อาทิตย์ นันทวิทยา นำทีม SCB X ชี้แจงศาลอังกฤษ กรณีผู้ลี้ภัย 112 ฟ้อง 5.3 หมื่นล้านบาท

ที่มาของภาพ, Getty Images
อาทิตย์ นันทวิทยา นำทีมกฎหมายของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ให้ปากคำต่อศาลอังกฤษในฐานะพยานจำเลยในคดีที่นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจำเลยรวม 17 ราย
นายอาทิตย์ในฐานะอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และอดีตประธานกรรมการบริหาร SCB เป็นจำเลยที่ 11 มีกำหนดให้การเมื่อ 13-14 ธ.ค. ส่วนธนาคารเป็นจำเลยที่ 10 ได้นำเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายระดับสูง 3 คน มาให้การต่อศาลพาณิชย์ในกรุงลอนดอนเมื่อ 12-13 ธ.ค.
จำเลยสำคัญในคดีนี้ คือ นายณพ ณรงค์เดช ลูกชายคนกลางของ นายเกษม ณรงค์เดช เป็นจำเลยที่ 1 ส่วนนายเกษม ผู้เป็นบิดา ตกเป็นจำเลยที่ 14 และจำเลยที่ 15 คือ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา แม่ภรรยาของนายนพ และภรรยาของ พล.ต.อ. พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจผู้ล่วงลับ ส่วนนายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ กรรมการของบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ SCB และเจ้าของสำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ Weerawong, Chinnavat & Partners (WCP) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนายณพ เป็นจำเลยที่ 13
นายนพพร กล่าวหาจำเลยทั้ง 17 ว่าสมคบกันชักจูงใจด้วยข้อมูลลวงให้ขายหุ้น WEH ในราคาต่ำกว่ามูลค่า โดยศาลจะใช้เวลาสืบพยานทั้งสิ้น 17 สัปดาห์ เริ่มต้น ตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
หากใช้อัตราแลกเปลี่ยนของ SCB เมื่อ 13 ธ.ค. ที่ 35.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าของการฟ้องร้องนี้อยู่ที่ 5.268 หมื่นล้านบาท
นายณพ จำเลยที่ 1 ได้ปรากฏตัวให้การในศาล ธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ (Business and Property Courts) ในกรุงลอนดอน ตั้งแต่ 21-24 พ.ย. หลังนายนพพร โจทก์ให้การไปแล้วต่อเนื่อง 7 วันตั้งแต่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา
ระหว่าง 12-14 ธ.ค. เป็นคิวของทีม SCB เริ่มจากนางวัลลยา แก้วรุ่งเรือง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกฎหมายและควบคุม ที่เริ่มให้การไปเมื่อวันที่ 12 และต่อไปถึงวันที่ 13 ที่มีนักฎหมายอาวุโสอีก 2 รายของธนาคาร คือ นายสิทธิพร ธัญญะรัตนะ และนายศุภลัญจ์ ไชยศิริ ตามด้วย นายอาทิตย์ ที่ให้การในวันที่ 13 และ 14
ในการให้การต่อครั้ง ศาลได้จัดล่ามภาษาไทยให้แก่พยาน โดยนางวัลลยา ที่จบปริญญาโททางด้านกฎหมายธนาคารระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีประสบการณ์การทำงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสถาบันการเงินมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี เลือกให้การเป็นภาษาไทยผ่าน เพียงคนเดียว
จัสติน เฟนวิก ทนายโจทก์ พยายามซักถามพยานจำเลยคือนักกฎหมายทั้ง 3 คน เพื่อชี้ให้ศาลคล้อยตามข้อกล่าวหาของโจทก์ที่อ้างเรื่องความผิดปกติของธุรกรรมการซื้อ-ขาย-โอนหุ้น ระหว่างนายนพพร-นายณพ-นายเกษม และบทบาทของธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ กระบวนการตัดสินใจของธนาคารในการปล่อยกู้ การประเมินความเสี่ยง

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ปมที่เกิดจากการขายหุ้น WEH ให้นายณพ ผู้ถือหุ้นใหญ่คนปัจจุบันของบริษัท ได้เกิดเป็นมหากาพย์คดีความอีกหลายคดี ซึ่งยืดเยื้อมาหลายปี จนบริษัทต้องเลื่อนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ไปจนกว่าคดีความจะสิ้นสุด
ช่วงปี 2552-2557 นายนพพรถือหุ้น WEH เป็นจำนวน 59.46% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ผ่านบริษัท รีนิวเอเบิล เอนเนอยี คอร์เปอร์เรชั่น จํากัด (REC) โดยบริษัท REC มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จํากัด, บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จำกัด และบริษัท ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส จํากัด ซึ่งทั้ง 3 บริษัทก็เป็นบริษัทของนายนพพรเอง ถือหุ้น REC รวม 97.94% ของทั้งหมด
จนปลายปี 2557 นายนพพรถูกกล่าวหาด้วยคดีอาญาหลายคดี รวมถึงคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงมีการกดดันจาก SCB และกรรมการของ WEH ให้นายนพพรขายหุ้น WEH เพื่อรับการสนับสนุนทางการเงินจาก SCB สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้า และในปี 2558 นายณพได้ขอซื้อหุ้นจากนายนพพร โดยนายณพได้จัดตั้ง 2 บริษัทขึ้นมาทำสัญญาซื้อหุ้น จากกลุ่มบริษัทของนายนพพร คือ
1. บริษัท ฟูลเลอร์ตัน เบย์ อิน เวสต์เมนต์ ลิมิเต็ด ซึ่งสำนักข่าวอิศราระบุว่า นายณพ มีชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์เพียงผู้เดียว
2. บริษัท เคพีเอ็นเอนเนอยี โฮลดิ้ง จํากัด (KPNEH) ซึ่งนายณพ ถือหุ้น 40%, บริษัทฟูลเลอร์ตันฯ ของนายณพ ที่ถือ 20% โดยหุ้นส่วนที่เหลือมีนางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์ และนายธันว์ เหรียญสุวรรณ อดีตผู้บริหารและกรรมการของบริษัท WEH ถือคนละ 20%
การทำสัญญาซื้อขายหุ้นบริษัท REC ของ นายนพพร ซึ่งเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ใน WEH ให้ นายณพ แบ่งเป็นสัญญา 2 ฉบับ ได้แก่
1. สัญญาซื้อขายหุ้น REC ที่บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จํากัด ขายหุ้น 49% ของจํานวนหุ้นทั้งหมด ให้กับบริษัท ฟูลเลอร์ตันฯ ของนายณพ โดยตกลงซื้อขายหุ้นในราคา 85.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2. สัญญาซื้อขายหุ้น REC ที่บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จํากัด และบริษัทไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส จํากัด ของนายนพพร ขายหุ้นที่เหลืออีก 49.94 %ให้กับ KPNEH ของนายณพ โดยตกลงซื้อขายหุ้นในราคา 89.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ต่อมา นายนพพรได้ยื่นฟ้อง SCB ผู้บริหาร SCB และผู้บริหารและกรรมการของ WEH รวม 17 ราย โดยเขาเคยแถลงเกี่ยวกับคดีว่า เขาพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะไม่ได้รับการชำระเงินส่วนที่เหลือจากนายณพ และหุ้นที่ตนได้ขายนั้น ได้มีการโอนไปให้ผู้อื่น จึงมีความจำเป็นต้องยื่นคดีหลักต่อศาลอังกฤษ

ที่มาของภาพ, ประชาชาติธุรกิจ/นพพร ศุภพิพัฒน์
อาทิตย์ ให้การว่าอย่างไร
เนื่องจากการให้การของเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของธนาคารเลยเวลาที่กำหนดไป นายอาทิตย์จึงสามารถให้การได้เพียง 35 นาที ก่อนยุติลงในเวลา 16.25 น. ของวันที่ 13 ธ.ค. และจะให้การต่อในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 14
เขายืนยันต่อศาลว่า ธนาคารมี “ความกังวลอย่างมากที่ต้องกลายเป็นผู้ปล่อยกู้ให้แก่โครงการที่มีเจ้าของถูกดำเนินคดีอาญา”
นายอาทิตย์บอกด้วยว่า การปรับโครงสร้างธนาคารใหม่ ทำให้สละตำแหน่ง CEO และประธานกรรมการบริหารของ SCB มาดำรงตำแหน่ง CEO ของ SCB X ที่เป็นบริษัทแม่
นายนพพร ถูกตั้งข้อหาในคดีมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เมื่อ 1 ธ.ค. 2557 เป็นช่วงที่ SCB อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติสนับสนุนทางการเงินให้กับ WEH ทาง SCB จึงตัดสินใจระงับการสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งการขาดสินเชื่อจาก SCB ส่งผลกระทบกับโครงการผลิตไฟฟ้าที่ยังต้องผลิตและจำหน่ายให้กับ กฟผ. ตามสัญญา ไม่เช่นนั้นบริษัทจะถูกปรับ และอาจถูกบอกเลิกสัญญาได้
ช่วงที่ WEH ได้ลงทุนในโครงการพลังงานลมวะตะแบก ที่ จ.ชัยภูมิ ไปแล้ว 1,500 ล้านบาท และกำลังรอการอนุมัติเงินกู้อีก 2,500 ล้านบาทจาก SCB เป็นช่วงที่นายนพพรได้ฟ้องนายณพต่ออนุญาโตตุลาการประเทศสิงคโปร์ เพื่อขอยกเลิกสัญญาซื้อขายหุ้น REC หมายความว่า นายนพพรมีโอกาสจะเข้าเข้ามาอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้น WEH ได้ SCB จึงหยุดปล่อยสินเชื่อ จนกว่าจะมั่นใจว่า WEH ไม่เกี่ยวข้องกับคดีมาตรา 112
ด้วยเหตุนี้ นายณพจึงตัดสินใจปรับโครงสร้างบริษัท WEH โดยให้บริษัท เคพีเอ็น เอนเนอยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KPNET (เมื่อ นายณพ ซื้อบริษัท REC แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น เคพีเอ็น เอนเนอยี (ประเทศไทย)) ขายหุ้น WEH ออกไป เพื่อไม่ให้นายนพพรกลับเข้ามาอยู่ในโครงสร้างของบริษัท WEH

ที่มาของภาพ, ประชาชาติธุรกิจ
คนไทยพิพาทกัน แต่ฟ้องคดีในต่างประเทศ
เมื่อปี 2559 นายนพพรได้ฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการของหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce - ICC) ในสิงคโปร์ เนื่องจากสัญญาการซื้อขายหุ้น REC ได้ระบุว่า หากมีข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายหุ้นนี้ ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการของ ICC ในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ ในสัญญายังระบุว่า สัญญานี้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอังกฤษ
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ในปี 2563 อนุญาโตตุลาการในสิงคโปร์ตัดสินให้บริษัท ฟูลเลอร์ตัน เบย์ อิน เวสต์เมนต์ ลิมิเต็ด และ KPNEH ของนายณพ จ่าย ‘เงินส่วนที่เหลือ’ เป็นเงิน 525 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และดอกเบี้ยทบต้น พร้อมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของอนุญาโตตุลาการ แต่ต่อมาในปี 2564 ศาลอุทธรณ์สิงคโปร์ได้ตัดสินว่า อนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจในการพิจารณาเกี่ยวกับเงินทบต้น ดังนั้น คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ทั้งสองบริษัทต้องจ่ายให้นายนพพรจึงถือเป็นโมฆะ รวมถึงค่าดำเนินการของอนุญาโตตุลาการด้วย
ในเวลาต่อมา นายนพพรเห็นว่าการขายหุ้น WEH ต่ำกว่าราคาครั้งนี้เป็นการสมคบกันฉ้อฉล ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เกินขอบเขตของการผิดข้อตกลงในสัญญา จึงมีการฟ้องร้องคดีที่ศาลของอังกฤษ โดยอาศัยมาตรา 423 ในกฎหมายล้มละลายปี 1986 (Insolvency Act 1986) ของอังกฤษ ที่ให้ศาลอังกฤษใช้ดุลยพินิจในการตัดสินคดีนอกราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับการการซื้อขายหุ้นต่ำกว่าราคายุติธรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจกดขี่หรือไร้เหตุผล
บรรยายฟ้องในศาลอังกฤษ
ทนายความของนายนพพร ระบุว่า ฝ่ายจำเลยสมคบกันใช้อำนาจในการจัดการเอกสารสำคัญ ในช่วงปี 2557 – 2561 จูงใจให้นายนพพรและบริษัทในเครือของเขาขายหุ้น REC ในราคาต่ำกว่าราคายุติธรรมให้กับบริษัทของนายณพ โดยในช่วงที่มีการซื้อขาย หุ้นมีมูลค่า 872 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจุบันมีมูลค่าถึง 1,600 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นายนพพรกลับได้รับเงินเพียง 176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ฝ่ายโจทก์ระบุว่า จำเลยบางรายบิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วจูงใจให้เขาขายหุ้น REC ให้กับบริษัทของนายณพก่อน โดยหลอกว่าเขาจะมีสิทธิในการซื้อหุ้น WEH คืนได้ด้วยสิทธิในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิง (call options) แต่หลังจากที่นายนพพรโอนหุ้น REC ไปยังบริษัทของนายณพแล้ว กลับมีการโอนหุ้น WEH ออกจาก REC ให้จำเลยหลายราย ซึ่งเป็นการกีดกันไม่ให้นายนพพรสามารถเข้าถึงหุ้น WEH
อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นบริษัท WEH และผู้บริหาร SCB ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยทนายความของ SCB ได้ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า ข้อกล่าวหาว่าธนาคารและผู้บริหาร WEH สมคบกันในการโกงนายนพพรเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไม่มีหลักฐานมารับรอง
ผู้ก่อตั้งบริษัทพยายามจะ “รวบจำเลยมารวมกันโดยหวังว่าโคลนที่สาดมาจะติด SCB” ขณะที่โฆษกของสำนักกฎหมายเรย์โนลด์ส พอร์เตอร์ เชมเบอร์เลน ที่เป็นตัวแทนของ SCB ระบุว่า คดีนี้เป็น “เรื่องเข้าใจผิด”
นายทิม เพนนี ทนายความของนายณพ แถลงในศาลที่กรุงลอนดอนเมื่อกลาง ต.ค. ว่า หลังจากที่นายนพพรออกจากบริษัท เขาก็เปิดปฏิบัติการปล่อยข่าว “ไม่ถูกต้อง” ผ่านสื่อมวลชน เพื่อทำลายบริษัทและกดดันให้เจ้าของรายใหม่ยอมไกล่เกลี่ยคดี
นายเพนนีบอกว่า ข้อกล่าวหาของนายนพพรเป็นเรื่อง “สิ้นหวัง” และเงินที่เขาได้รับจากการขายหุ้นเป็นราคายุติธรรมแล้ว
ทนายของนายณพยังระบุในเอกสารว่า ก่อนที่บริษัทของนายณพจะซื้อหุ้น WEH นายนพพรพยายามขายหุ้นให้นักลงทุน 35 ราย แต่ไม่สำเร็จ และทนายกล่าวในศาลอีกว่า นายนพพร “มีความคาดหวังต่อมูลค่าหุ้นที่ไม่อยู่บนพื้นฐานความจริง”

ที่มาของภาพ, ฺBBC Thai
จากนักธุรกิจอนาคตไกล สู่ ผู้ลี้ภัย คดี 112
บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ก่อตั้งในปี 2552 โดยนายนพพร ศุภพิพัฒน์ เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงานลมรายแรกและเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยครองสัดส่วนมากกว่า 42% ของโควตาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในประเทศ โดยใบอนุญาตที่ WEH ได้รับในการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานลมให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้บริษัทมีการรับรู้รายได้ที่มั่นคง อีกทั้งธุรกิจพลังงานทางเลือกก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากอีกด้วย
นายนพพร ขึ้นมาเป็นนักธุรกิจแถวหน้าในวงการธุรกิจพลังงานภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี จนติดอันดับ 31 มหาเศรษฐีของประเทศไทยในนิตยสารฟอร์บสเมื่อปี 2557 โดยนายนพพรในวัย 43 ปีถือเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ที่อายุน้อยที่สุดของปีนั้น (ปัจจุบันอายุ 51 ปี)
แต่ชีวิตของเขากลับพลิกผันอย่างมาก หลังจากวันที่ 1 ธ.ค. 2557 เมื่อนายนพพร ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จ้างวาน 3 พี่น้องตระกูล อัครพงศ์ปรีชา ขู่บังคับนายบัณฑิต โชติวิทยะกุล อดีตหุ้นส่วนธุรกิจ ให้ลดหนี้ให้ โดยแอบอ้างเบื้องสูง
นายบัณฑิต เคยร่วมหุ้นกับนายนพพร ในบริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด มีความขัดแย้งกรณีที่นายนพพรเคยยืมเงินบริษัท แล้วถูกนายบัณฑิตฟ้องข้อหายักยอกทรัพย์ จึงต้องมีการเจรจากับนายบัณฑิตให้ลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ซึ่งนายบัณฑิต อ้างว่า นายนพพรมีการแอบอ้างเบื้องสูงเพื่อข่มขู่เขาด้วย
การกล่าวหานายนพพร เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลที่ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติกับ พล.ต.หญิง ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี อดีตพระวรชายาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมาร ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ รวมไปถึงกฎหมายฟอกเงิน โดยที่มี 3 พี่น้องตระกูล อัครพงศ์ปรีชา พี่น้องของ พล.ต.หญิง ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ อยู่ในเครือข่ายของ พล.ต.ท. พงศ์พัฒน์ ที่ปัจจุบันถูกถอดยศแล้ว
นายนพพร ถูกศาลทหารออกหมายจับ และถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีอาญาฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงข้อหา “ร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธ โดยร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำ หรือบุคคลอื่น และร่วมกันลักทรัพย์” นายนพพร จึงตัดสินใจไปฝรั่งเศสเพื่อลี้ภัยทางการเมือง
นายนพพร ให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทยเมื่อ ธ.ค. 2557 ว่า เขาตกเป็นเหยื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี และคดีมาตรา 112 เป็นเหตุผลสำคัญให้เขาตัดสินลี้ภัยทางการเมือง เพราะคดีนี้ไม่สามารถประกันตัวได้ ซึ่งเขาเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยระบุว่า “พอไม่ให้ประกัน(ตัว)เนี่ย ผมก็คิดว่าเขาคงฆ่าผมในคุกเพื่อปิดปากแน่ ๆ”

ที่มาของภาพ, NICK SUPPIPAT
จากคดีความกับนพพร สู่ ศึกในตระกูล ณรงค์เดช
ณพ ณรงค์เดช เป็นลูกชายคนกลางของ ดร.เกษม ณรงค์เดช และคุณหญิงพรทิพย์ (พรประภา) ผู้ก่อตั้งบริษัท เคพีเอ็น กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยครอบครัวณรงค์เดช-เคพีเอ็นกรุ๊ปมีธุรกิจหลายประเทศรวมมากกว่า 50 บริษัท รวมถึงสถาบันสอนร้องเพลง KPN ที่หลายคนรู้จักด้วย ในบรรดาบริษัทในเครือนี้ นายณพเป็นกรรมการในบริษัทอยู่ถึง 35 บริษัท
ช่วงต้นปี 2558 นายณพสนใจเข้าลงทุนในบริษัท WEH จึงได้ชักชวน นายเกษม ณรงค์เดช บิดา, นายกฤษณ์ ณรงค์เดช พี่ชาย และ นายกรณ์ ณรงค์เดช น้องคนเล็ก ให้เข้าซื้อหุ้นด้วย ซึ่งครอบครัวณรงค์เดชได้ตัดสินใจลงทุนใน WEH โดยให้ นายณพ เป็นตัวแทนดำเนินการเจรจาซื้อหุ้น
ความขัดแย้งภายในครอบครัวเกิดขึ้นทันทีเมื่อครอบครัวณรงค์เดช และบริษัทต่าง ๆ ในเครือถูก นายนพพร ฟ้องร้องในข้อหาโกงเจ้าหนี้ ในช่วงต้นปี 2561 จึงทำให้ครอบครัวเพิ่งรับรู้เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากการซื้อหุ้น WEH มาจากนายนพพร ต่อมา นายเกษมก็เพิ่งรู้ว่านายณพ ได้โอนหุ้น WEH ต่อมาเป็นทอด ๆ มาถึงบริษัท โกลเด้น มิวสิค จํากัด (GML) ซึ่งจดทะเบียนในฮ่องกง ตอนที่ได้รับหนังสือจากบริษัทที่ปรึกษากฎหมายว่าถูกฟ้องร้อง
จากนั้น ครอบครัวณรงค์เดช ก็กล่าวหาว่า นายณพใช้เอกสารที่มาจากการ “ปลอมลายมือชื่อ” ของนายเกษม เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในบริษัท GML ให้ คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา แม่ภรรยาของนายณพ และภรรยาของ พล.ต.อ. พจน์ บุณยะจินดา อดีตอธิบดีกรมตำรวจที่เสียชีวิตไปแล้ว มาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ GML แทน นายเกษม
จนเกิดเป็นศึกระหว่างตระกูล ณรงค์เดช และ บุณยะจินดา ถึงขั้นครอบครัวณรงค์เดชออกแถลงการณ์ตัดขาดความสัมพันธ์กับ นายณพ และคดีความระหว่างกันก็ยืดเยื้อมาหลายปี จนเมื่อเดือน ก.ย. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ยกฟ้องคุณหญิงกอแก้ว พร้อมพวก เนื่องจาก พยานโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักน้อย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ครอบครัวณรงค์เดชยืนยันในข้อเท็จจริง และประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา นายณพเพิ่งโพสต์บนอินสตาแกรมของตัวเอง โดยระบุว่า เขาได้พบกับพ่อเป็นครั้งแรก หลังจากไม่ได้พบกันมานานเกือบ 3 ปี พร้อมลงท้ายเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผมรักพ่อ และจะรักเสมอ ลูกชายของพ่อ...ณพ”

ที่มาของภาพ, ประชาชาติธุรกิจ

4 โจทก์ 17 จำเลย
ฝ่ายโจทก์ มี 4 ราย (นายนพพร และบริษัทของเขา) ได้แก่
1) นายนพพร ศุภพิพัฒน์
2) บริษัท ซิมโฟนี่ พาร์ตเนอร์ส จํากัด
3) บริษัท เน็กซ์โกลบอล อินเวสต์เมนท์ส จำกัด
4) บริษัท ไดนามิค ลิ้งค์ เวนเจอร์ส จำกัด
จำเลย 17 ราย (ผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร WEH, SCB และผู้บริหาร SCB) ได้แก่
1) นายณพ ณรงค์เดช
2) นางเอมม่า ลูอิส คอลลินส์
3) นายธันว์ เหรียญสุวรรณ
4) นายอามาน ลาคานี
5) นางคาดีจา บิลาล ซิดดิกี
6) บริษัท คอลัมม์ อินเวสต์เมนท์ส จำกัด
7) บริษัทเคเลสตัน โฮลดิงส์ จำกัด
8) บริษัท เอแอลเคบีเอส
9) บริษัท โกลเด้น มิวสิค จำกัด
10) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
11) นาย อาทิตย์ นันทวิทยา
12) บริษัท คอร์นวอลลิส
13) นายวีระวงค์ จิตต์มิตรภาพ
14) ดร.เกษม ณรงค์เดช
15) คุณหญิงกอแก้ว บุณยะจินดา
16) นายประเดช กิตติอิสรานนท์
17) นายณัฐวุฒิ เภาโบรมย์











