สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ไทย 37% กระทบสินค้าส่งออกอะไรบ้าง ?

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบฐานขั้นต่ำในอัตรา 10% จากทุกประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 36%

ก่อนที่ในเวลาต่อมาเอกสารแนบท้ายของประกาศจะมีการปรับแก้ตัวเลขเป็น 37%

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ท่าทีของประเทศไทยต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในวันนี้ (3 เม.ย.) โดยระบุว่า "รัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจถึงความจำเป็นของสหรัฐฯ ที่จะต้องปรับสมดุลทางการค้ากับประเทศคู่ค้าจำนวนมาก ผ่านนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Tariffs)"

ในแถลงครั้งนี้นายกฯ ระบุว่า ไทยพร้อมที่จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐฯ และได้มีการตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาแล้วตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. 2568

"ประเทศไทยมีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ที่จะสร้างเสถียรภาพและสมดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ ในระยะยาว มีศักยภาพเพียงพอต่อการเป็นหนึ่งในกลุ่มมิตรประเทศเพื่อการลงทุน" น.ส.แพทองธาร กล่าว

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า วันที่ 2 เม.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ คือ "วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา" พร้อมระบุว่า "ภาษีแบบตอบโต้" (reciprocal tariffs) จะเริ่มต้นที่อัตรา 10% แต่จะมี 60 ประเทศ ที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่านี้ โดยอาจสูงถึง 50% และภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ในบทความนี้ บีบีซีไทยจะอธิบายว่าภาษีนำเข้าที่ไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 37% จากนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด อุตสาหกรรมไหนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด และรัฐบาลไทยควรแก้ปัญหาอย่างไร

อุตสาหกรรมใดบ้างของไทยที่ได้รับผลกระทบ

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) อธิบายว่าอุตสาหกรรมการส่งออกทุกภาคส่วนของไทยจะได้รับผลกระทบทั้งสิ้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าประเภทไหนจะได้รับผลกระทบมากน้อยกว่ากัน

เขากล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแต่ละประเภท ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เพียงว่าประเภทสินค้าใดมีปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุดหรือมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด หรือสินค้าประเภทใดของไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ (หมายถึงกรณีที่ไทยส่งออกสินค้ามากกว่านำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันจากสหรัฐฯ) แต่ยังรวมไปถึงค่าเสียโอกาสในการส่งออกเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งขันของไทยที่ส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันไปยังสหรัฐฯ

เขายกตัวอย่างเช่น สินค้าภาคการเกษตรอย่างสับปะรด ซึ่งไทยมีคู่แข่งในการส่งออกโดยตรงคือ ฟิลิปปินส์ ทว่าสหรัฐฯ กลับขึ้นภาษีฟิลิปปินส์แค่เพียง 17% เท่านั้น

ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ยังยกตัวอย่างสินค้าประเภทยางพารา สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มากเป็นอันดับสาม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10.6% ของสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปี 2567 คู่แข่งรายสำคัญต่อการส่งออกยางพาราของไทยคือมาเลเซีย แต่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้ากับมาเลเซียเพียง 24% เท่านั้น ในการประกาศครั้งล่าสุด

"สินค้าบริโภคทั่วไป ปกติเราแข่งกับจีนและเวียดนาม [ภาษี] เราสูงกว่าจีนเล็กน้อย ไม่แตกต่างมาก กับเวียดนามเราเหมือนจะได้เปรียบ แต่ยังต้องไปดูเรื่องต้นทุนการผลิต เพราะค่าแรงเราต่างกัน" คงฤทธิ์ กล่าว

ในการเพิ่มภาษีครั้งนี้ จีนถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าที่อัตรา 34% ขณะที่เวียดนามโดนเก็บภาษีสูงถึง 46%

จากการคำนวณของบีบีซีไทย พบว่าหากประเมินค่าแรงขั้นต่ำในไทยโดยใช้ตัวเลขสูงสุด 400 บาท/วัน หรือราว 12,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นค่าแรงขั้นต่ำที่มากที่สุดของไทยใน จ.ภูเก็ต เทียบกับค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของเวียดนาม ซึ่งอยู่ประมาณ 6,860 บาท/เดือน ดังนั้น ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดของไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 75%

จากข้อมูลจะเห็นว่า แม้รัฐบาลเวียดนามเสียเปรียบที่โดนเรียกเก็บภาษีมากกว่าไทย แต่เวียดนามยังได้เปรียบเรื่องต้นทุนการผลิตกว่าไทยอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน

"ต้องดูว่าผู้ประกอบการเวียดนามปรับตัวได้ดีกว่าไหม ที่ผ่านมาเราพยายามเรียกร้อง ให้มีการลดทุนการผลิต เพราะถ้าเราลดต้นทุนไม่ได้ ภาษีเราจ่ายน้อยกว่า ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้" คงฤทธิ์ ระบุ

5 สินค้าสุ่มเสี่ยงของไทย

จริงอยู่ว่า เหตุ "แผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจ" จากมาตรการภาษีที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ของทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงเพิ่งจะเกิดขึ้น และยังต้องอาศัยเวลาและข้อมูลในการคำนวณเพิ่มเติม แต่จากการประเมินขั้นต้น ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ย่อมสุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบอย่างมหาศาลแน่นอน

ถ้าดูจากข้อมูลของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) จะพบว่า สัดส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2567 ได้แก่:

  • เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 24.9% ด้วยมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 11% ด้วยมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ผลิตภัณฑ์ยาง 10.6% ด้วยมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอต 5.8% ด้วยมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้สินค้าส่วนมากที่ได้รับผลกระทบจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม แต่หากมาดูเรื่องสินค้าหลาย ๆ ประเภทที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงกับสหรัฐฯ ก็จะพบว่าสินค้าเกษตรอยู่ในความเสี่ยงเช่นเดียวกัน

ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วไทยเก็บอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 8% อย่างไรก็ดี อัตราภาษีนำเข้าของสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ไทยเรียกเก็บกลับสูงเฉลี่ยถึง 42% แต่อัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า

"ไส้ในอย่างข้าวสาลีเราเก็บ [ภาษีกับสหรัฐฯ] 27% ผลิตภัณฑ์นมเก็บ 40% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เก็บ 260% ก็คือมหาศาลมาก หรือว่าอย่างตัวรถยนต์หรือยานยนต์ เราก็เก็บสหรัฐฯ 80% มันก็เลยกลายเป็นว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตจากอเมริกาเขาหันมาลงทุนในบ้านเรา" หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด และบอกว่า "แต่ทรัมป์ไม่ต้องการ เขาต้องการให้ผู้ผลิตกลับไปบ้านเขา เขาถึงขึ้นประเด็นอย่างนี้มา" ดร.ปิยศักดิ์ อธิบาย

ผลกระทบต่อไทยและการต่อรอง

การประเมินเบื้องต้นจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด พบว่า หากความพยายามเจรจาของรัฐบาลไทยไม่เป็นผล และสินค้าไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 37% จริง ๆ "เศรษฐกิจบ้านเราจะหดตัวแรงมาก ตามการคำนวณของเราจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) จากที่เคยจะโต 2.5% ในปีนี้ ก็จะกลายเป็น -1.1% ทันที"

ดร.ปิยศักดิ์ เสริมว่า ตัวการส่งออกจากที่จะอยู่ที่ -1.1% ตามการคาดการณ์ของในปีนี้จะกลายเป็นการ -5%

สำหรับการวิเคราะห์ตัวเลขการส่งออกนั้น ปัจจุบัน ณ วันที่ 3 เม.ย. 2568 ยังไม่มีการปรับลดประมาณการการเติบโตทั้งปีลงจาก 1-3% แต่อย่างใด ทว่าผู้อำนวยการบริหารสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ย้ำว่า "เราต้องปรับแน่นอน"

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. อธิบายว่า เมื่อสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ ก็จะมาเจรจากับประเทศผู้ส่งออก เช่น ไทย เพื่อปรับเงื่อนไขการค้าใหม่ การที่ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ แพงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายน้อยลง

เมื่อระบบต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจในประเทศจะได้รับผลกระทบในลักษณะโดมิโนเอฟเฟกต์ ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับต้น ๆ ของโลก จะเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นและอาจต้องลดการบริโภคลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายจะวนกลับมากระทบไทย

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นอะไรได้บ้าง เมื่อนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ย้ำชัดว่าจะต้องเจรจา คำถามสำคัญคือเราจะเอาอะไรไปเจรจากับสหรัฐฯ และมีวิธีการใดบ้าง

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า หากกลับมาเริ่มดูที่ตัวเลขเฉลี่ยภาษีศุลกากรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก็จะพบว่าสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีเราอยู่ที่ 2% แต่ไทยเก็บสหรัฐฯ อยู่ที่ 8% ดังนั้น มาตรการแรกที่อาจทำได้คือ การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าทั้งกระดานที่เป็นช่วงว่างลงมาได้หรือไม่ แต่ "คำถามคือรัฐบาลจะกล้าหรือไม่"

ตามแถลงจากนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า จะไม่รีบใช้มาตรการตอบโต้ แต่จะค่อย ๆ พิจารณาไปทีละอุตสาหกรรมซึ่ง ดร.ปิยศักดิ์ แย้งว่าอาจช้าเกินไป

คำแนะนำเรื่องการเร่งเจรจาสอดคล้องกับท่าทีของ สรท. เช่นเดียวกัน ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ระบุว่า "ผลกระทบยังไงเราโดนแน่นอน จะโดนมากโดนน้อย แต่ถ้าเราเร่งเจรจา เราทำอย่างรวดเร็ว เราน่าจะโดนเก็บภาษีในอัตรา 10%"

หากประเมินบนฐานว่าไทยจะโดนภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ 10% ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ภาคการส่งออกของไทยจะลงมาเหลือ -3% จากกรณีสุดโต่งที่จะอยู่ที่ -5% ขณะที่จีดีพีจากที่เคยประมาณการว่าจะโต 2.5% ก็จะโตเหลือ 1.7%

อย่างไรก็ดี ทั้ง ดร.ปิยศักดิ์ และ สรท. ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่อาจส่งผลมาถึงเกษตรกรไทยที่มีคู่แข่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากต้องเร่งเจรจาแล้ว เขายังแนะนำว่าให้มีมาตรการช่วยเหลือภายในประเทศ โดยให้มีความร่วมมือกันสำหรับหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย ความช่วยเหลือพิเศษสำหรับผู้ส่งออกจากกระทรวงการคลัง การแถลงย้ำความมั่นใจในการเจรจาจากกระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึงฝั่งตลาดเงิน ตลาดทุน อย่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ขณะที่ สรท. เสริมว่า ไทยต้องไม่ปล่อยปะละเลยในการปฏิรูปโครงสร้างการส่งออกภายในประเทศ เช่น เรื่องการลดต้นทุนในการผลิต รวมถึงต้องมองหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพิ่มด้วย

ภาษีศุลกากร (Tariffs) คืออะไร และทำงานอย่างไร ?

ภาษีศุลกากร คือ ภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยทั่วไป ภาษีจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า เช่น หากสินค้าราคา 10 ดอลลาร์สหรัฐ และถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ก็จะต้องจ่ายเพิ่มอีก 2.50 ดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทผู้นำเข้าสินค้าต่างประเทศจะต้องเป็นผู้จ่ายภาษีนี้ส่วนให้รัฐบาล และบริษัทเหล่านี้สามารถเลือกได้ว่าจะผลักภาระภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนไปยังผู้บริโภคหรือไม่

การผลักภาระภาษีต่อผู้บริโภค อธิบายได้ง่าย ๆ คือ ตัวเลข 2.5 ดอลลาร์สหรัฐ นี้ บริษัทจะควักเนื้อจ่ายเอง หรือจะไปขึ้นราคาขายสินค้าให้ผู้บริโภคเป็นคนจ่าย

สำหรับ "ภาษีตอบโต้แบบสากล" (universal reciprocal tariffs) ที่ทรัมป์ประกาศใช้นั้น มีจุดประสงค์เพื่อ ตอบโต้ประเทศคู่แข่งที่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐฯ อยู่ก่อนแล้ว แม้ว่าทรัมป์จะอ้างว่าภาษีของเขายังต่ำกว่าที่ประเทศเหล่านั้นเรียกเก็บกับสินค้าอเมริกัน

ทำไมทรัมป์ถึงใช้มาตรการภาษีศุลกากร ?

ภาษีเป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจของทรัมป์ เขาเคยกล่าวว่า "คำว่าภาษีคือคำโปรดของผม"

ทรัมป์ให้เหตุผลว่า ภาษีจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ หันมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น

เขายังต้องการลด "ดุลการค้า" หรือ ช่องว่างระหว่างมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าและส่งออก ให้แคบลง ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2024 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า 2.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทรัมป์เรียกว่า "เป็นความเลวร้าย"

ทรัมป์ยังกล่าวว่า มาตรการภาษีมีจุดประสงค์เพื่อกดดันจีน เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายแรกให้เพิ่มความร่วมมือในการหยุดยั้งการลักลอบข้ามพรมแดนของผู้อพยพและยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ

แม้ทรัมป์จะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากนโยบายภาษีเหล่านี้ แต่นายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า "แม้เศรษฐกิจจะถดถอย แต่ภาษีก็คุ้มค่า"

ทั้งนี้ หลายมาตรการภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศในอดีต ก็เคยถูกเลื่อน ปรับเปลี่ยน หรือยกเลิกในเวลาต่อมา

ราคาสินค้าจะสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกันหรือไม่ ?

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า มาตรการเก็บภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าหลายประเภทในสหรัฐฯ แพงขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้นำเข้ามักจะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน

สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมีตั้งแต่ เบียร์ วิสกี้ เตกีลา น้ำเชื่อมเมเปิล น้ำมันเชื้อเพลิง ไปจนถึงอะโวคาโด

นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ อาจลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลง ซึ่งจะยิ่งทำให้สินค้าบางอย่างในตลาดมีจำนวนน้อยลง และราคาก็อาจยิ่งสูงขึ้น

หนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของทรัมป์คือ ผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้ารถยนต์ประมาณ 8 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในสหรัฐฯ

ภาษีนำเข้าใหม่ 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์จะเริ่มมีผลในวันที่ 2 เม.ย. โดยการเก็บเงินจากธุรกิจผู้นำเข้ารถยนต์จะเริ่มในวันถัดไป ส่วนภาษีสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่จะเริ่มในภายหลัง ซึ่งอาจเป็นช่วงเดือน พ.ค.

ก่อนหน้านี้ก็มีการคาดการณ์ว่าราคารถยนต์จะสูงขึ้นอยู่แล้วจากมาตรการภาษีที่เก็บกับสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก เนื่องจากชิ้นส่วนรถยนต์มักถูกขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดาหลายครั้งก่อนจะประกอบเสร็จเป็นรถยนต์หนึ่งคัน จึงทำให้ต้นทุนสุดท้ายสูงขึ้นจากภาษีที่เรียกเก็บในแต่ละขั้นตอน

ราคารถยนต์ที่ผลิตจากชิ้นส่วนของเม็กซิโกและแคนาดาเพียงอย่างเดียว อาจเพิ่มขึ้นระหว่าง 4,000 - 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ ตามการวิเคราะห์ของแอนเดอร์สัน อีโคโนมิก กรุ๊ป (Anderson Economic Group)

สำหรับภาษีที่ทรัมป์เคยประกาศใช้ในช่วงแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ส่งผลให้ราคาเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.4% และ 1.6% ตามลำดับ ข้อมูลนี้มาจากคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ แต่เมื่อภาษีเหล่านี้หมดอายุลง ราคาก็กลับมาลดลงอีกครั้ง