ผู้นำฝ่ายค้าน-รองประธานสภา สรุปเงื่อนไขที่ก้าวไกลต้องแลกหลังพิธาลาออกหัวหน้าพรรค

ที่มาของภาพ, SOPA Images/LightRocket/Getty Images
ทันทีที่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน เริ่มต้นการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งชนะศึกเลือกตั้ง แต่พ่ายแพ้สงครามชิงเสียงจัดตั้งรัฐบาล ก็ตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะทำหน้าที่ “ฝ่ายค้านเชิงรุก”
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาเมื่อ 15 ก.ย. ว่า ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก.ก. เพื่อเปิดทางให้พรรคเลือก สส. ที่สามารถทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทนเขา
ในการเลือกตั้ง 14 พ.ค. พรรคสีส้มนำ สส. เข้าสภาได้ 151 ชีวิต และรับบทแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค รวม 312 เสียง โดยเสนอชื่อพิธาให้สมาชิกรัฐสภาโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง ทว่าถูกคว่ำกลางสภา
- ครั้งแรก 13 ก.ค. ได้เสียงสนับสุนนจาก สส. และ สว. 324 ต่อ 182 เสียง ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญที่ต้องได้คะแนนเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของสองสภา หรือ 375 จาก 749 เสียง
- ครั้งที่สอง 19 ก.ค. เสียงส่วนใหญ่ของสองสภาตีความว่าการเสนอชื่อพิธาซ้ำ เป็น “ญัตติต้องห้าม” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ทำให้ไม่อาจเสนอชื่อเป็นรอบที่ 2 ได้
วันเดียวกัน (19 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง “คดีถือหุ้นไอทีวี” เอาไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ทันที จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
4 เดือนผ่านไป ไม่เพียงหัวหน้าพรรคอันดับ 1 ของสภาจะไปไม่ถึงเก้าอี้นายกฯ แม้แต่เก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาก็ยังไม่มีโอกาสครอบครอง
บีบีซีไทยสรุปแง่มุมทางกฎหมาย และเงื่อนไขทางการเมืองที่ก้าวไกลต้องแลก เพื่อทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีของแกนนำพรรคฝ่ายค้าน
ทำไมพิธาต้องลาออก
ทำไมพิธาต้องไขก๊อกพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก.ก.
เจ้าตัวอธิบายความไว้ชัดเจนในคำประกาศลาออกจากตำแหน่งว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านต้องเป็น สส. และเป็นหัวหน้าพรรคหลัก ขณะที่ตัวพิธา “เป็น สส. แต่เข้าสภาไม่ได้” และไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ในระยะเวลาอันใกล้
“หากบริบทการเมืองเป็นเช่นนี้ เราต้องมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง และมีผู้นำ”
“ผมเอาเรื่องส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว และตัดสินใจประกาศลาออกเพื่อเปิดทางให้เลือกผู้นำพรรคคนใหม่” พิธาให้สัมภาษณ์เมื่อ 16 ก.ย.
อย่างไรก็ตามภายหลังรัฐสภาโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกฯ คนที่ 30 ได้ 3 วัน พิธาเคยบอกว่า “ไม่ต้องการตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน”
“ผมไม่คิดว่าประชาชนเลือกผมมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ฉะนั้นคิดว่าไม่ได้เป็นตำแหน่งที่เราต้องการ เราต้องเตรียมตัวเพื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป น่าจะเป็นในมุมมองนั้นมากกว่า โดยจะเป็นบทบาทของพรรคก้าวไกล และบทบาทของผมในฐานะผู้นำพรรค” หัวหน้าพรรค 14 ล้านเสียงกล่าวเมื่อ 25 ส.ค.
แต่ต่อมา มีการหารือในหมู่คณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และ สส. ของพรรค เห็นว่า บทบาทผู้นำฝ่ายค้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบรัฐสภา เปรียบเสมือน “หัวเรือ” ที่กำกับทิศทางการทำหน้าที่ในสภาของฝ่ายค้านในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล พิธาจึงสละเก้าอี้หัวหน้าพรรค เพื่อเปิดทางให้เลือกผู้นำพรรคคนใหม่ที่สามารถทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาได้อย่างสมบูรณ์
รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 106 ระบุว่า “ภายหลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง สส. ผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร...”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาสำคัญอย่างไร
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ผู้นำฝ่ายค้านจะอยู่ในตำแหน่งเท่ากับอายุของสภา เว้นแต่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ
ที่มาที่ไป
ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์รัฐสภาระบุว่า ผู้นำฝ่ายค้านจะเกิดขึ้นในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และมีเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น มักจะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีระบบ 2 พรรคหรือหลายพรรค อังกฤษซึ่งเป็นประเทศต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาให้ความสำคัญกับพรรคฝ่ายค้านเป็นอย่างมาก เทียบเท่ากับพรรคฝ่ายรัฐบาล
ในส่วนของไทย ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเกิดขึ้นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2517 ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวระบุว่า “เราก็รับมาจากแนวของอังกฤษ” จากนั้นมีการบัญญัติเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 2521, 2534, 2540, 2550, 2560
ผู้นำฝ่ายค้านในอดีต
ในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาทั้งสิ้น 9 คน โดยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่งหัวหน้าพรรคเข้ายึดครองเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภามากที่สุด 4 คน ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ (ควม.) บันทึกสถิติเป็นผู้นำฝ่ายค้านมากที่สุด 4 สมัย
1. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พรรคประชาธิปัตย์ 1 สมัย (22 มี.ค. 2518 - 12 ม.ค. 2519)
2. พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร พรรคชาติไทย 2 สมัย (24 พ.ค. 2526-1 พ.ค. 2529 และ 30 ต.ค. 2535-7 พ.ค. 2537 )
3. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่ 4 สมัย (15 พ.ค.-16 มิ.ย. 2535, 26 พ.ย. 2540-2 มิ.ย. 2541, 2 ก.ย. 2541- 27 เม.ย. 2542, 12 พ.ค. 2542-9 พ.ย. 2543)
4. บรรหาร ศิลปอาชา พรรคชาติไทย 1 สมัย (27 พ.ค. 2537-19 พ.ค. 2538)
5. ชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัย (4 ส.ค. 2538-27 ก.ย 2539, 21 ธ.ค. 2539-8 พ.ย. 2540, 11 มี.ค. 2544-3 พ.ค. 2546)
6. บัญญัติ บรรทัดฐาน พรรคประชาธิปัตย์ 1 สมัย (23 พ.ค. 2546-5 ม.ค. 2548)
7. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัย 23 เม.ย. 2548-24 ก.พ. 2549, 27 ก.พ. 2551-17 ธ.ค. 2551, 16 ก.ย. 2554-9 ธ.ค. 2556)
8. สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย 2 สมัย (17 ส.ค. 2562-26 ก.ย. 2563, 6 ธ.ค. 2563-28 ต.ค. 2564)
9. ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย 1 สมัย (23 ธ.ค. 2564-20 มี.ค. 2566)
สำหรับหัวหน้าพรรค ก.ก. คนต่อไป กำลังจะกลายเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาคนที่ 10 ของไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อำนาจหน้าที่
หากถามว่าตำแหน่งนี้สำคัญอย่างไร เชื่อว่าบทบาทของผู้นำฝ่ายค้านที่สังคมจดจำได้น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมนัดสำคัญ ๆ ของสภาล่าง โดยเฉพาะการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาจะรับบท “ผู้อภิปรายเปิด” โดยพูดเป็นคนแรกเพื่อโหมโรง-ฉายภาพรวม-กระตุ้นให้ประชาชนติดตามตอนต่อไป และเป็น “ผู้อภิปรายปิด” ขมวดปมสำคัญ ๆ ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายมาตลอดหลายวันหลายชั่วโมง ทิ้งคำถามคาใจไว้ให้สังคม และขยี้ข้อสังเกตที่เป็นเหตุให้ฝ่ายค้านไม่อาจไว้วางใจรัฐบาลได้
แต่ในระยะหลัง-ในยุคเพื่อไทยตกที่นั่งแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ได้ใช้สูตรให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาอภิปรายเปิด และให้ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา (ประธานวิปฝ่ายค้าน) รับหน้าที่อภิปรายปิด
ทว่าอำนาจหน้าที่สำคัญของผู้นำฝ่ายค้านที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 คือ เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 203) เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 4 องค์กร (มาตรา 217) ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5 จาก 7 คน (อีก 2 คนเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา), ผู้ตรวจการแผ่นดิน 3 คน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 คน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 7 คน
สำหรับคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลซึ่งองค์กรอิสระแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ องค์กรละ 1 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นอกจากนี้ผู้นำฝ่ายค้านในสภายังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วม 5 คน เพื่อวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใดเป็นกฎหมายปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ หรือไม่ ในกรณีที่ ครม. และสมาชิกรัฐสภาเห็นไม่ตรงกัน (มาตรา 270 วรรคสี่)
ขณะที่ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 2562 ข้อ 15 กำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภาเสนอให้ประธานสภาแต่งตั้งประธาน 1 คน และกรรมการวิปฝ่ายค้านไม่เกิน 24 คน
นั่นหมายความว่า หากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา ก็ไม่อาจแต่งตั้งประธานวิปฝ่ายค้านได้ และอาจทำให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ราบรื่น เพราะขาดการประสานงานการประชุมในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อำนาจหน้าที่ของวิปฝ่ายค้านที่ถือปฏิบัติกันมาช้านานในการประชุมสภานัดสำคัญ ๆ คือ เข้าร่วมประชุมกับประธานสภา วิปรัฐบาล และวิปวุฒิ (กรณีประชุมร่วมรัฐสภา) เพื่อกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาญัตติ/ร่างกฎหมายต่าง ๆ จากนั้นก็นำมติกลับมาแจ้งพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดกรอบเวลาในการอภิปรายของแต่ละพรรค พอถึงวันประชุมจริง ก็ทำหน้าที่จัดคิว-ดีลคน-กำกับทิศทางการลงมติของ สส.ฝ่ายค้าน
ดูเหมือนพิธาเองก็ตระหนักในสิ่งนี้ จึงต้องการเปิดทางให้พรรคมีผู้นำคนใหม่ และเปิดทางให้สภามีผู้นำฝ่ายค้าน
แคนดิเดตชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนใหม่
ผลจากการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของพิธา ทำให้ กก.บห. ชุดเดิมต้องพ้นสภาพไปด้วย
พรรค ก.ก. เตรียมจัดประชุมใหญ่วิสามัญเลือก กก.บห. ชุดใหม่ 23 ก.ย. นี้ โดยพิธาแย้มว่า “มีคนเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ 4-5 คน ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาบู๊หรือบุ๋น”
ถึงขณะนี้เริ่มมีรายชื่อผู้บริหารพรรคชุดเดิมที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อ อย่างน้อย 3 คน ปรากฏในโผแคนดิเดตผู้นำพรรคสีส้มคนใหม่ตามการรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยทุกคนทำงานกับพรรคสีส้มมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เรียกว่ามี “ดีเอ็นเออนาคตใหม่/ก้าวไกล” เต็มที่
บีบีซีไทยขอสรุปคุณสมบัติของแคนดิเดตหัวหน้าพรรค ก.ก. คนใหม่ เอาไว้ ดังนี้
- ศิริกัญญา ตันสกุล: อายุ 42 ปี รักษาการรองหัวหน้าพรรค ฝ่ายนโยบาย ซึ่งรับหน้าที่ผู้อภิปรายเปิดนโยบายด้านเศรษฐกิจในระหว่างรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 11-12 ก.ย. และเป็นหนึ่งในทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
- ณัฐวุฒิ บัวประทุม: อายุ 47 ปี รักษาการรองหัวหน้าพรรค ฝ่ายกฎหมาย และมีชื่อติดโผแคนดิเดตรองประธานสภา แต่สุดท้ายไม่ได้รับตำแหน่ง
- ชัยธวัช ตุลาธน: อายุ 44 ปี รักษาการเลขาธิการพรรค ซึ่งรับหน้าที่ผู้อภิปรายเปิดนโยบายการเมืองในระหว่างรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อ 11-12 ก.ย. และเป็นหนึ่งในทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
บรรดาแกนนำพรรค ก.ก. ที่มีชื่อติดโผผู้นำพรรคคนใหม่ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าว บ้างก็แบ่งรับแบ่งสู้ บ้างก็พร้อมตอบรับ
ศิริกัญญากล่าวว่า ส่วนตัวมีความพร้อม แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะมีผู้ถูกเสนอชื่อกี่คน เป็นใครบ้าง รวมถึงจะมีชื่อของเธอหรือไม่ จึงไม่อยากให้รีบเดากันไป ขอให้รอ 23 ก.ย.
อย่างไรก็ตามส่วนตัวของนักการเมืองหญิงรายนี้มองว่าบุคคลที่เหมาะสมที่สุดคือชัยธวัช เพราะอยู่เบื้องหลังงานสภาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พบปะกับพรรคร่วมทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาตลอด
ขณะที่ชัยธวัชบอกผู้สื่อข่าวเพียงว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน ยังชอบเป็นเลขาธิการพรรคอยู่” หลังถูกถามว่าหากที่ประชุมพรรคเห็นชอบ พร้อมทำหน้าที่หัวหน้าพรรคหรือไม่
อนาคตของปดิพัทธ์
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พรรค ก.ก. ถูกสังคมตั้งคำถามว่าจะเลือกอะไร ระหว่างตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภา หรือรองประธานสภาคนที่ 1 ที่ ปดิพัทธ์ สันติภาดา หรือ “หมออ๋อง” สส.พิษณุโลก รั้งเก้าอี้อยู่
ด้วยเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติผู้นำฝ่ายค้านในสภาไว้ว่า 1. ต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส. มากที่สุด 2. ต้องอยู่ในพรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี 3. ต้องอยู่ในพรรคที่ไม่มีประธานหรือรองประธานสภา โดยเงื่อนไขข้อหลังนี้เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าย้อนดูรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ไม่ได้ล็อกเงื่อนไขข้อนี้ไว้
หากก้าวไกลยังส่งเสริมให้ปดิพัทธ์นั่งบนบัลลังก์ในฐานะรองประธานสภาต่อไป หัวหน้าพรรคคนใหม่ก็ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาได้ แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าพรรคอันดับ 1 ของสภาจะยอมทิ้งเก้าอี้รองประธานสภาไปง่าย ๆ

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Padipat Suntiphada
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตสมาชิกพรรคเสรีรวมไทย (สร.) วิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กของเขาว่า พรรค ก.ก. อาจใช้วิธีลงมติไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วม สส. กับ กก.บห.พรรค ขับปดิพัทธ์พ้นพรรค ทำให้หมออ๋องต้องหาพรรคใหม่ใน 30 วัน เช่น ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม (ปธ.) เพื่อรักษาสมาชิกภาพ สส. และคงตำแหน่งรองประธานสภาได้
“สรุปได้ทั้งรองประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภา จำนวน สส. ฝ่ายค้านเท่าเดิม พรรคเป็นธรรม มี สส. เพิ่มขึ้นอีกคน” นายสมชัยระบุ และเรียกคนวางแผนนี้ว่า “ยิ่งกว่าชั้นเซียนเหยียบเมฆ”
ข้อวิเคราะห์ของสมชัย ทำให้พรรค ก.ก. ถูกวิจารณ์เรื่องการทำงานการเมืองแบบไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งผิดไปจากวิถีของชาวก้าวไกล โดยใช้แผน “ฝากเลี้ยง” สส. และการใช้ “เล่ห์เหลี่ยมทุกดอก” เพื่อยึด-ยื้อ-รักษาอำนาจไว้ทั้ง 2 เก้าอี้
ทั้งพิธา-ชัยธวัช-ศิริกัญญา ไม่ได้ปฏิเสธข้อวิเคราะห์ของสมชัยเสียทีเดียว โดยบอกเพียงว่า ต้องรอตัดสินใจของ กก.บห. ชุดใหม่
“ไม่ได้เป็นเรื่องเล่ห์เหลี่ยมหรืออะไร มันเป็นเรื่องที่กฎกติกาบิดเบี้ยวจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดมาไว้อย่างนั้น เราตัดสินใจตามกฎกติกาที่มันมีอยู่ ณ ตอนนั้น ตามมาตรา 106 ผมต้องลาออก จบแค่นั้น อีกส่วนคืออย่าเพิ่งอนุมานไปไกล ลองฟังเหตุผลฟังความจำเป็น ในเมื่อสภาวะเป็นแบบนี้ เลยต้องเลือกบริหารจัดการแบบนี้ อย่างน้อยก็ตรงไปตรงมากับประชาชน อย่าเพิ่งคิดไปไกล” พิธา รักษาการหัวหน้าพรรค ก.ก. กล่าว
ด้านปดิพัทธ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ที่พรรค ก.ก. จะขับเขาพ้นพรรคเพื่อให้ได้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน โดยที่เขาก็ยังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาต่อไป โดยระบุว่า “ประเทศไทยมีข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่ประเทศอื่นไม่มี ผมได้รับเลือกตั้ง และได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นรองประธานสภา ไม่ควรมีข้อจำกัดให้มาบีบให้เราต้องทำอะไรที่ไม่ตรงไปตรงมา ถ้าข้อจำกัดมีแบบนั้น และทางพรรคเห็นสมควรอย่างไร ก็เป็นเรื่องของพรรค ผมก็ทำงานของผมเต็มที่”
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ตอบคำถามเรื่องอนาคตตัวเองชัดเจน โดยขอรอดูมติพรรค และพูดุยกับ กก.บห. ชุดใหม่ก่อน
ปัจจุบัน ปดิพัทธ์ ในฐานะรองประธานสภาคนที่ 1 ได้รับมอบหมายจากประธานสภาให้ดูแลงานที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย และการจัดระเบียบวาระการประชุมสภาที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย
นี่ถือเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในการบรรจุหรือไม่บรรจุร่างกฎหมายต่าง ๆ และน่าจะเป็นเหตุผลที่พรรค ก.ก. นำใช้อธิบายได้ว่าทำไมถึงปล่อยเก้าอี้นี้ให้หลุดมือไปไม่ได้











