"สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส" โป๊ปหัวโบราณจากลาตินอเมริกา ผู้ปฏิรูปศาสนจักรคาทอลิก สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา

ที่มาของภาพ, EPA
สำนักวาติกันเพิ่งประกาศว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สิ้นพระชนม์ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา เมื่อเวลาประมาณ 7.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเพิ่งปรากฏตัวที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เพื่ออวยพรสุขสันต์วันอีสเตอร์แก่ผู้มาสักการะหลายพันคนเมื่อวานนี้ (20 เม.ย.)
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส หรือ "โป๊ปฟรานซิส" คือผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ และเดินหน้าปฏิรูปเปลี่ยนแปลงศาสนจักรคาทอลิกอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวคาทอลิกฝ่ายอนุรักษนิยมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเป็นโป๊ปพระองค์แรกที่มาจากทวีปอเมริกาและเป็นชาวซีกโลกใต้ เพราะนับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่สาม (Pope Gregory III) ซึ่งเป็นชาวซีเรียโดยกำเนิด ได้สิ้นพระชนม์ลงเมื่อปีค.ศ. 741 ก็ไม่เคยมี "พระสังฆราชแห่งกรุงโรม" (Bishop of Rome) หรือโป๊ปที่ไม่ได้เป็นชาวยุโรปอีกเลย
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังทรงเป็นนักบวชคณะเยซูอิต (Jesuit) คนแรก ที่ได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นครองบัลลังก์ของนักบุญปีเตอร์ ซึ่งก็คือการขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งศาสนจักรคาทอลิกนั่นเอง ทั้งที่ในอดีตนักบวชจากคณะเยซูอิตมักตกเป็นที่ระแวงสงสัยของเหล่าผู้ปกครองศาสนจักรในกรุงโรมมาโดยตลอด
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงดำรงตำแหน่งโป๊ปโดยสืบต่อจากสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ซึ่งเป็นโป๊ปพระองค์แรกในรอบเกือบ 600 ปี ที่ทรงสมัครพระทัยสละตำแหน่งประมุขแห่งศาสนจักรคาทอลิก ทำให้อุทยานของนครรัฐวาติกัน (Vatican Gardens) กลายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาสองพระองค์เป็นเวลายาวนานเกือบสิบปี
ในตอนที่ทรงได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งโป๊ปเมื่อปี 2013 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังคงเป็นเพียงพระคาร์ดินัลจากประเทศอาร์เจนตินา ทั้งยังมีอายุกว่า 70 ปีแล้ว ในขณะที่ชาวคาทอลิกจำนวนไม่น้อยพากันคาดการณ์ว่า โป๊ปพระองค์ใหม่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่านั้น
ทว่าพระคาร์ดินัลเบร์โกกลิโอจากประเทศอาร์เจนตินา ได้นำเสนอตนเองต่อคณะผู้เลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปา ในฐานะตัวเลือกที่ช่วยประนีประนอมความขัดแย้งระหว่างฝ่ายหัวโบราณกับหัวก้าวหน้า โดยเขายึดมั่นในแนวคิดตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิมในเรื่องเพศ แต่ใช้จุดยืนเสรีนิยมดึงดูดชาวคาทอลิกที่มีหัวใจนักปฏิรูป ด้วยการชูประเด็นเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม
ด้วยภูมิหลังที่แตกต่างจากเหล่าพระสันตะปาปาในอดีต ชาวคาทอลิกต่างหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยฟื้นฟูความรุ่งเรืองของนครรัฐวาติกัน รวมทั้งช่วยเสริมพลังความแข็งแกร่งในการดำเนินภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของสันตะสำนัก ให้ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งได้
ทว่าภายใต้ระบบราชการของนครรัฐวาติกัน ความเพียรพยายามปฏิรูปของโป๊ปฟรานซิสในบางเรื่อง ต้องพบกับการคัดค้านต่อต้านอย่างรุนแรง นอกจากนี้สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปเมื่อปี 2022 ยังคงเป็นที่นิยมนับถือในหมู่ชาวคาทอลิกฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างสูง แม้จะได้ทรงสละตำแหน่งประมุขแห่งศาสนจักรไปนานแล้วก็ตาม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตั้งพระทัยที่จะแตกต่าง
นับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้ง โป๊ปฟรานซิสทรงแสดงออกอย่างชัดเจนว่า จะทรงจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการต้อนรับและพบปะเหล่าพระคาร์ดินัลอย่างไม่เป็นทางการ โดยทรงประทับยืนแทนที่จะประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระสันตะปาปา
ในวันที่ 13 มี.ค. 2013 โป๊ปฟรานซิสเสด็จออกที่ระเบียงใหญ่เหนือจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เป็นครั้งแรก โดยทรงฉลองพระองค์สีขาวล้วนแลดูเรียบง่าย พระนาม "ฟรานซิส" ที่ทรงเลือกใช้นั้น คือการยกย่องนักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (St Francis of Assisi) นักเทศน์แห่งศตวรรษที่ 13 ผู้เมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นอย่างยิ่ง
โป๊ปฟรานซิสทรงตั้งพระปณิธานที่จะให้ความสำคัญกับชีวิตสมถะและความถ่อมตน มากกว่าจะมุ่งเชิดชูหรือโอ้อวดความหรูหราอลังการใด ๆ ทรงปฏิเสธที่จะใช้รถลีมูซีนส่วนพระองค์ แต่ทรงยืนกรานจะร่วมนั่งไปกับรถบัสที่มีไว้รับส่งพระคาร์ดินัลทุกรูป
สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ทรงตั้งพระปณิธาน โดยประกาศต่อชาวคาทอลิก 1,200 ล้านคนทั่วโลก ให้ได้ทราบทั่วกันว่า "โอ้...ข้าพเจ้าอยากให้ศาสนจักรของเรายากจนเหลือเกิน อยากให้เป็นศาสนจักรเพื่อคนจน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฮอร์เฮ มาริโอ เบร์โกกลิโอ เกิดที่กรุงบัวโนสไอเรสของอาร์เจนตินา ในวันที่ 17 ธ.ค. 1936 โดยเป็นบุตรคนโตในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คน ซึ่งเกิดจากคู่สามีภรรยาชาวอิตาลีที่อพยพหนีภัยเผด็จการฟาสซิสต์มายังอาร์เจนตินา
ในวัยเยาว์เบร์โกกลิโอชื่นชอบการเต้นรำจังหวะแทงโก้ ทั้งยังเป็นแฟนตัวยงของสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นซานลอเรนโซอีกด้วย แต่เขาโชคไม่ดีที่เคยล้มป่วยด้วยโรคปอดอักเสบอย่างรุนแรง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่การที่ต้องผ่าตัดเอาปอดบางส่วนทิ้งไป ทำให้เขามีแนวโน้มจะติดเชื้อในปอดได้ง่ายไปตลอดชีวิต
เนื่องจากความชราภาพ โป๊ปยังทรงมีพระอาการเจ็บพระชานุ (เข่า) ข้างขวาเป็นประจำ โดยเคยตรัสถึงปัญหาด้านพระพลานามัยนี้ว่า "เรื่องน่าอายของสังขาร"

ที่มาของภาพ, Bergoglio Family. In Elvis. Family handout. No fee.
หนุ่มน้อยเบร์โกกลิโอเคยทำงานเป็นทั้งการ์ดคุมผับ คอยรักษาความปลอดภัยตามสถานบันเทิง รวมทั้งเคยรับงานพิเศษเป็นภารโรงกวาดถูพื้น ก่อนจะสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาเคมี และได้เข้าทำงานที่โรงงานท้องถิ่นแห่งหนึ่ง
ที่โรงงานแห่งนั้นเขาได้ทำงานใกล้ชิดกับนักเคลื่อนไหวรณรงค์ทางการเมืองหญิงคนสำคัญ เอสเทอร์ บัลเลสตริโน ซึ่งต่อต้านระบอบเผด็จการทหารของอาร์เจนตินา ทำให้เธอถูกนำตัวไปซ้อมทรมานจนเสียชีวิต โดยไม่มีใครได้พบเห็นศพของเธอเลย
หลังจากนั้นเบร์โกกลิโอได้หันไปเข้าร่วมในหมู่ผู้ศรัทธาคณะเยซูอิต ศึกษาวิชาปรัชญาเพิ่มเติม รวมทั้งได้สอนวิชาวรรณกรรมและจิตวิทยาในโรงเรียนมัธยมศึกษาของศาสนจักรคาทอลิกด้วย เขาตัดสินใจออกบวชเป็นบาทหลวงในอีกสิบปีต่อมา และได้รับการเลื่อนขั้นสมณศักดิ์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะได้เป็นอธิการเจ้าคณะแขวง (provincial superior) แห่งอาร์เจนตินา ในปี 1973

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อกล่าวหาทางการเมือง
ในอดีตมีบางคนเห็นว่า พระอธิการเจ้าคณะแขวงเบร์โกกลิโอ ไม่ได้พยายามต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารอันโหดร้ายของอาร์เจนตินาอย่างทุ่มเทอุทิศตนมากพอ ซ้ำยังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการช่วยกองทัพลักพาตัวบาทหลวงสองราย ระหว่างยุค "สงครามสกปรก" (Dirty War) ในปี 1976 – 1983 ซึ่งมีประชาชนหลายพันคนถูกทหารอุ้มหาย ถูกทรมาน และถูกสังหาร
ต่อมาบาทหลวงทั้งสองคนถูกพบตัวในสภาพกึ่งเปลือยและถูกวางยาสลบอย่างแรง แต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ การสอบสวนทำให้ทราบในภายหลังว่า พวกเขาถูกจับตัวไปซ้อมทรมานมาก่อนหน้านั้น
เบร์โกกลิโอในฐานะพระอธิการระดับสูงถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่บกพร่อง โดยไม่ได้แจ้งต่อทางการล่วงหน้าว่า การเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจในชุมชนคนยากจนของบาทหลวงทั้งสองนั้น ได้รับอนุมัติจากทางศาสนจักรแล้ว ซึ่งหากเขาละเลยการแจ้งรายงานต่อทางการจริง ก็เท่ากับว่าปล่อยให้บาทหลวงทั้งสองคนตกเป็นเป้าโจมตีของกองกำลังมือสังหาร
อย่างไรก็ตาม พระอธิการเบร์โกกลิโอในวัย 36 ปี ได้ปฏิเสธข้อครหาดังกล่าว และยืนยันว่าเขาคือผู้วิ่งเต้นประสานงานอยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยให้บาทหลวงทั้งสองได้รับการปล่อยตัว ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้เปิดเผยความจริงของเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะเขาพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองในสมัยนั้น แม้แต่ผู้นำที่เจนจัดมีประสบการณ์สูงก็ยังอาจจะพลาดพลั้งได้ง่าย ๆ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ได้ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการลี้ภัยการเมือง ให้เดินทางออกนอกประเทศไปหลายคน
นอกจากนี้ พระอธิการเบร์โกกลิโอยังมีจุดยืนที่แตกต่างจากนักบวชคณะเยซูอิตหลายคน ในเรื่องแนวคิดเทววิทยาการปลดปล่อย (liberation theology) ซึ่งเป็นการสังเคราะห์แนวคิดใหม่ทางศาสนาขึ้น โดยผสมผสานหลักการของศาสนาคริสต์เข้ากับหลักสังคมวิทยามาร์กซิสต์ เพื่อล้มล้างความไม่เป็นธรรมในสังคมของยุคสมัยนั้น
นักบวชคณะเยซูอิตหลายคนวิพากษ์จารณ์ว่า พระอธิการเบร์โกกลิโอขาดความสนใจและไม่ให้ความสำคัญต่อแนวคิดเชิงปฏิวัติดังกล่าวเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม เขากลับต้องการช่วยเหลือคริสต์ศาสนิกชนผู้ยากไร้ ผ่านการทำกิจกรรมสายกลางเช่นงานสังคมสงเคราะห์ มากกว่าจะมุ่งแสวงหาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบสุดขั้ว
ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ภายในคณะเยซูอิตนี้ เกือบจะกลายเป็นความบาดหมางที่รุนแรงถึงขั้นแตกหักไปก็หลายครั้ง ดังนั้นเมื่อพระอธิการเบร์โกกลิโอได้เลื่อนขั้นสมณศักดิ์เป็นพระคาร์ดินัล และแสดงความประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นพระสันตะปาปาครั้งแรกในปี 2005 นักบวชคณะเยซูอิตบางคนถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก

ที่มาของภาพ, Getty Images
บุรุษผู้ใช้ชีวิตสมถะ
ในปี 1992 เบร์โกกลิโอได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชผู้ช่วยแห่งบัวโนสไอเรส ต่อมาเขาได้เลื่อนขั้นเป็นพระอัครสังฆราช (อาร์ชบิชอป) และในปี 2001 สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองได้ทรงแต่งตั้งเขาเป็นพระคาร์ดินัล ทั้งได้เข้ารับตำแหน่งสำคัญในองค์การปกครองศาสนจักรของสันตะสำนัก (Curia Romana)
ในหน่วยงานดังกล่าวเขาได้สร้างชื่อเสียงจนเลื่องลือ ในฐานะบุรุษผู้ดำรงชีวิตอย่างสมถะเรียบง่าย หลีกเลี่ยงความหรูหราอลังการที่มาพร้อมกับสมณศักดิ์ชั้นสูง โดยมักเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินในชั้นประหยัด รวมทั้งสวมชุดบาทหลวงสีดำอยู่เสมอ แทนที่จะสวมอาภรณ์สีแดงสดและสีม่วงประจำตำแหน่งพระคาร์ดินัล
ถ้อยคำเทศนาของพระคาร์ดินัลเบร์โกกลิโอ มักเรียกร้องความเสมอภาคและให้ยกเลิกการแบ่งแยกกีดกันทางสังคม เขายังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ที่ละเลยไม่สนใจดูแลกลุ่มคนยากจนที่สุดในสังคมด้วย "พวกเราอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมมากที่สุดของโลก แม้จะมีอัตราการเติบโตหรือการพัฒนาทางวัตถุในระดับสูงที่สุด แต่ความทุกข์ยากกลับลดลงน้อยที่สุด"
ในฐานะพระสันตะปาปา โป๊ปฟรานซิสคือผู้ที่เพียรพยายามเชื่อมประสานรอยร้าวที่มีมานานนับพันปี ระหว่างศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับคริสตจักรออร์โธดอกซ์ตะวันออก (Eastern Orthodox Church) โดยในพิธีสถาปนาสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ พระอัครบิดรแห่งคอนสแตนติโนเปิล (Patriarch of Constantinople) ประมุขแห่งคริสตจักรออร์โธดอกซ์ได้ทรงเข้าร่วมในพิธีด้วย เพื่อแสดงการยอมรับประมุขฝ่ายคาทอลิกเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มหาศาสนเภท (Great Schism) เมื่อปี 1054 เป็นต้นมา

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากนี้โป๊ปฟรานซิสยังทรงประกอบศาสนกิจร่วมกับนิกายต่าง ๆ ทั้งแองกลิกัน, ลูเธอรัน, และเมธอดิสต์ ทั้งยังสามารถเป็นคนกลางที่เชิญผู้นำอิสราเอลและปาเลสไตน์ มาร่วมกันสวดภาวนาเพื่อสันติภาพกับพระองค์ได้สำเร็จอีกด้วย
แม้ชุมชนชาวคริสต์จะถูกกลุ่มติดอาวุธของชาวมุสลิมโจมตีหลายครั้ง แต่โป๊ปฟรานซิสก็ยังตรัสว่า การกล่าวโทษอิสลามโดยตีตราให้เป็นศาสนาแห่งความรุนแรงนั้นไม่ถูกต้อง "หากพูดถึงความรุนแรงที่มาจากศาสนาอิสลาม เราก็ต้องพูดถึงความรุนแรงที่มาจากศาสนจักรคาทอลิกด้วย"
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมืองแล้วโป๊ปฟรานซิสทรงเป็นนักชาตินิยมตัวยงผู้หนึ่ง โดยทรงประกาศจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลอาร์เจนตินา ในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ โดยในครั้งหนึ่งทรงเคยเทศนาว่า "ขอให้เราร่วมสวดภาวนาเพื่อเหล่าผู้วายชนม์ บุตรชายแห่งมาตุภูมิผู้ออกไปพิทักษ์ปกป้องมารดาของพวกเขา เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของประเทศและดินแดนที่เป็นของพวกเขา"
ในฐานะชาวลาตินอเมริกาที่พูดภาษาสเปน โป๊ปฟรานซิสยังทรงได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นคนกลางให้รัฐบาลสหรัฐฯ ในตอนที่ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์กับคิวบา ซึ่งเรียกได้ว่ายากยิ่งที่โลกจะได้เห็นโป๊ปผู้มีภาพลักษณ์เป็นผู้นำทางศาสนาของยุโรป แสดงบทบาทสำคัญทางการทูตในทวีปอเมริกาเช่นนี้

ที่มาของภาพ, Reuters
นักอนุรักษนิยม
เมื่อพูดถึงคำสอนของโป๊ปฟรานซิสนั้น หลายครั้งที่การเทศนาของพระองค์ได้เผยถึงความเป็นนักอนุรักษนิยมหัวโบราณออกมาอย่างชัดเจน โดย "มงซินญอร์" หรือพระคุณเจ้าออสวัลโด มุสโต เพื่อนร่วมรุ่นของโป๊ปฟรานซิสที่สามเณราลัย (seminary) สถาบันการศึกษาของศาสนจักรคาทอลิกที่ใช้ฝึกอบรมบาทหลวง บอกว่า "ท่านไม่ยอมประนีประนอมหรืออ่อนข้ออย่างเด็ดขาดในเรื่องการุณยฆาต, โทษประหาร, การทำแท้ง, สิทธิที่จะมีชีวิต, สิทธิมนุษยชน, และการประพฤติพรหมจรรย์ของนักบวช ซึ่งไม่ต่างไปจากท่าทีของโป๊ปจอห์นปอลที่สอง"
โป๊ปฟรานซิสตรัสว่าศาสนจักรควรต้อนรับคนทุกประเภท ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีเพศวิถีเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงยืนกรานว่า การรับบุตรบุญธรรมของคู่รักที่เป็นเพศเดียวกัน ไม่อาจยอมรับได้เพราะถือเป็นการแบ่งแยกกีดกันรูปแบบหนึ่งที่เด็กตกเป็นผู้ถูกกระทำ
แม้ในบางครั้งโป๊ปฟรานซิสจะทรงตรัสแสดงความเห็นชอบ ต่อการใช้ชีวิตร่วมกันเป็นคู่ครองของคู่รักเพศเดียวกันในบางรูปแบบ แต่ไม่ทรงถือว่านั่นคือการสมรส เพราะมันอาจเป็น "ความพยายามทำลายแผนการของพระเจ้า"
หลังการสถาปนาเป็นพระสันตะปาปาในปี 2013 ผ่านไปได้ไม่นานนัก โป๊ปฟรานซิสก็ทรงเข้าร่วมเดินขบวนต่อต้านการทำแท้งในกรุงโรม โดยทรงร่วมเรียกร้องให้ทารกในครรภ์มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ นับตั้งแต่ชั่วขณะที่เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อนขึ้นมา นอกจากนี้ยังทรงเรียกร้องให้เหล่าสูตินรีแพทย์มีจิตสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี ทั้งยังได้ประทานสาสน์หรือคำสอนไปยังประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งกำลังจะมีการทำประชามติเรื่องสิทธิการทำแท้ง โดยทรงวอนขอให้ประชาชนชาวไอริชช่วยกันปกป้องผู้อ่อนแออย่างทารกในครรภ์ด้วย
ในเรื่องของการบวชบาทหลวงสตรีนั้น ทรงคัดค้านอย่างหนักแน่นชัดเจน โดยอ้างว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่สองได้เคยมีพระวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วว่า ศาสนจักรคาทอลิกไม่อาจยินยอมให้ทำเช่นนั้นได้
ส่วนเรื่องของการคุมกำเนิดนั้น แม้ในตอนแรกโป๊ปฟรานซิสจะทรงเห็นชอบกับการคุมกำเนิดบางวิธีเพื่อป้องกันโรค แต่ต่อมาได้ทรงสรรเสริญคำสอนของสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6 ซึ่งเคยตรัสเตือนใจเอาไว้ว่า การคุมกำเนิดอาจด้อยค่าผู้หญิง ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือบำรุงบำเรอความสำราญทางเพศแก่ผู้ชายเท่านั้น
เมื่อปี 2015 โป๊ปฟรานซิสตรัสกับบรรดาชาวคาทอลิกที่ประเทศฟิลิปปินส์ว่า การคุมกำเนิดนั้น "ทำลายสถาบันครอบครัวด้วยการทำให้ไม่มีบุตรหลาน" ทรงเห็นว่าความเสียหายทางจิตวิญญาณไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่มีบุตรเท่านั้น แต่ยังมาจากการมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการมีบุตรอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แก้วิกฤตนักบวชล่วงละเมิดทางเพศเด็ก
อุปสรรคที่ท้าทายการดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาของโป๊ปฟรานซิสมากที่สุด มาจากกระแสต่อต้านที่มุ่งโจมตีพระองค์ถึงสองทาง หนึ่งคือกระแสที่วิจารณ์ตำหนิว่า ทรงล้มเหลวในการแก้ไขปัญหานักบวชของศาสนจักรล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีกระแสที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกล่าวหาว่า พระองค์คือต้นเหตุของวิกฤตศรัทธา โดยทำให้เหล่าศาสนิกชนไม่ยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในศาสนธรรมเหมือนแต่ก่อน เช่นการที่โป๊ปฟรานซิสประทานพระอนุญาตให้ชาวคาทอลิกที่เคยหย่าร้างและสมรสใหม่ สามารถเข้าพิธีรับศีลมหาสนิทได้อีกครั้ง
ฝ่ายอนุรักษนิยมของศาสนจักรคาทอลิก ยังฉวยโอกาสใช้ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมาเป็นอาวุธโจมตีทางการเมือง เพื่อต่อต้านโป๊ปฟรานซิสอย่างไม่ลดละ โดยในเดือนส.ค. ปี 2018 พระอัครสังฆราชคาร์โล มาเรีย วิกาโน อดีตเอกอัครสมณทูต (Apostolic Nuncio) ประจำสหรัฐฯ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ประกาศสงครามยาว 11 หน้า โดยเนื้อหาในแถลงการณ์ระบุถึงการแจ้งเตือนไปยังสันตะสำนักที่วาติกันหลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับพฤติกรรมของอดีตพระคาร์ดินัล โทมัส แม็กคาร์ริก
แถลงการณ์ข้างต้นกล่าวหาอดีตพระคาร์ดินัลแม็กคาร์ริกว่า กระทำการล่วงละเมิดทางเพศทั้งต่อผู้เยาว์และผู้ใหญ่หลายคนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ถึงกระนั้น โป๊ปฟรานซิสก็ยังทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นที่ปรึกษาคนสนิท แม้จะทรงรู้ดีว่าอดีตพระคาร์ดินัลแม็กคาร์ริกได้ประพฤติทุจริตผิดศีลธรรมมามากมายก็ตาม พระอัครสังฆราชวิกาโนยังได้กล่าวเรียกร้องในแถลงการณ์ ให้โป๊ปฟรานซิสทรงสละตำแหน่งพระสันตะปาปาเสียเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
"เครือข่ายพวกรักเพศเดียวกันเหล่านี้ ประพฤติผิดศีลธรรมภายใต้การปิดบังซ่อนเร้นด้วยวิธีโกหกและการเก็บเป็นความลับ พวกเขาใช้อำนาจอิทธิพลที่เอื้อมไปถึงได้ทุกที่เหมือนกับหนวดของหมึกยักษ์ เข้ามาผูกมัดรัดรึงและบีบคั้นศาสนจักรทั้งหมด" แถลงการณ์ของพระอัครสังฆราชวิกาโนกล่าว
ความขัดแย้งที่ติดตามมาหลังจากนั้น แทบจะทำให้ศาสนจักรคาทอลิกลุกเป็นไฟ ด้วยเหตุนี้พระคาร์ดินัลแม็กคอร์ริกจึงถูก "จับสึก" หรือถูกบังคับให้ลาสิกขาเมื่อเดือนก.พ. ปี 2019 หลังจากสันตะสำนักที่วาติกันเข้ามาทำการสอบสวนโดยตรง

ที่มาของภาพ, Getty Images
ระหว่างที่เกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 โป๊ปฟรานซิสทรงยกเลิกการเสด็จออกที่มีขึ้นเป็นประจำ ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา ทั้งยังทรงเป็นตัวอย่างของผู้นำทางจิตวิญญาณที่ดี โดยทรงประกาศว่าการฉีดวัคซีนนั้นถือเป็นพันธกิจที่ทุกคนจะต้องยอมรับและปฏิบัติตาม
ต่อมาในปี 2022 โป๊ปฟรานซิสได้เป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกในรอบกว่า 100 ปี ที่ได้ประกอบพิธีฝังพระศพของอดีตพระสันตะปาปา ซึ่งก็คือโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 ที่สิ้นพระชนม์ลงในวัย 95 พรรษา
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้โป๊ปฟรานซิสทรงชราภาพและมีโรคประจำพระองค์มากมาย ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังทรงมุ่งมั่นจะดำเนินความพยายามต่อไป เพื่อส่งเสริมสันติภาพโลกและการเสวนาแลกเปลี่ยนระหว่างศาสนาต่าง ๆ
เมื่อปี 2023 โป๊ปฟรานซิสทรงออกเดินทางแสวงบุญไปยังดินแดนซูดานใต้ เพื่อขอให้บรรดาผู้นำของที่นั่นหยุดการสู้รบ นอกจากนี้ยังทรงวอนขอให้ยุติ "สงครามอันโหดร้ายและไร้เหตุผล" ในยูเครน แต่ท้ายที่สุดก็ทรงทำให้ชาวยูเครนต้องผิดหวัง เพราะดูเหมือนจะทรงใช้ถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย ที่กล่าวหาว่ายูเครนเป็นฝ่ายยั่วยุก่อนจนรัสเซียต้องยกทัพเข้ารุกราน
หนึ่งปีต่อมาโป๊ปฟรานซิสทรงออกเดินทางครั้งสำคัญอีก โดยเสด็จเยือนถึงสี่ประเทศในสองทวีปด้วยกัน ทั้งยังแวะเยือนอินโดนีเซีย, ปาปัวนิวกินี, และสิงคโปร์ด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ฮอร์เฮ มาริโอ เบร์โกกลิโอ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปา โดยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ศาสนจักร แม้ชาวคาทอลิกบางคนจะต้องการผู้นำที่มีความเป็นเสรีนิยมมากกว่านี้ และแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงจุดอ่อนของท่าน ในการเผชิญหน้าแก้ไขปัญหานักบวชล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ซึ่งถือเป็นจุดด่างพร้อยของศาสนจักรที่มีมายาวนาน แต่โป๊ปฟรานซิสก็ได้ทรงลงมือปฏิรูปเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งจนสำเร็จ
ทรงแต่งตั้งพระคาร์ดินัลกว่า 140 รูป จากบรรดาประเทศนอกภูมิภาคยุโรป และทรงเตรียมส่งต่อศาสนจักรที่มีความเป็นสากลมากขึ้น เมื่อเทียบกับตอนที่ทรงเข้ารับตำแหน่งโป๊ปใหม่ ๆ ให้แก่ผู้สืบทอดตำแหน่งพระสันตะปาปาองค์ต่อไป
ทรงประพฤติตนเป็นโป๊ปผู้ใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย โดยทรงเลือกที่จะไม่ประทับอยู่ในพระราชวังพระสันตะปาปา (Apostolic Palace) อันเก่าแก่และหรูหราของนครรัฐวาติกัน ซึ่งมีโบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) อันเลื่องชื่อ รวมอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังด้วย แต่โป๊ปฟรานซิสกลับเลือกไปประทับที่อาคารสมัยใหม่ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง ซึ่งอันที่จริงแล้วคือเรือนรับรองอาคันตุกะที่โป๊ปจอห์นปอลที่สองทรงสร้างขึ้น
โป๊ปฟรานซิสทรงเชื่อว่าสิ่งที่เกินไปจากความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ล้วนเป็นความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น "ลองดูนกยูงสิ มันงดงามมากหากมองจากด้านหน้า แต่ถ้าย้อนไปมองจากด้านหลัง คุณก็จะได้เห็นความจริง"
ทรงหวังว่าจะสามารถปฏิรูปศาสนจักรได้อย่างรอบด้าน ส่งเสริมกิจการเผยแผ่พระศาสนาให้ก้าวหน้าขึ้น โดยขจัดความขัดแย้งภายใน, มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนยากจน, และคืนศาสนจักรคาทอลิกให้กลับไปเป็นของประชาชนอีกครั้ง
โป๊ปฟรานซิสเคยมีพระดำรัส เมื่อตอนที่ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาได้ไม่นานว่า "เราจำต้องหลีกเลี่ยงความป่วยไข้ทางจิตวิญญาณของศาสนจักร ซึ่งเกิดจากการห่อหุ้มปกปิดตนเอง จนต้องจมปลักอยู่แต่ในโลกของตนเองเท่านั้น"
"หากข้าพเจ้าต้องเลือกระหว่างศาสนจักรที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะเที่ยวออกไปเดินเตร่ตามท้องถนนแล้วมีบาดแผลกลับมา กับศาสนจักรที่ป่วยไข้เพราะถอนตัวจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ข้าพเจ้าขอเลือกอย่างแรกดีกว่า"







