เปิดบัญชีผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ของพรรคหลัก

ภาพจับเบอร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ นำทีมยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และร่วมลุ้นผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งจะใช้เป็นเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น "เบอร์พรรค"

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้วันที่ 28-31 ธ.ค. เป็นวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และวันแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาเวลา 12.00 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แถลงภาพรวมตลอดครึ่งวันเช้าว่า มี 52 พรรคการเมืองยื่นบัญชีผู้สมัคร สส.ปารตี้ลิสต์ ซี่งมาถึงก่อนเวลา 08.30 น. จึงถือว่า "มาพร้อมกัน" ทำให้ต้องจับสลากลำดับในการจับสลากหมายเลขพรรค โดยหลังจากนี้หากมีพรรคการเมืองใดมาสมัคร สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเติม ก็จะเรียงลำดับหมายเลขผู้สมัครต่อจากภาคเช้าต่อไป

ขณะเดียวกัน มีพรรคการเมือง 32 พรรคได้แจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองมีมติจะเสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี รวม 68 รายชื่อ ทว่า กกต. ไม่มีอำนาจตรวจสอบคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่ผู้เสนอตัวต้องทำตัวเองให้มีคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

แคนดิเดตนายกฯ จองปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

บัญชีแคนดิเดตนายกฯ ที่แต่ละพรรคนำมายื่นต่อ กกต. ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่มีการเปิดตัวต่อสาธารณะก่อนหน้านี้

บีบีซีไทยพบว่า แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ของพรรคการเมืองหลัก เกือบทุกคนลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ด้วย อาทิ

  • พรรคประชาชน (ปชน.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1), น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 2), และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3)
  • พรรคเพื่อไทย (พท.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1), นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 2), และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3)
  • พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1) ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ไม่ได้ลงสมัคร สส.
  • พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1) นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3), และดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4)
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1), นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3), นายนราพัฒน์ แก้วทอง แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4)
  • พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ เพียงหนึ่งเดียวของพรรค ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1

ทว่าแคนดิเดตจากบางพรรคก็เลือกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งสมัครกันไปแล้วเมื่อวาน (27 ธ.ค.) เช่น น.ส.ตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตเพียงคนเดียวของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงสมัคร สส.สระแก้ว

เบอร์พรรคที่ใช้กา สส.ปาร์ตี้ลิสต์

ส่วนผลการจับสลากหมายเลขผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ของ 52 พรรคที่เดินทางมาถึงสถานที่รับสมัครก่อนเวลา 08.30 น. และได้สิทธิร่วมจับสลากกับพรรคอื่น ๆ ปรากฏว่า พรรคหลักที่จับสลากได้เลขหลักเดียว มีเพียงพรรค รทสช. เบอร์ 6 และพรรค พท. เบอร์ 9

ส่วนที่เหลือได้เลขสองหลักทั้งสิ้น อาทิ พรรค ปชป. เบอร์ 27, พรรค ภท. เบอร์ 37, พรรค กธ. เบอร์ 42, พรรค ปชน. เบอร์ 46

กราฟิก1
กราฟิก 2

ส่วนพรรคอื่น ๆ เรียงตามลำดับ ประกอบด้วย

เบอร์ 1 พรรคไทยทรัพย์ทวี, เบอร์ 2 พรรคเพื่อชาติไทย, เบอร์ 3 พรรคใหม่, เบอร์ 4 พรรคมิติใหม่, เบอร์ 5 พรรครวมใจไทย, เบอร์ 8 พรรคประชาธิปไตยใหม่, เบอร์ 10 พรรคทางเลือกใหม่, เบอร์ 12 พรรคเสรีรวมไทย, เบอร์ 13 พรรครวมพลังประชาชน, เบอร์ 14 พรรคท้องที่ไทย, เบอร์ 15 พรรคอนาคตไทย, เบอร์ 16 พรรคพลังเพื่อไทย, เบอร์ 17 พรรคไทยชนะ, เบอร์ 18 พรรคพลังสังคมใหม่, เบอร์ 19 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย, เบอร์ 20 พรรคฟิวชั่น, เบอร์ 21 พรรคไทยรวมพลัง, เบอร์ 22 พรรคก้าวอิสระ, เบอร์ 23 พรรคปวงชนไทย, เบอร์ 24 พรรควิชั่นใหม่, เบอร์ 25 พรรคเพื่อชีวิตใหม่, เบอร์ 26 พรรคคลองไทย, เบอร์ 28 พรรคไทยก้าวหน้า, เบอร์ 30 พรรคแรงงานสร้างชาติ, เบอร์ 31 พรรคประชากรไทย, เบอร์ 32 พรรคครูไทยเพื่อประชาชน, เบอร์ 34 พรรคสร้างอนาคตไทย, เบอร์ 36 พรรคไทยพร้อม, เบอร์ 38 พรรคพลังธรรมใหม่, เบอร์ 39 พรรคกรีน, เบอร์ 40 พรรคไทยธรรม, เบอร์ 41 พรรคแผ่นดินธรรม, เบอร์ 44 พรรคโอกาสใหม่, เบอร์ 47 พรรคประชาไทย, เบอร์ 49 พรรคไทยก้าวใหม่, เบอร์ 50 พรรคประชาอาสาชาติ, เบอร์ 51 พรรคพร้อม, และเบอร์ 52 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย

สำหรับพรรคที่ส่ง สส.บัญชีรายชื่อเต็มบัญชี 100 คนคือ พรรค พท., พรรค กธ. ขณะที่พรรค ปชน. ส่ง 99 คน, พรรค ภท. และพรรค ปชป. ส่ง 98 คน ขณะที่พรรค พปชร. ส่ง 35 คน, พรรค ทกม. 60 คน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครวมไทยสร้างชาติ จับเบอร์เป็นคนสุดท้ายและคว้าเลขหลักเดียวมาให้พรรค

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครวมไทยสร้างชาติ จับเบอร์เป็นคนสุดท้ายและคว้าเลขหลักเดียวมาให้พรรค

หัวหน้าพรรคการเมืองคิดอย่างไรกับ "เบอร์พรรค" ที่จับได้

หลังจับสลากเบอร์พรรคเสร็จสิ้น นายอนุทินให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยก็จับได้เลขสองหลัก ตนเองจึงเห็นว่าครั้งนี้จับได้เลขสองหลักอีกครั้งก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นอุปสรรคต่อการหาเสียง เพราะพรรคมุ่งนำเสนอนโยบายด้วยความมั่นใจในผลงาน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าเลข 37 ภูมิใจไทยเด็ดตรงไหน เขาตอบว่า "เด็ดตรงหนู"

ส่วนนายยศชนันจากพรรคเพื่อไทยบอกว่าพอใจที่พรรคสามารถจับได้เบอร์หลักเดียว ถือเป็นจุดได้เปรียบในการหาเสียง แต่ก็บอกด้วยว่าทุกเลขเป็นเลขที่ดีหมด

ขณะที่นายสุริยะบอกว่าในปี 2548 พรรคเพื่อไทยก็จับได้หมายเลข 9 ด้วยเช่นกัน และได้ สส.มาทั้งหมด 333 คน ก็หวังว่าในครั้งนี้เบอร์ 9 จะทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งอย่างแลนด์สไลด์

ด้านนายอภิสิทธิ์จากพรรคประชาธิปัตย์พอใจกับเบอร์ 27 โดยบอกกับสื่อว่าตนเองสมพงศ์กับเลขนี้ เพราะได้เป็น สส. เมื่อมีอายุ 27 ปี และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 มาแล้ว

"สภาฯ ชุดนี้ที่เลือกกันอยู่ก็ชุดที่ 27" แคนดิเดตจาก ปชป. กล่าว

ส่วน ร.อ.ธรรมนัส บอกว่าไม่หนักใจที่พรรคกล้าธรรมจับได้เบอร์ 42 ซึ่งเป็นเลขสองหลัก แต่ขอไปคิดมุกทำมือสัญลักษณ์หาเสียงก่อน พร้อมกับยืนยันว่า กธ. จะเริ่มลุยหาเสียงตั้งแต่วันนี้

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัตและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค จับได้เบอร์ 7 ยอมรับว่าเลขตัวเดียวทำให้ประชาชนจดจำได้ง่ายขึ้น แต่ทุกเบอร์ที่แต่ละพรรคจับกันไปก็มีความหมายเหมือนกันกัน เป็นโอกาสสำหรับพัฒนาชาติเช่นกัน

ด้านนายณัฐพงษ์จากพรรคประชาชนเชื่อว่าประชาชนพร้อมที่จะเลือกเบอร์ 46 และการเลือกตั้งครั้งนี้จะอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน เพราะเป็นการเลือกตั้งตัดสินชะตาอนาคตของประเทศ

"เชื่อว่าการลงพื้นที่อย่างหนักหลังจากนี้จะทำให้ประชาชนรับรู้นโยบายและหมายเลขของเรา" แคนดิเดตจาก ปชน. กล่าว

น.ส.ศิริกัญญาเสริมว่าสามารถพูดได้เหมือนกับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาว่า "เบอร์อะไรไม่ต้องจำ จำแค่สามเหลี่ยมหัวกลับ" ซึ่งเป็นโลโก้ของ ปชน. ก็พอ

ใครอยู่ตรงไหนในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของภูมิใจไทย

นอกจากแต่ละพรรคต้อง "ลุ้นเบอร์" ปาร์ตี้ลิสต์ที่หัวหน้าพรรค/แกนนำพรรคจะจับสลากได้ในวันนี้ (28 ธ.ค.) บรรดาผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ยังต้อง "ลุ้นลำดับ" ที่ตัวเองจะได้อยู่ในบัญชี เพราะนั่นหมายถึงโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ในสภา

บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคที่ถูกจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งดูด-ดึงนักการเมืองต่างค่ายเข้าสังกัดเป็นจำนวนมาก จน "หัวหน้ามุ้ง" "หัวหน้าบ้านใหญ่" บางส่วนอาจต้องอยู่ในลำดับที่ไม่ปลอดภัยนัก

สำหรับรายชื่อที่น่าสนใจมี ดังนี้

กลุ่มคนเก่าแก่-เลือดแท้พรรค ภท.

  • ลำดับที่ 1 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค, นายกฯ
  • ลำดับที่ 2 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, รมว.ดีอีเอส, บุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" (ครั้งก่อนเป็น สส.บุรีรัมย์)
  • ลำดับที่ 5 น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม บุตรสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง "บ้านใหญ่อุทัยธานี"
  • ลำดับที่ 6 นายชลัฐ รัชกิจประการ กรรมการบริหารพรรค, บุตรชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ (ครั้งก่อนอยู่ลำดับที่ 4)
  • ลำดับที่ 8 น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี เหรัญญิกพรรค, รมว.การอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบสนาม กทม. (ครั้งก่อนอยู่ลำดับที่ 10)
  • ลำดับที่ 10 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายทะเบียนพรรค, เลขาธิการนายกฯ จาก "บ้านใหญ่ศรีสะเกษ" (ครั้งก่อนอยู่ลำดับที่ 9)
  • ลำดับที่ 15 นายศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายพรรค (ครั้งก่อนอยู่ลำดับที่ 8)
  • ลำดับที่ 22 นายพิบูลย์ รัชกิจประการ น้องชายนายพิพัฒน์ (ครั้งก่อนเป็น สส.สตูล)
  • ลำดับที่ 95 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย สาย "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" (ครั้งก่อนอยู่ลำดับที่ 3)
  • ลำดับที่ 96 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ, แกนนำกลุ่มราชบุรี
  • ลำดับที่ 98 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (ครั้งก่อนเป็น สส.พระนครศรีอยุธยา)
ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

กลุ่มบิ๊กเนมย้ายค่าย-บ้านใหญ่ย้ายพรรค

อดีตพรรคชาติไทยพัฒนา

  • ลำดับที่ 3 นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา "บ้านใหญ่สุพรรณบุรี"
  • ลำดับที่ 16 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ "บ้านใหญ่นครปฐม"
  • ลำดับที่ 20 นายนิกร จำนง มือกฎหมายและคนเก่าคนแก่ของพรรค

อดีตพรรคพลังประชารัฐ

  • ลำดับที่ 4 นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ "บ้านใหญ่เพชรบูรณ์"
  • ลำดับที่ 97 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชายนายสันติ

อดีตพรรครวมไทยสร้างชาติ

  • ลำดับที่ 7 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ รับผิดชอบสนาม กทม.
  • ลำดับที่ 9 นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ
  • ลำดับที่ 18 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตแกนนำ "กลุ่ม 16"

อดีตพรรคประชาธิปัตย์

  • ลำดับที่ 12 นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ อดีต สส.พัทลุง และรองโฆษกพรรค ปชป.

กลุ่มผู้ถูกสอบ "คดี 44 สส." ปรากฏในบัญชี 12 คน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ อยู่ในรายชื่อ 12 ผู้สมัคร ที่อยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ อยู่ในรายชื่อ 12 ผู้สมัคร ที่อยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ด้านพรรค ปชน. มี 12 ผู้สมัคร ที่อยู่ระหว่างถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อครั้งเป็น สส.ก้าวไกล หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีอดีต 44 สส." อยู่ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคด้วย

  • ลำดับที่ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ
  • ลำดับที่ 2 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ
  • ลำดับที่ 8 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค
  • ลำดับที่ 10 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • ลำดับที่ 13 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค และอดีตประธานวิปฝ่ายค้าน
  • ลำดับที่ 14 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนพรรค
  • ลำดับที่ 16 นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค
  • ลำดับที่ 20 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ (ครั้งก่อนเป็น สส.กทม.)
  • ลำดับที่ 96 นายวรภพ วิริยะโรจน์
  • ลำดับที่ 97 นายนิติพล ผิวเหมาะ
  • ลำดับที่ 98 นายคำพอง เทพาคำ
  • ลำดับที่ 99 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค

เซฟโซนของแต่ละพรรค

แกนนำพรรคการเมืองต่าง ๆ ออกมาประกาศ "ที่นั่งเป้าหมาย" ในวันแรกของการยื่นสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยส่วนใหญ่ใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่าเดิม" แต่ลำดับที่ปลอดภัย หรือที่เรียกกันว่า "เซฟโซน" ซึ่งถูกพูดถึงในหมู่คนการเมืองน้อยกว่าเลขที่ประกาศมาก

ในการเลือกตั้ง 2566 มี 17 พรรคการเมืองที่มี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จำนวนตั้งแต่ 1-39 คน โดยมีอยู่ 11 พรรคที่มีปาร์ตี้ลิสต์คนเดียว ทั้งนี้ สัดส่วนคะแนนต่อ สส. 1 คนอยู่ที่ 375,226 คะแนน จากจำนวนผู้ลงคะแนนเลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้งประเทศ 31,522,698 คะแนน

บีบีซีไทยขอเทียบจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อเมื่อปี 2566 กับเป้าหมายปาร์ตี้ลิสต์ในปี 2569 และ "ลำดับที่ปลอดภัย" ซึ่งถูกพูดถึงในหมู่ผู้สมัครของพรรคหลัก

พรรคประชาชน

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 39 คน (ก้าวไกล)
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 35-40

พรรคเพื่อไทย

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 29 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 20-25

พรรครวมไทยสร้างชาติ

  • สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 13 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 3-7

พรรคภูมิใจไทย

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 10-15

พรรคประชาธิปัตย์

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 3 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 10

พรรคประชาชาติ

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 2 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 1

พรรคพลังประชารัฐ

  • - เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน
  • - ลำดับที่ปลอดภัยคือ (ไม่มี)

พรรคไทยสร้างไทย

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 1 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 1 คน

พรรคกล้าธรรม

  • เดิมมี สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 0 คน
  • ลำดับที่ปลอดภัยคือ 3-4 คน

แต่ละพรรคตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร

ในช่วงเช้าก่อนการเข้ารับสมัครบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความคาดหวังและเป้าหมายในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมไปจนถึงข้อจำกัดในการจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอีกด้วย

พรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าตั้งเป้าจำนวน สส. ไว้สูงสุด "เพื่อทำให้พรรคประชาชนมีความเข้มแข็งมากพอในการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ทำให้เราต้องถูกฉีกสัญญาอีกต่อไป"

เขากล่าวต่อว่า 14 ล้านเสียงที่ได้มาในสมัยพรรคก้าวไกลไม่ได้สร้างความกดดันให้กับ ปชน. เพราะหากดูตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่เป็นต้นมา พรรคก็ทำจำนวน สส. ได้มากกว่าเป้าที่หลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้เสมอ

"ครั้งนี้มีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราได้คะแนนเสียงมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่ว่าเราไม่เคยดูถูกคะแนนเสียงของประชาชน เพราะว่าไม่มีพรรคการเมืองใดเป็นเจ้าของเสียงของประชาชนตลอดไป" หัวหน้า ปชน. กล่าว

ในส่วนของการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในอนาคตนั้น นายณัฐพงษ์บอกว่าขึ้นอยู่กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า ภท. ว่ารับเงื่อนไขและนโยบายของ ปชน. ได้หรือเปล่า

"อย่าลืมว่าที่ผ่านมาคือนายอนุทินเองที่ตั้งเงื่อนไขโดยบิดเบือนคำพูดที่ผมพูดไว้บนเวทีดีเบต" นายณัฐพงษ์กล่าวถึงประเด็นที่ตนเองกล่าวบนเวทีดีเบตของไทยรัฐทีวีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่าเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมที่รวมคดี ม.112 เข้าไปด้วย จนหัวหน้า ภท. ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ว่า ภท. จะไม่ร่วมรัฐบาลกับ ปชน. ซึ่งมีนโยบายแก้ไข ม.112

ในเวลาต่อมา นายณัฐพงษ์ปฏิเสธว่าไม่มีนโยบายแก้ไข ม.112 ในการหาเสียงครั้งนี้ อันเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายอนุทินกล่าวว่า "ขอบคุณ" และถือเป็นเรื่องที่ให้ความสบายใจกับประชาชน

หัวหน้า ปชน. กล่าวต่อว่าทางพรรคตั้งเงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาลไว้ชัดเจนมากว่ารัฐมนตรีหรือผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ในอนาคตจะต้องไม่มีประวัติพัวพันกับเรื่องสีเทา ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด บ่อนพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย ไปจนถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ เนื่องจากพรรคมองว่ามาตรฐานทางด้านการเมืองต้องสูงกว่ามาตรฐานด้านกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องรอหลักฐานหรือรอจนกว่าคดีถึงที่สุด ดังนั้นผู้ถูกกล่าวหาควรรับผิดชอบด้วยการออกจากอำนาจหรือลาออกจากตำแหน่งได้เลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงยืนยันว่าจะไม่มี สส. ของ ปชน. คนใดยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงแคนดิเดตคนอื่น ๆ จาก ภท. ตามเงื่อนไขดังกล่าว

(จากซ้ายไปขวา) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 2), นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1), และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, (จากซ้ายไปขวา) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 2), นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1), และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 (ลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 3)

เมื่อสื่อสอบถามว่า ปชน. จะไม่ยื่นแก้ ม.112 หากตนเองขึ้นเป็นรัฐบาลจริงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่าในเมื่อนโยบายนี้ไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรค ดังนั้นจะไม่เป็นนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงไว้ต่อรัฐสภาแน่นอน

ส่วนการแก้ไขกฎหมายนี้ในอนาคตผ่านการดำเนินการของพรรคเองนั้น เขาบอกว่า "ขึ้นอยู่กับสังคมตกผลึกร่วมกันหรือยังว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนมายังพรรคประชาชน ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่จะเข้าคูหาโหวตให้พรรควันที่ 8 ก.พ. นี้ รู้ดีว่าจุดยืนของพรรคคืออะไร"

แคนดิเดตนายกัฐมนตรีอันดับ 1 ของ ปชน. กล่าวต่อว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองควรรวมทุกกลุ่ม เพราะวัตถุประสงค์ของการนิรโทษกรรมคือการหาทางออกให้กับสังคม ดังนั้นหากมีแค่คนบางกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรม ขณะที่คนบางกลุ่มไม่ได้ มันก็ไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมเดินหน้าต่อไม่ได้

สำหรับรายชื่อ สส. แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตีลิสต์ทั้ง 100 คน ของ ปชน. นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า "มีเซอร์ไพรส์" ทุกรายชื่อแน่นอน ส่วนหน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ ปชน. นั้น มีบางส่วนอยู่ในฝ่ายบริหารและบางส่วนอยู่ในบัญชีรายชื่อ

เขากล่าวต่อว่า หาก ปชน. ได้เป็นรัฐบาลก็เป็น "สปิริต" ของผู้แทนที่มาจากพรรคว่าจะลาออกจากการเป็น สส. หรือไม่ หากได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ก็มีการคิดไว้แล้วว่าจะมีการออกจากบัญชีรายชื่อเพื่อให้การทำงานทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่เข้าชื่อแก้ไข ม.112 และอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากมีมติในอนาคตออกมาว่าผิดจริยธรรม จะทำให้ สส.ของพรรคประชาชนมีจำนวนน้อยลงได้นั้น

หัวหน้า ปชน. กล่าวว่าทางพรรคมีการบริหารความเสี่ยงไว้หมดแล้ว และกล่าวต่อว่า "นอกจากตัวคดี 44 สส. แล้ว ยังรวมถึงคดีอื่น ๆ ที่ทางผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตอาจจะเคยแสดงความคิดความเห็นแล้วโดนกระบวนการนิติสงคราม" โดยทางพรรคโยกบางคนมาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อแทน

"ถ้ามีเหตุหรืออุบัติเหตุทางการเมืองใด ๆ สามารถลาออกจากบัญชีรายชื่อเพื่อขยับอันดับขึ้นมาได้ ผมจึงอยากจะให้ความมั่นใจต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่จะกาให้พรรคประชาชนว่าไม่ต้องมีความกังวลในส่วนนี้" นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคฯ ว่า รู้สึกพร้อม[ในการเลือกตั้ง] ไม่ว่าจะได้หมายเลขใด ๆ ถ้าชาวบ้านตั้งใจจะเลือกก็ไม่น่าจะลืมหมายเลขเราแน่นอน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยว่า รู้สึกพร้อม[ในการเลือกตั้ง] ไม่ว่าจะได้หมายเลขใด ๆ ถ้าชาวบ้านตั้งใจจะเลือกก็ไม่น่าจะลืมหมายเลขเราแน่นอน

พรรคภูมิใจไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวกับสื่อมวลชนก่อนเข้าไปยังศูนย์ประชุมวายุภักษ์ว่า เวลาเลือกตั้งจะต้องดูผลของการเลือกตั้งก่อนเป็นหลัก เพราะเราจะนำการตัดสินใจของประชาชนเพื่อมาหาแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลหรือว่าจะต้องเป็นฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลแล้วมีความมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีอีก นายอนุทินกล่าวว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ พรรคภูมิใจไทยถึงต้องมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมากกว่าหนึ่งคน สมัยก่อนมีแค่หนึ่งคน ครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

ส่วนความคาดหวังต่อจำนวนที่นั่ง สส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมองว่า มีความมั่นใจที่จะได้จำนวนที่นั่ง สส. มากกว่าเดิม

ก่อนหน้านั้น นายอนุทินให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ที่ทำการพรรคฯ ว่า รู้สึกพร้อม[ในการเลือกตั้ง] ไม่ว่าจะได้หมายเลขใด ๆ ถ้าชาวบ้านตั้งใจจะเลือกก็ไม่น่าจะลืมหมายเลขเราแน่นอน

เมื่อผู้สือข่าวสอบถามว่า ในวันนี้จะได้พบกับคู่แข่งทางการเมืองครั้งแรกรู้สึกกลัวหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า กลัวว่าพรรคภูมิใจไทย ทำงานไม่เต็มที่

พรรคเพื่อไทย

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) และผู้อำนวยการ (ผอ.) การเลือกตั้งของพรรค มั่นใจว่า พท. จะได้ สส. เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยทางพรรคจะทยอยเปิดตัวนโยบายต่าง ๆ ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเขาเชื่อว่าประชาชนจะชอบในสิ่งที่พรรคจะทำแน่นอน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พท. บอกว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งนโยบายที่เน้นไปยังกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นความหวังของประเทศ ตามมาด้วยกลุ่มคนทำงานที่ทางพรรคต้องการสร้างโอกาส ลดรายจ่าย และสร้างรายได้ รวมถึงมีนโยบายดูแลกลุ่มคนผู้สูงอายุและคนวัยเกษียณ

เขากล่าวต่อว่าส่วนเรื่องความเท่าเทียมกันจะทำผ่านนโยบายการศึกษาและสาธารณสุข ยกตัวอย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค (หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า) ที่ พท. เป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายใช้ระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีมาขจัดภัยคุกคามภายนอกและภายใน

นายสุริยะเสริมว่าตั้งแต่พรรคเปิดตัว นายยศชนัน เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของ พท. เขาเห็นว่ากระแสนิยมของพรรคกระเตื้องขึ้นมา

"ท่านได้ไปออกรายการต่าง ๆ ปรากฏว่าผู้สมัคร สส. ของพรรคเพื่อไทยต่างคนต่างแย่งตัวกัน บอกว่าชาวบ้านอยากเห็น ผมคิดว่าช่วงนี้อาจารย์เชน (ยศชนันท์) อาจต้องฟิตร่างกายให้แข็งแรง เพราะต้องลงไปพื้นที่" ผอ.การเลือกตั้งของ พท. กล่าว

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้า พท. และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค บอกว่าไม่อยากให้โฟกัสว่าพรรคไหนจะจับมือกับใครเป็นหลัก

"อย่าดูถูกประชาชน ให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินการเลือกตั้งจากนโยบาย จากตัวบุคลากรที่เขารักที่เขาชอบ และพรรคการเมืองที่เขาเชื่อมั่น" หัวหน้า พท. กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

"ไปตัดสินคนอื่นในตอนนี้คงยังไม่ได้ เพราะอย่างที่อาจารย์เชนบอก พี่น้องประชาชนไม่มีเทานะครับ ทุกคะแนนที่พี่น้องเลือกมาเราต้องเคารพ" นายจุลพันธ์ย้ำกับสื่อมวลชน

หัวหน้าพรรค พท. บอกว่าพรรคไม่มีข้อจำกัดว่าจะจับหรือไม่จับมือกับใคร แต่มั่นใจว่า พท. จะเดินหน้าสู่การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้ที่จะมาเข้าร่วมรัฐบาลกับ พท. ต้องศึกษาทำความเข้าใจนโยบายของ พท. มาก่อน และสามารถทำงานตามนโยบายของรัฐบาลที่มี พท. เป็นแกนนำได้

"ครั้งที่แล้วเราอาจจะเจอบทเรียนกับการเจอพรรคร่วมที่ไม่สอดประสานนักในบางจุด ก็อยากฝากทุกพรรคการเมือง มีเวลาก็หยิบนโยบายเพื่อไทยไปศึกษาดู ในอนาคตถ้าพรรคตั้งรัฐบาล จะได้มาคุยกันในรายละเอียดว่าพร้อมจะทำงานกับเราหรือไม่" เขากล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่า พท. ยึดมั่นในหลักการว่าพรรคอันดับ 1 มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อนมาโดยตลอด เช่นในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็ให้พรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคที่ได้อันดับ 1 ในขณะนั้นจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อทำไม่ได้ พท. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ก็ดำเนินการต่อ

"ไม่มีนะครับที่เป็นพรรคอันดับ 1 แล้วทุกคนต้องยกมือให้ เป็นความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตยที่คลาดเคลื่อน เราก็ต้องมานั่งคุยกันว่านโยบายไปด้วยกันได้ไหม จะมาเป็นรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทยหรือไม่ แค่นั้นเอง"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรค

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรคฯ

พรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของพรรค บอกพรรคมีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคคลที่อาสามาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้แก่ตัวเขาเอง, นายกรณ์ จาติกวณิช, และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ไปจนถึงถึงนโยบายต่าง ๆ

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าอยากได้เบอร์ไหน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า "อยากได้เบอร์ที่ประชาชนเลือก" ไม่ติดว่าเป็นเบอร์อะไร ขอให้ประชาชนจำได้ เลือกได้ก็พอ โดยในครั้งนี้พรรคส่งผู้สมัครลงครบทุกเขต

เขากล่าวต่อว่าในวันพรุ่งนี้ (29 ธ.ค.) เวลาประมาณ 10.00 น. แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ ปชป. ทั้งสามคนจะแถลงที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า "ไทยหายจนได้ จากคนที่ทำเป็น" โดยทางพรรคจะเปิดเผยนโยบายและแนวคิดต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาในทุกมิติ

"ถ้าเราปล่อยให้การเลือกตั้งทุก 4 ปี หรือทุกครั้งที่มีการยุบสภา คุยกันแค่เรื่องเฉพาะหน้า ประเทศไทยก็จะเป็นแบบที่เป็นอยู่ ทุกคนก็เดือดร้อน ทุกคนก็ต้องทน ฉะนั้นสิ่งแรกที่เราทำก็คือในวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เราจำเป็นต้องร่วมมือกันทำ ซึ่งอาศัยเครื่องมือไม่กี่ตัว แต่ที่สำคัญคือต้องมีบ้านเมืองที่สุจริต"

หัวหน้า ปชป.​กล่าวต่อว่านโยบายของพรรคครั้งนี้มีตั้งแต่การดูแลหนี้สิน ค่าครองชีพ สวัสดิการต่าง ๆ ไปจนถึงการดูแลกลุ่มเปราะบาง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเติบโตได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพูดถึงอุตสาหกรรมใหม่ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแบบใหม่ และการปรับบทบาทของภาครัฐทั้งหมด

สำหรับจุดยืนว่าจับกับพรรคไหนได้บ้าง นายอภิสิทธิ์มองว่าตนเองชัดเจนมาตลอดว่าไม่จับมือกับพรรคการเมืองสีเทาอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า จะร่วมกับพรรคการเมืองที่สามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนต่อไปข้างหน้าได้และสามารถที่จะเอานโยบายของพรรคประชาชาติเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลต่อไป

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า จะร่วมกับพรรคการเมืองที่สามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนต่อไปข้างหน้าได้และสามารถที่จะเอานโยบายของพรรคประชาชาติเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลต่อไป

พรรคประชาชาติ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนที่จะเข้าไปสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อว่า "ที่จริงเราก็อยากจะได้[จำนวน สส.]ให้มากกว่าเดิม แต่ว่าทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน อย่าไปตั้งเป้าเท่านั้นเท่านี้ เท่ากับว่าเราไม่รอฟังพี่น้องประชาชน เราต้องให้การตัดสินใจเป็นของประชาชน และเรามีความเชื่อมั่นว่าเราจะต้องโตกว่าเดิมอย่างน้อยสองเท่า แต่ในพื้นที่ที่ไม่กว้างนัก

หัวหน้าพรรคประชาชาชาติกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ที่พรรคฯ ได้เข้าร่วมรัฐบาล โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ขยันขันแข็งและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และมีจุดยืนที่ชัดเจน

"สมาชิกของเรามีจำนวนไม่มาก แต่ทุกคนก็ทำงานในสภาอย่างเต็มที่ เสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนหลายฉบับด้วยกัน" นายวันมูหะมัดนอร์

เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมือง นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า จะร่วมกับพรรคการเมืองที่สามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนต่อไปข้างหน้าได้และสามารถที่จะเอานโยบายของพรรคประชาชาติเข้าไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลต่อไป

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถระบุได้ว่าจะจับมือทางการเมืองกับพรรคการเมืองใดในขณะนี้ ต้องพิจารณาถึงตัวเลขคะแนนของพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งที่ประชาชนตัดสินใจให้แล้ว

"เราไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเอง ต้องเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งเป็นคนจัดตั้งรัฐบาล แต่เรามีความเชื่อมั่นว่า พรรคไหนที่เป็นรัฐบาล ถ้าเป็นพรรคที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ และสามารถทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้ มีนโยบายที่ดีที่จะแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะขณะนี้ที่ประเทศของเรามีปัญหามากที่สุดคือ เรื่องปากท้องของประชาชน พรรคไหนที่ทำงานเพื่อแก้เศรษฐกิจปากท้องความทุกข์ยากลำบากของประชาชนในยุคนี้ได้ ก็พรรคนั้นก็น่าจะได้รับความไว้วางใจของประชาชน พรรคประชาชาติก็ยินดีที่จะไปร่วมเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ความถูกต้องของการเมืองไทยในอนาคตได้ครับ" กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับพรรคประชาชาติส่งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสองคนคือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นลำดับที่ 1 ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นอันดับที่ 2

พรรครวมไทยสร้างชาติ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคบอกว่ามีความมั่นใจในรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคทุกคน โดยเขาคัดสรรจากความสามารถ เพื่อเข้ามาจัดการปัญหาภัยความมั่นคง ทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหานี้สิน ต้นทุนการเกษตร ดูแลผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของสังคม

สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินซึ่งมักมีข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐนั้น นายพีระพันธุ์บอกว่าทางพรรคเสนอให้มี "ศาลพิเศษ" เพื่อเร่งรัดข้อพิพาทและสามารถชี้ขาดกรณีนี้ได้เลย เพื่อดูแลพี่น้องเกษตรกร ทำให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกิน

สำหรับจุดยืนของ รทสช. หากเข้าร่วมรัฐบาลนั้น จุดยืนคือต้องมีนโยบายความมั่นคง เช่น นโยบายเกี่ยวกับปัญหาไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมี รวมถึงต้องมีกฎหมายจัดการการทุจริตคอร์รัปชันโดยเฉพาะ และ "ทุบราคาพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน"

นายพีระพันธุ์กล่าวต่อว่าพรรคส่งผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อครบ 100 คน และคาดหวังว่าจะได้ สส. มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.)

พรรคกล้าธรรม

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคบอกว่าในครั้งนี้จับได้เบอร์ไหนก็ได้ โดยทางพรรคส่งผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน

เมื่อถูกสื่อมวลชนสอบถามว่า กธ. จะส่งตัวแทนไปเวทีดีเบตหรือไม่นั้น เขาตอบว่าให้ฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคกำหนด แต่ส่วนตัวตนเองก็ออกมาพูดอยู่ทุกวัน

เลขาธิการ กกต. ยืนยันพรรค "ชี้นำ" ปมประชามติได้

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมาระบุว่า ผู้สมัคร สส. และแคนดิเดตนายกฯ "สามารถแสดงความคิดเห็นชี้นำได้ แต่อย่าหลอกหลวง หรือใช้ข้อความเป็นเท็จ" ภายหลังเกิดความกังวลในหมู่นักการเมืองว่าอาจทำให้ประสบปัญหาทางกฎหมาย หากพวกเขาแสดงจุดยืนว่า "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติประเด็นรัฐธรรมนูญ

ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประชาชนชาวไทยไม่เพียงได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. 2 ระบบคือ สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ยังจะได้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติภายใต้คำถามในการออกเสียงประชามติที่ว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" (Con for All) จัดกิจกรรม "ซาวด์เสียงว่าที่ สส. และพรรคการเมือง" 2 วันติดต่อกัน บริเวณที่รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยทำบัตรออกเสียงประชามติจำลองมาสอบถามความคิดเห็นของเหล่านักการเมืองว่ามีจุดยืนอย่างไรต่อคำถามประชามติ

ล่าสุดเลขาธิการ กกต. กล่าวในระหว่างตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนว่า การทำประชามติมี 3 ส่วน

  • การให้ข้อมูลเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เสนอคำถามประชามติคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะนี้สำนักงาน กกต. ได้เอกสารแล้ว อยู่ระหว่างการจัดส่งเอกสารไปครัวเรือนต่าง ๆ ซึ่งในส่วนนี้ต้องไม่เป็นการชี้นำ
  • การแสดงความคิดเห็นของฝ่ายต่าง ๆ สำนักงาน กกต. จะเป็นคนจัดเวที ให้ฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบได้แสดงความเห็นโดยเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ซึ่งจะจัดเวทีทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และสื่อมวลชนก็จัดเวทีได้ แต่ให้คำนึงถึงความเสมอภาค
  • การรณรงค์ เป็นเสรีภาพของประชาชน โดยองค์กรเอกชน พรรคการเมือง และนักการเมือง สามารถรณรงค์ตามที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิเสรีภาพได้ แต่อย่าให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น การใส่ร้าย หรือใช้ข้อความเท็จ

"ดังนั้นถ้าตอบคำถามคือสามารถทำได้" เลขาธิการ กกต. กล่าวหลังถูกถามว่าผู้สมัคร สส. สามารถพูดคำว่า "เห็นชอบ" และ "ไม่เห็นชอบ" ได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กกต. ขอให้พรรคการเมืองจำแนกค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เพราะมี 3 กฎหมายต้องปฏิบัติในช่วงนี้คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส., พ.ร.ป.พรรคการเมือง, และพ.ร.บ.ประชามติ