เหตุใดประธานาธิบดีปูตินให้สัมภาษณ์ "ทักเกอร์ คาร์ลสัน" และคุยอะไรกันบ้าง

การสิ้นสุดของสงครามในยูเครน, องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation หรือ นาโต), ผู้สื่อข่าวชาวอเมริกันที่รัสเซียควบคุมตัว และความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ ประเด็นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับผู้สื่อข่าวชาวตะวันตกครั้งแรกนับตั้งแต่การรุกรานของรัสเซียในยูเครนเกิดขึ้น

การสัมภาษณ์ดังกล่าวใช้เวลากว่าสองชั่วโมง สิ่งที่พูดคุยระหว่างผู้นำรัสเซียกับทักเกอร์ คาร์ลสัน พิธีกรชื่อดังของสหรัฐอเมริกา กลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างมากในขณะนี้

สะท้อนจากจำนวนผู้ชมหลังจากออกอากาศผ่านสื่อทางการของรัสเซีย และเครือข่ายสื่อของคาร์ลสัน เช่น เว็บไซต์ และเอ็กซ์ (อดีตคือทวิตเตอร์) มียอดการรับชมรวมมากกว่า 85 ล้านครั้ง

แต่ คำถามที่เกิดขึ้นคือ ประธานาธิบดีปูตินได้อะไรจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้

ปูตินพูดถึงอะไรบ้าง

"รายการสัมภาษณ์ที่กินเวลากว่าสองชั่วโมง ลงเอยในแบบที่เคยคาดการณ์ไว้" เคร์ ไจลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียจากสถาบันคลังสมองแชทแฮม เฮาส์ ในกรุงดอนลอนของสหราชอาณาจักร กล่าว

ไจลส์ กล่าวเสริมว่า รายการนี้เป็นเสมือนแพลตฟอร์มให้ปูตินได้บทพูดคนเดียวเพื่อให้โลกใบนี้เข้าใจ จากเรื่องราวที่ปูตินเชื่อว่าถูกบิดเบือนมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ ทั้งจากในอดีตของรัสเซียและประเทศเพื่อนบ้าน

ในครึ่งแรกของการสัมภาษณ์ดูคล้ายกับบทเรียนประวัติศาสตร์กับปูตินที่พูดแทบไม่หยุดเลย ตามมาด้วยการเปิดคำถามของคาร์ลสันที่ว่า สาเหตุที่ปูตินตัดสินใจบุกเข้าไปในยูเครนเนื่องจากรู้สึกถูกคุกคามจากความเป็นไปได้จากการโจมตีจากสหรัฐฯ ผ่านนาโตหรือไม่

ปูตินตอบกลับเพียงว่า "นี่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่ สหรัฐฯ กำลังวางแผนจะเปิดฉากสร้างเซอร์ไพรส์โจมตีรัสเซีย เรากำลังจัดรายการสัมภาษณ์อยู่ หรือ สนทนาในหัวข้อจริง ๆ จัง ๆ หรือเปล่านะ"

ก่อนหน้านี้ เป็นปกติที่ผู้นำรัสเซียมักจัดรายการเพื่ออธิบายถึงข้อคับข้องใจของเขาต่อนาโตที่จะพยายามขยายอิทธิพลมายังพื้นที่ที่รัสเซียมองว่าเป็นพื้นที่ใต้อิทธิพล และเคยบอกว่า "พวกเราไม่เคยเห็นด้วยกับยูเครนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของนาโต" นอกจากนี้เขายังเรียกการต่อสู้ในภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งเขาอ้างว่า เขาต้องการเห็นการปลดปล่อยยูเครนจากนาซี (denazifying) ที่เป็นกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

ทว่า รัฐบาลจากกรุงเคียฟก็ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวเสมอต่อคำอ้างดังกล่าวโดยเฉพาะ ประเด็นเกี่ยวกับกลุ่มนาซี

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการสร้างสันติภาพ ปูตินตอบกลับมาว่า "หากคุณต้องการยุติการต่อสู้จริง ๆ คุณจำเป็นต้องหยุดส่งและลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยสิ" คำตอบดังกล่าวอ้างอิงถึงความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกที่ยังคงหนุนต่อรัฐบาลยูเครน

"การสู้รบคงจะยุติลงได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ก็แค่นั้น" ปูตินกล่าวเพิ่มเติม

ในการสัมภาษณ์ปูตินก็ได้กล่าวถึง อีวาน เกิร์ชโควิค ผู้สื่อข่าวสหรัฐฯ ที่ถูกจับกุมตัวเมื่อปีที่ผ่านมาในรัสเซียในระหว่างทำข่าว โดยเขาถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการจารกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง

เขาเชื่อว่า สามารถบรรลุข้อตกลงในการปล่อยตัวนักข่าวคนดังกล่าวได้ หากอีกฝ่ายสามารถดำเนินการตามขั้นตอนการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษระหว่างกันได้

สิ่งที่ปูตินกล่าวออกมาสะท้อนถึงนัยสำคัญว่าเขาต้องการสิ่งตอบแทน นอกจากนี้เขายังกล่าวถึง ผู้ภักดีต่อรัสเซียรายหนึ่งที่กำจัดผู้ร้ายรายหนึ่งในเมืองหลวงแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป

แม้ว่าผู้นำรัสเซียไม่ได้ระบุถึงชื่อของบุคคลดังกล่าว แต่ดูเหมือนว่าถ้อยคำของเขาจะเป็นสิ่งยืนยันรายงานก่อนหน้านี้ที่ว่า ทางการรัสเซียต้องการแลกเปลี่ยนนักโทษกับ วาดิม คราสิคอฟ ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัสเซีย ที่ได้สังหารสมาชิกกลุ่มกบฏเชเชนในสวนสาธารณะในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนีในปี 2019

อีกประเด็นหนึ่งที่เขาถูกสัมภาษณ์คือ เขาคุยอะไรกับประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ก่อนที่จะมีปฏิบัติการทางทหารในยูเครน เขาตอบว่า "ฉันจำไม่ได้ว่า ได้พูดคุยกับเขา(โจ ไบเดน) เมื่อใด"

อย่างไรก็ตาม คาร์ลสันไม่ได้เอ่ยถึงชื่อของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ปูตินกลับพูดถึงว่า "ผมมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวกับทรัมป์ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า เขาชื่นชอบ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ด้วย"

เหตใดปูตินเลือกที่จะให้ "ทักเกอร์ คาร์ลสัน" สัมภาษณ์

ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียเปิดเผยว่า ผู้นำรัสเซียยินยอมให้สัมภาษณ์กับคาร์ลสันด้วยเหตุผลที่ว่า รูปแบบการทำเรื่องขอเข้าสัมภาษณ์แตกต่างจาก "การรายงานข่าวเพียงด้านเดียว" (one-sided) เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน ที่พบเห็นในสื่อกระแสหลักของชาติตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวและนักประวัติศาสตร์อย่าง แอน แอปเปิลบัม มีอีกทฤษฎีหนึ่งมาอธิบายเรื่องนี้

"ในตอนที่คาร์ลสันหยิบยกคำพูดตามแบบของปูติน คำพูดของเขาถูกนำไปถ่ายทอดต่ออีกครั้งในฮังการีและรัสเซีย ซึ่งประชาชนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน" เธอเขียนในบทความบนเว็บไซต์ "ดิ แอตแลนติก" โดยยกตัวอย่างด้วยคำพูดที่ว่า "ดูสิ นักข่าวชื่อดังชาวอเมริกันยังสนับสนุนพวกเรา"

ด้านไจลส์ ก็เห็นด้วยว่า คาร์ลสันได้ให้โอกาสผู้นำรัสเซียมีพื้นที่เปิดนานหลายชั่วโมง โดยปราศจากการท้าท้ายประเด็นในเรื่อง ข้อมูลเท็จหรือความเข้าใจผิดใด ๆ เลย

"สิ่งเดียวที่สร้างความประหลาดใจเพียงเล็กน้อยคือ การที่คาร์ลสันกลับกลายเป็นว่าเป็นผู้สัมภาษณ์ที่อ่อนแอ จนกระทั้งพยายามที่จะช่วยปูตินไปตลอดรายการสัมภาษณ์" ไจลส์ อธิบาย

สำหรับคาร์ลสัน ปัจจุบันอายุ 54 ปี เป็นหนึ่งในบรรดาผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ในขณะนี้กำลังจะกลายเป็นตัวแทนพรรครีพับลีกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีนี้

เขาเคยเป็นอดีตพิธีกรของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ ที่ออกตัวแรงในฐานะผู้ปกป้องประธานาธิบดีปูตินนับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน พร้อมทั้งเรียกประธานาธิบดียูเครนว่า "จอมเผด็จการ"

เขาจะยืนยันว่า เขาเคยขอสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน และว่า จุดประสงค์ในการสัมภาษณ์ประธานาธิบดีปูติน ก็เพราะเป็นสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของชาวอเมริกันเกี่ยวกับสงครามที่มีนัยต่อพวกเขา

ก่อนที่เขาจะถูกสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ไล่ออกในปีที่ผ่านมา นับได้ว่า เขาเป็นผู้ประกาศข่าวที่ทรงอิทธิพลในรายการสนทนาการเมืองในช่วงไพรมไทม์ ที่กำหนดวาระข่าวสำหรับกลุ่มหัวอนุรักษนิยมและพรรครีพับลีกัน

"ข้อความที่คาร์ลสันสื่อสาร ถือว่าเป็นแนวทางประชานิยม" โยตัม โอฟีร์ ผู้ที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลเท็จที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ นิวยอร์ก ของสหรัฐฯ

เขาตั้งข้อสังเกตว่า คาร์ลสันมักใช้คำว่า "พวกเขา" หลายครั้งในรายงานของเขา เช่น "พวกเขากำลังจะมาจับคุณ ... ประเทศที่คุณรักกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปต่อหน้าต่อตา และเรา...ฟ็อกซ์ มีเจตจำนงที่จะพูดความจริง และสู้เพื่อคุณค่าของประชาชน" เป็นต้น

ในรายการทีวีของคาร์ลสัน คำว่า "พวกเขา" ยังมักจะถูกพูดรวมไปถึง กลุ่มผู้อพยพ, กลุ่มคนที่ร่วมขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อสิทธิคนผิวสี หรือ "แบล็กไลฟ์สแมทเทอร์," พรรคเดโมแครต และชุมชนกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+

นอกจากนี้ คาร์ลสันยังคงหมกหมุ่นอยู่กับทฤษฎีสมคบคิด และในอดีตเขาเคยอ้างว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ปกปิดความลับที่ว่าได้เก็บยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวเอาไว้

ส่วนรายงานใหม่ของเขาบนเว็บไซต์ tuckercarlson.com และเอ็กซ์ เขาได้สัมภาษณ์นักการเมืองชื่อดังที่มีแนวความคิดทางการเมืองฝ่ายขวา เช่น นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บานของฮังการี, ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มิเล ของอาร์เจนตินา และแน่นอนอีกคนคือ โดนัลด์ ทรัมป์

ในช่วงแนะนำรายงานใหม่ คาร์ลสันอธิบายถึงภาพการรายงานข่าวที่ทันสมัยตามมุมมองของเขาเป็นอย่างไร เช่นว่า

"ส่วนใหญ่พื้นฐานของการทำข่าวที่คุณบริโภค คือ การโกหก ซึ่งเป็นการโกหกที่ซ่อนเร้นและร้ายกาจที่สุด ส่วนข้อเท็จจริงก็ถูกเก็บงำไว้อย่างมีเป้าหมายที่กำหนดอย่างเป็นสัดส่วนและตามมุมมองต่าง ๆ ดังนั้นพวกคุณกำลังถูกบงการ"

อย่างไรก็ตาม ซาราห์ เรนฟอร์ด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ประจำภูมิภาคยุโรปตะวันออก ตั้งข้อสังเกตว่า "ประธานาธิบดีปูตินดูเหมือนว่าจะคุมรายการอยู่หมัด ขณะที่คาร์ลสันก็ดูเหมือนจะกระตือรือร้นที่จะเชื่อคำพูดของปูติน แทนที่จะใช้ความพยายามท้าทายปูติน ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ต้องสงสัยในอาชญากรรมสงคราม"

นี่คือ ความพยายามของปูตินในการสร้างอิทธิพลในสหรัฐฯ หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและภูมิภาคยูเรเซียจากสถาบันคลังสมองแชทแฮม เฮาส์มองว่า บ่อยครั้งที่เป็นเรื่องยากในการกำหนดว่าใครคือ กลุ่มบุคคลที่ทำงานโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาลเคลมลิน ในลักษณะกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางความคิด แต่สำหรับกรณีคาร์ลสัน มีการบันทึกอย่างชัดเจนถึง จากการใช้โอกาสโจมตีและบ่อนทำลายสหรัฐฯ และระบบประชาธิปไตย

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. นี้ เป็นเรื่องไม่ยากที่จะบอกว่า ใครจะเป็นผู้ถูกเสนอตัวให้เป็นแคนดิเดตเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนถัดไป ทางฝากฝั่งพรรครีพับลีกัน ก็หนีไม่พ้นทรัมป์ ส่วนพรรคเดโมเครตก็คงเป็น โจ ไบเดน

หากพิจารณามาที่คาร์ลสันแล้ว เขาถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและยังมีผู้ติดตามบัญชีเอ็กซ์มากกว่า 12 ล้านคน นอกจากนี้เขายังมีผู้ติดตามกลุ่มใหญ่จากผู้สนับสนุนพรรครีพับลีกันจากรายการเดิมที่เคยจัดที่สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ นิวส์ ที่เคยสร้างเร็ตติ้งสูงสุดด้วยยอดคนดูมากถึง 5 ล้านคน

"คาร์ลสันแสวงหาผู้สัมภาษณ์ที่สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบไม่สนใจ, คนที่พยายามส่งเสริมประเด็นต่าง ๆ ที่น่าตื่นตกใจ เช่น กลุ่มต่อต้านวัคซีน, กลุ่มต่อต้านไบเดน หรือ กลุ่มต่อต้านการรณรงค์การตรวจสอบข่าวเท็จในชาติตะวันตก" เขาระบุ

สำหรับการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวระหว่างคาร์ลสันกับปูติน ถือเป็นการสัมภาษณ์ครั้งแรกกับสื่อมวลชนตะวันตกนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน สามารถดึงดูดคนดูได้เป็นจำนวนหลายสิบล้านครั้ง และกลายเป็นข่าวใหญ่ในรัสเซีย ที่ถือว่าเป็นประเทศที่จำกัดการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด และไม่สามารถรายงานข่าวได้ในระดับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครนเท่านั้น ไม่ใช่ในระดับสงคราม

และเมื่อมาถึงการพาดหัวข่าวของสื่อในรัสเซียเกี่ยวกับคาร์ลสัน กลับปรากฏว่า มีลักษณะการรายงานข่าวคล้ายคลึงกับข่าวในยุคสหภาพโซเวียตในทุกขั้นทุกตอนของการสัมภาษณ์บุคคลในระดับวีไอพี

แม้ว่าการสัมภาษณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นัยทางการเมืองที่เกิดขึ้นก็สังเกตเห็นได้

ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างปูตินกับทรัมป์เป็นอย่างไร

"กล่าวได้ว่า ฉันมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวกับทรัมป์" ปูตินพูดในรายการสัมภาษณ์พร้อมกับพูดอีกว่า เขายังชื่นชมอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นการส่วนตัวอีกด้วย

ขณะเดียวกันหลายเดือนที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่า รัฐบาลรัสเซียส่งสัญญาณว่า ปูตินพร้อมที่จะเจรจากับยูเครน ซึ่งเป็นระยะเวลาเดียวกันที่การเปิดโอกาสให้คาร์ลสันสัมภาษณ์

"ความสนใจในการสัมภาษณ์ของปูตินกับคาร์ลสันดูเป็นเรื่องบังเอิญ" ไจลส์กล่าว ในขณะที่กลุ่มผู้ชมของทั้งสองคนก็มีความคล้ายคลึงกัน ปูตินต้องการสื่อสารกับกลุ่มผู้ชมของคาร์ลสันในสหรัฐฯ ซึ่งคาร์ลสันเองก็ต้องการให้คนในสหรัฐฯ ได้รับทราบข้อโต้แย้งเกี่ยวกับปูตินอีกด้าน ซึ่งอาจจะทำให้การต่อสู้ของสหรัฐฯ ในสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง

ทว่า ไจลส์ ระบุว่า นี่คือ "ข้อมูลเท็จ" โดยยกตัวอย่างถึงช่วงหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของปูตินที่กล่าวว่า

"เมื่อปูตินกล่าวถึงการเจรจาที่ยังคงดำเนินอยู่และข้อเสนอบนโต๊ะเจรจาต่อสหรัฐฯ เพื่อให้ยุติสงคราม ล้วนเป็นเรื่องที่ปฏิบัติจริงไม่ได้ ปูตินขอร้องให้สหรัฐฯ ยุติการสนับสนุนเงินทุนให้ยูเครน ซึ่งหากทำสำเร็จจะนำไปสู่การยุติสงครามภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ก็แน่นอนว่า การสิ้นสุดดังกล่าวก็จะนำมาซึ่งความพังพินาศโดยสมบูรณ์ของยูเครน แล้วรัสเซียก็จะกลายเป็นชาติที่ทรงอำนาจมากขึ้น และก็เริ่มมองรอบ ๆ เพื่อเล็งหาเป้าหมายถัดไป"

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า หนึ่งในความสนใจของปูตินคือ ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง

ขณะที่สมาชิกสภาคองเกรสของสหรัฐฯ รับรองแผนการช่วยเหลือยูเครนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สามารถส่งความช่วยเหลือไปยังยูเครนในกรอบเวลาที่ขยายออกไปได้ แต่หากทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เขาสามารถออกคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อชะลอหรือแม้แต่ยุติการช่วยเหลือ ซึ่งในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ก็เคยทำมาก่อนกับแผนช่วยเหลือทางทหารบางส่วนที่สมาชิกสภาคองเกรสรับรองแล้ว

แม้ว่าสมาชิกพรรครีพับลีกันออกมาประณามความคิดดังกล่าวอย่างทันท่วงที แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งในเดือน พ.ย. นี้ การสนับสนุนของสหรัฐฯ ในสงครามอาจจะสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง

ไจลส์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เป็นเพียงหนึ่งในวิธีในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายเจตจำนงของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในการสนับสนุนยูเครน พร้อมกับโต้แย้งว่า "ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในเรื่องนี้ พวกเขาได้รับผลประโยชน์บนอันตรายต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก"