง 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและมีความต่อเนื่องก็ต่อเมื่อสถานการณ์สงบลงประชาชนจะสามารถกลับเข้าสู่ที่พักอาศัยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นจะมีการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักสากลที่กําหนดให้ปล่อยตัวเมื่อสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์
พล.อ.ณัฐพล ระบุถึงอีกเงื่อนไขการหยุดยิงด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในแนวทางลดความตึงเครียดและกำหนดกลไกปฏิบัติที่ชัดเจนผ่านคณะทำงานร่วมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระบบปลอดภัยโปร่งใส
"ทั้งนี้ขอย้ำว่าจะต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จ ทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อนที่จะมีการสำรวจและจัดทำหลักเขตในระยะต่อไป"
สำหรับกลไกที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงและการตรวจสอบการหยุดยิง รมว.กลาโหมของไทย ระบุว่าได้แก่ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observers Team - AOT) และสำนักงานประสานงานชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นกลไกระดับพื้นที่ ขณะเดียวกันในระดับนโยบายจะมีการสื่อสารโดยตรงผ่านสายด่วนระหว่าง รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ของทั้ง 2 ฝ่ายในกรณีจำเป็น ผู้แทนระดับสูงทั้ง 2 ฝ่ายจะลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
รมว.กลาโหม กล่าวย้ำว่า นอกจากรายงานผลการปฏิบัติการทางทหารกองทัพสามารถควบคุมภูมิประเทศสำคัญที่กระทบต่อประชาชนตามที่กำหนดไว้แล้ว การเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของทหารไทยหลายนายในครั้งนี้จะต้องไม่สูญเปล่า อีกทั้งต้องคำนึงถึงปัจจัยระดับยุทธศาสตร์ด้านอื่น ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และความชอบธรรมของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง
"ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาที่ตระหนักอยู่เสมอ คือชีวิตและเลือดเนื้อของทหารที่ต้องเสียสละเพื่อพิทักษ์ไว้อธิปไตยของชาติ แต่ในฐานะที่เคยเป็นทหารมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าทหารทุกนายถือว่าการปกป้องประเทศชาติเป็นหน้าที่และเป็นเกียรติสูงสุด แม้จะต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต"

ที่มาของภาพ, NBT
นอกจากเงื่อนไขที่จะทำให้การหยุดยิงเกิดขึ้นได้จริงและต่อเนื่องแล้ว พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าข้อตกลงฉบับนี้ยังคงรักษาสาระสำคัญตามข้อตกลงทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชา คือการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะต้องมีการดําเนินการต่อเนื่องต่อไป
การประชุมจีบีซีนัดพิเศษครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ เมื่อ 22 ธ.ค. หรือต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีวาระหารือเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากเกิดการปะทะระลอกล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งแนวรบทางด้านอีสานใต้ และแนวรบด้านตะวันออกของไทย
หลังการแถลงผลการประชุมลงนามร่วมกันของวงประชุมจีบีซี ในเวลาต่อมา พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. วันนี้ (27 ธ.ค.) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่าเกิดเหตุ กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ระหว่างการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ พลทหาร นรินทร์ เงาไพร ได้รับบาดเจ็บสาหัสขาข้างขวาขาด
หลังเกิดเหตุหน่วยทหารได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำทหารผู้บาดเจ็บขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่งเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลสุรินทร์ โดยขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลง 16 ข้อ มีเนื้อหาอะไรบ้าง
ถ้อยแถลงร่วมที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมลงนามในวันนี้ ระบุว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมหยุดยิงทันที ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และยืนยันจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และให้ความร่วมมือกู้ทุ่นระเบิด ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ โดยหลังการหยุดยิง 72 ชั่วโมง ไทยจะส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นาย กลับประเทศ
บีบีซีไทย ขอสรุปถ้อยแถลงร่วมว่ามีเนื้อหา ดังนี้
- มาตรการลดความตึงเครียด
1. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงทันทีหลังจากลงนามในแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ทั้งสองฝ่ายต้องหลีกเลี่ยงการยิงหรือการรุกคืบหรือการเคลื่อนกำลังทหารไปยังตำแหน่งหรือกองกำลังของอีกฝ่ายโดยไม่มีการยั่วยุ
2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะคงกำลังทหารที่ประจำการอยู่ ณ ปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม
จะไม่มีการเคลื่อนกำลังทหารใด ๆ รวมถึงการลาดตระเวนไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย
3. ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าข้อตกลงทั้งหมดภายใต้แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ไม่กระทบต่อการกำหนดเขตแดนและพรมแดนระหว่างประเทศระหว่างสองประเทศ และเห็นพ้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อให้ดำเนินการสำรวจและปักธงเขตแดนอีกครั้งโดยเร็วที่สุด
4. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะอนุญาตให้พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบกลับไปยังบ้านและประกอบอาชีพตามปกติในพื้นที่ภายในฝั่งของตนเองโดยเร็วที่สุด
5. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะไม่เพิ่มกำลังทหารตลอดแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย
6. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่กระทำการยั่วยุใด ๆ ที่อาจทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น
7. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ใช้กำลังใด ๆ ต่อพลเรือนและสิ่งของพลเรือนในทุกกรณี
8. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม
9. ทั้งสองฝ่ายยืนยันพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ การสะสม การผลิต และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (อนุสัญญาออตตาวา) ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันผ่านคณะทำงานประสานงานร่วม (JCTF) ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม
10. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเพื่อความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์
11. ด้วยเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 ทหารกัมพูชา 18 นายจะถูกส่งตัวกลับกัมพูชาหลังจากที่การหยุดยิงได้รับการรักษาไว้อย่างสมบูรณ์เป็นเวลา 72 ชั่วโมง

ที่มาของภาพ, กระทรวงกลาโหม
กลไกสำหรับการดำเนินการและการตรวจสอบมาตรการลดความตึงเครียด
12. ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างบทบาทของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) โดยปรึกษาหารือกับทั้งประธานอาเซียนและ AOT ในการตรวจสอบและรับรองการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของมาตรการทั้งหมดในแถลงการณ์ร่วมนี้
13. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้หน่วยประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย และไทย-กัมพูชา เพื่อให้มั่นใจว่าการหยุดยิงจะคงอยู่
14. ทั้งสองฝ่ายจะรักษาช่องทางการสื่อสารโดยตรงและสม่ำเสมอระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุด
15. กองกำลังร่วมเฉพาะกิจ (JCTF) จะแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องของฝ่ายตนเอง รวมถึง JCTF ของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้รับทราบและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม
16. ทีมสื่ออย่างเป็นทางการจากทั้งสองฝ่ายจะรักษาการสื่อสารโดยตรงและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการป้องกันและจัดการข้อมูลเท็จและข้อมูลบิดเบือนจะมีประสิทธิภาพ
กองทัพเผยมาตรการหากมีการละเมิดหยุดยิง 72 ชม.
ต่อมา พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะ ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงเงื่อนไขการหยุดยิงที่ 72 ชั่วโมงว่า หากใน 72 ชั่วโมงนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ฝ่ายไทยก็ยังคงใช้มาตรการเดิม และยืนยันว่าไทยมีศักยภาพที่จะต่อสู้ป้องกันตัวเองอย่างต่อเนื่อง
"เราเชื่อมั่นว่าถ้ามีความจริงใจต่อกันตาม 3 ข้อนี้ [มีการประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการ, การหยุดยิงต้องต่อเนื่อง และมีเจตนาตั้งใจสุจริตในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด] ใน 72 ชั่วโมง แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเรามีกลไกในการพบปะพูดคุยทั้ง AOT และฮอตไลน์ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็จะพยายามเจรจาพูดคุยกัน"
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า หลังจาก 72 ชั่วโมงแล้ว หากกัมพูชาดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามถ้อยแถลงร่วม ฝ่ายไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย แต่หากมีสถานการณ์เกิดขึ้นก็เป็นความชอบธรรมของประเทศไทยที่จะป้องกันตัวเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ
"ตราบใดที่คนไทยได้รับผลกระทบ หรือได้รับความเสียหาย เราจะดำเนินการ" พล.อ.อ.ประภาส กล่าว
หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงในวันนี้ ประชาชนที่อยู่ตามศูนย์อพยพพักพิงจะมีกำหนดกลับบ้านได้เมื่อใด ผอ.ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวว่า อยู่ที่การประเมินของหน่วยทหารในพื้นที่ ถ้าจุดใดปลอดภัย ดูแล้วสามารถเข้าพื้นที่ได้ ไม่มีภัยคุกคาม หรือมีความเสี่ยง ก็จะดำเนินการได้ตั้งแต่ในระยะนี้ ซึ่งตอนนี้บางส่วนก็เริ่มทยอยกลับแล้ว ยืนยันว่าทหารจะยังดูแลพิทักษ์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ไทยเสนอ 'ข้อตกลงหยุดยิง 72 ชม.' อนุทินลั่น หากบิดพลิ้วไทยพร้อมใช้กำลังรักษาธิปไตย
วานนี้ (26 ธ.ค.) หลังการประชุมที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนหลังการประชุมว่าหาก รมว.กลาโหม ของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ตกลงกันได้ก็จะมีการลงนาม แต่การลงนามก็ไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติตาม
"[เอกสารลงนาม] จะเรียกชื่ออะไรไม่สำคัญ แต่ต้องรักษาสัญญากันว่าต้องไม่คุกคาม ยั่วยุ ลดความเป็นภัยต่อความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ สาระหลัก ๆ ได้รับ จากการหารือของฝ่ายเลขานุการ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ได้รายงานถึงแนวโน้ม ถ้าเป็นอย่างที่ท่านว่า ก็จะเป็นข้อยุติที่ดี ที่ทำให้ไทยดำรงอธิปไตย สถาปนา บูรณภาพแห่งดินแดน ตามจุดเป้าหมายที่ทางกองทัพกำหนดไว้ได้ครบ" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่าข้อเสนอที่จะหยุดยิง 72 ชั่วโมงนั้น เป็น "ข้อกำหนด" ที่ไทยขอให้ฝ่ายกัมพูชายอมรับ ซึ่งหากกัมพูชาปฏิบัติตาม ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกทั้ง 18 คน ของกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ย้ำด้วยว่าต้องการให้การลงนามระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อ "จะได้เกิดสันติภาพในพื้นที่ พี่น้องประชาชนจะได้กลับบ้านตัวเอง"
นายอนุทิน เปิดเผยด้วยว่า หลังจากการประชุมที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือน ต.ค. ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพิ่มเติม เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาไม่ได้รักษาคำพูด

ที่มาของภาพ, EPA
24 ชั่วโมงก่อนไทย-กัมพูชา ลงนามหยุดยิง
แม้การประชุมจีบีซีในระดับเลขานุการเมื่อวานนี้ (26 ธ.ค.) ได้มีการพูดคุยถึงการใช้ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 72 ชั่วโมง แต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาของวานนี้ โดยระบุว่า ในหลายพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียด โดยเฉพาะที่ จ.ศรีสะเกษ มีการปะทะหนัก แต่ยืนยันฝ่ายไทยยังสามารถควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญไว้ได้
บีบีซีไทย สรุปสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ของวันที่ 26 ธ.ค. หรือหนึ่งวันก่อนการลงนามวันที่ 27 ธ.ค. ตามการรายงานของกองทัพบก ดังนี้

ที่มาของภาพ, EPA
สถานการณ์ชายแดนภาคอีสาน วันที่ 26 ธ.ค. ตามการรายงานของกองทัพภาคที่ 2
- พื้นที่ผามออีแดง–ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เป็นจุดปะทะหลักของวัน มีการยิงปืนใหญ่ตั้งแต่เช้ามืดต่อเนื่องตลอดวัน ฝ่ายกัมพูชาใช้จรวด BM-21 ยิงเข้ามา ขณะที่ฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ทำลายที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม มีกำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ด แต่ยังคงควบคุมพื้นที่ไว้ได้
- ชายแดน จ.อุบลราชธานี พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า ฝ่ายไทยวางกำลังตรึงตลอดแนว เร่งสร้างที่กำบังแข็งแรงในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ดำเนินการเคลียร์และทำลายบังเกอร์ของฝ่ายกัมพูชา
- ชายแดน จ.ศรีสะเกษ เกิดการปะทะหนาแน่นหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนวซำแต, โดนตวล, ภูผี, สัตตะโสม, พนมประสิทธิโส, ช่องตาเฒ่า โดยฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงสนับสนุนหลายประเภทเป็นระยะ ขณะที่ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนและโดรนตอบโต้ทันที และช่วงค่ำตรวจพบขบวนรถฝ่ายกัมพูชาจำนวน 5 คัน และฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนทำลาย
- พื้นที่ภูมะเขือ, ช่องโดนเอาว์, พลาญยาว, พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชายิงจรวด BM-21 เข้ามา ก่อนที่ฝ่ายไทยจะใช้โดรนโจมตีเป้าหมาย
- ชายแดน จ.สุรินทร์ ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงข่มเป้าหมายทางทหารเป็นระยะ พบการยิง BM-21 ในบางจุด แต่ยังไม่พบการเข้าตีประชิด
- พื้นที่ตาเมือนธมเกิดการปะทะด้วยอาวุธปืนเล็กอย่างหนาแน่น ฝ่ายกัมพูชาใช้รถถังและจรวด BM-21 พร้อมตรวจพบโดรนจำนวนมากบินเหนือพื้นที่
- ชายแดน จ.บุรีรัมย์ พื้นที่ช่องสายตะกู เกิดการปะทะในช่วงเช้า ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนข่มที่ตั้งฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีการยิงตอบโต้กลับมาในพื้นที่
ขณะเดียวกันมีการพบกระสุนและจรวดจากการยิงของฝ่ายกัมพูชาตกในเขตชุมชนหลายแห่ง ทั้งใน จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์
กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยอีกว่า คืนที่ผ่านมายังคงมีการประทะกันอยู่โดย ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 เข้า มาอย่างต่อเนื่องตลอดถึงช่วงเช้า
ทางฝ่ายไทยได้ตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหารฝ่ายกัมพูชา และไทยยังได้ใช้อากาศยาน เข้าไปทำลายพื้นที่เป้าหมายเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงกำลังพลและอาวุธยุทธโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชา
สถานการณ์ชายแดนภาคตะวันออก วันที่ 26 ธ.ค. ตามการรายงานของกองทัพภาคที่ 1
- พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ฝ่ายกัมพูชายังมีความพยายามเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนทำการยิงตอบโต้ตามสถานการณ์เพื่อควบคุมพื้นที่ สถาปนาแนวที่มั่นตั้งรับ และดำรงความมุ่งหมายรักษาที่มั่น
- พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ฝ่ายกัมพูชายังคงมีความพยายามเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุนทำการยิงตอบโต้ตามสถานการณ์เพื่อควบคุมพื้นที่ สถาปนาแนวที่มั่นตั้งรับ และดำรงความมุ่งหมายรักษาที่มั่น
- พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และใช้อาวุธยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิดมายังฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยใช้อาวุธยิงสนับสนุน ดำเนินกลยุทธ์เข้าตีต่อที่หมายจนสามารถควบคุมพื้นที่ได้เป็นที่เรียบร้อย อยู่ระหว่างดำเนินการดัดแปลงที่มั่นตั้งรับ พร้อมต้านการตอบโต้จากฝ่ายตรงข้าม
สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกล่าสุดที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. กระทรวงกลาโหม เปิดเผยจำนวนกำลังพลที่เสียชีวิตปะทะในพื้นที่ ณ วันที่ 27 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น. จำนวน 25 นาย











