สรุป 6 ประเด็นสำคัญ นโยบายเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย หลังชู "อนุทิน" และ "สีหศักดิ์" เป็นแคนดิเดตนายกฯ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนแรก ก่อนที่ในเวลาต่อมาพรรคจะมีมติเสนอชื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพิ่มเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 อีกทั้งพรรคยังวางตัวให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นแคนดิเดตว่าที่รองนายกฯ
ในงานแถลงนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าของวันที่ 24 ธ.ค. นายอนุทิน ประกาศว่า ตนเองจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวบนเวที แต่ต่อมาในช่วงดึกของวันเดียวกัน พรรคได้มีมติส่งนายสีหศักดิ์ เพิ่มเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 พร้อมเหตุผลว่า นายสีหศักดิ์เป็นผู้ที่ "สามารถนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำงานกับฝ่ายการเมือง และฝ่ายความมั่นคงได้อย่างเป็นเอกภาพ"
ขณะที่บนเวทีแถลงนโยบายหาเสียง นายอนุทิน ย้ำถึงความ "พร้อมสูงสุดในทุกด้าน" ของพรรค เพื่อกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง
"พี่น้องประชาชนคาดหวังไว้อย่างสูงกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเราจะต้องมีความพร้อมสูงสุดในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากร นโยบาย ยุทธศาสตร์ ทุกอย่างต้องมีการยกระดับเพิ่มขึ้น และนี่เป็นที่มาของสโลแกนของพวกเรา ก็คือภูมิใจไทย พูดแล้วทำ พลัส" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า หากเขาได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เขาจะแต่งตั้งให้ นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นางศุภจี เป็นรองนายกฯ ดูแลงานด้านการพาณิชย์ และอุตสาหกรรม, และนายเอกนิติ จะได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
บีบีซีไทยสรุปเนื้อหาจากการประชุมแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ดังนี้
อนุทินย้ำ ภูมิใจไทย "ทำได้จริง ทำได้เร็ว ทำได้เลย"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวในการแถลงนโยบายการเลือกตั้งของพรรคเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ธ.ค.) โดยย้อนเล่าถึงเส้นทางทางการเมืองของตนเองที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2539 ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเขาเคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เพราะพรรคไทยรักไทยที่เขาเป็นกรรมการบริหารพรรคในเวลานั้น ถูกยุบพรรคในปี 2549 แต่เขาได้หวนกลับสู่การเมืองอีกครั้งหลังพ้นกำหนดตัดสิทธิ์
ในปี 2555 นายอนุทินเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ ทั้งในการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 และได้รับตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี
แต่ล่าสุดนายอนุทิน ในวัย 59 ปี ได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 32 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากตำแหน่งนายกฯ เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงกับพรรคประชาชน
"ผมอยู่กับพรรคนี้มานาน 10 กว่าปี ผมได้เห็นมาตลอดว่าสมัยก่อนเรายังมีการขาดนิดขาดหน่อย แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยได้เติมเต็มส่วนที่ขาดในทุกมิติเรียบร้อย" นายอนุทิน กล่าว
เขาเสริมว่าในทุกสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ และหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคก็จะได้รับคะแนนอย่างล้นหลาม
"เราเลือกตั้งมาสามครั้ง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นเสมอ ไม่เคยเล็กลง และในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ ผมกราบขอโอกาสพี่น้องประชาชน อย่าทำให้กราฟของภูมิใจไทยต้องตก" นายอนุทินกล่าว
นอกจากนี้ นายอนุทินได้ชูนโยบายด้านความมั่นคงด้วยโครงการทหารอาสา โดยเปลี่ยนจากคำว่าทหารเกณฑ์ เป็นทหารอาสา เพื่อที่ประเทศจะได้มีทหาร "ที่ตั้งใจ เต็มใจ เข้ามาปกป้องอธิปไตย"
"เราจะเปิดรับสมัครทหารอาสา 100,000 คน ให้พวกเขาได้รับราชการเป็นทหารสี่ปี มีเงินเดือนแน่นอน 12,000 บาท เพื่อเป็นกำลังพลของกองทัพทุกเหล่าทัพ" นายอนุทิน กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อีกนโยบายที่นายอนุทินกล่าวถึงคือนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่เขายืนยันว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้ง "อย่างไม่ธรรมดา" เพราะ "ผมทราบดีว่าผมยังติดพี่น้องประชาชนอยู่คนละ 2,400 บาท ดังนั้น ขอให้ผมได้มีโอกาสใช้หนี้ท่าน ขอให้ภูมิใจไทยได้มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ให้กับพวกท่าน" นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ นายอนุทินยังตั้งตัวเองเป็นนายกฯ ที่ "ตื๊อ" เก่งที่สุดเพื่อนำคนเก่ง ๆ มาพัฒนาประเทศต่อไป
"บุคลากรของพรรคภูมิใจไทยใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ ผมไปเชิญมาหมดแล้วครับ วันนี้ถึงอยากให้ประชาชนที่อยู่ทางบ้านเห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย [ในการบริหารประเทศ]" เขาบอก
ด้วยบุคลากรที่พร้อมเช่นนี้ นายอนุทินจึงมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทย "มีความพร้อมสูงสุดในทุกด้าน สามารถพูดในสิ่งที่ใหญ่กว่าเดิมได้ เพราะทำได้จริง ทำได้เร็ว ทำได้เลย"
อย่างไรก็ตาม นายอนุทินกล่าวถึงกรณีที่นางศุภจี, นายเอกนิติ และนายสีหศักดิ์ อาจไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ว่าเป็นเรื่องที่ "ไม่สำคัญ เพราะผมเป็นนายกฯ" พร้อมเสริมด้วยว่า "เราไปบังคับจิตใจคนไม่ได้" เพราะนักการเมืองต้องทนรับเสียงกระแทกของคน "แต่สามท่านนั้นอาจยังไม่ชิน แต่เดี๋ยวก็ชิน" นายอนุทินกล่าวเสริม
สีหศักดิ์ พร้อมนำไทย "กลับสู่แนวหน้าของประชาคมโลก"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ ยอมรับว่า "ไม่เคยคิดว่าจะมายืนอยู่ตรงนี้ และพูดบนเวที [การเมือง] แบบนี้" พร้อมเสริมว่า การที่ตนเข้ามารับหน้าที่ไม่ใช่เพราะอยากได้ตำแหน่ง แต่เป็นเพราะอยากทำงานเพื่อประเทศ
เขาระบุว่า หากได้รับเลือกให้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงการต่างประเทศ จะมุ่งเน้นไปพัฒนา "การต่างประเทศที่ทันต่อโลก และมุ่งสู่ประชาชน" โดยในอีกสี่ปีข้างหน้า เขาหวังว่าการต่างประเทศจะสร้างโอกาสให้กับประเทศและประชาชนชาวไทย และทำให้ประเทศไทยกลับมาสู่แนวหน้าของประชาคมโลก "ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในเวทีระหว่างประเทศ ให้เราอยู่บนเวทีอย่างมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี" เขากล่าว
เขาเสริมด้วยว่า การต่างประเทศที่แข็งแรงคือการมียุทธศาสตร์ระยะยาวเป็น "เข็มทิศ" เพื่อใช้ระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศหลงทาง และในขณะที่โลกมีการแข่งขันและจะไร้ระเบียบสูงขึ้น เขาจึงต้องการชู "การทูตทุกมิติ การทูตทุกทิศทาง ผลประโยชน์ของเราอยู่ที่ไหนก็ต้องไปที่นั่น"
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังแสดงความคิดเห็นว่าการทูตที่ดีต้องเริ่มขึ้นจากในประเทศ โดยไทยต้องมีเอกภาพในการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน
ไชยชนก ชูนโยบายใช้เอไอพยากรณ์ภัย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายชัยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายการจัดการภัยพิบัติภายใต้สโลแกน "พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์"
เขาเสนอนโยบายการยกระดับฐานข้อมูลประมวลผลพยากรณ์ภัยต่าง ๆ ด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาช่วยในการวิเคราะห์
"หากเรามีข้อมูลที่มากขึ้น และละเอียดแม่นยำขึ้นในปริมาณอย่างสูงมาก แต่เรายังใช้วิธีการเดิม ๆ ในการวิเคราะห์ นั่นจะทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เอไอจะทำให้เราสามารถพยากรณ์อากาศและภัยได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ในเวทีโลกทั้งหมดได้อย่างละเอียดมากขึ้น" เขากล่าว
เขายังบอกด้วยว่า จะให้ความสำคัญกับการบูรณาการของหลายหน่วยงาน เพื่อวางแผนการป้องกันภัย ตั้งแต่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง และยังเสนอถึงการสร้างเส้นเลือดฝอยทั่วประเทศในจุดที่เหมาะสม ป้องกันภัยแล้งและภัยท่วม พร้อมกับการเสนอนโยบายการประกันภัยครัวเรือนภายใต้นโยบายกองทุนภัยพิบัติด้วย
"นโยบายนี้จะเป็นสิทธิพื้นฐานที่เราคิดว่าประชาชนชาวไทยควรได้ โดยในเนื้อหานั้น ท่านจะได้รับมากกว่า 100,000 ต่อครัวเรือน ต่อภัย[พิบัติ]" นายชัยชนกกล่าว พร้อมยืนยันด้วยว่าจากการคำนวณงบประมาณแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้
เขากล่าวต่อไปถึงภัยพิบัติจากมนุษย์ โดนยกตัวอย่างภัยจากสแกมเมอร์ หรือการหลอกลวงออนไลน์ ที่รัฐบาลซึ่งนำโดยนายอนุทิน "ประสบความสำเร็จในการผลักโดมิโนแรก" ในการปราบปรามผู้มีความผิด แต่เขาเสนอนโยบายต่อไปอีกว่า "เลือกภูมิใจไทย เพื่อไปทลายสแกมเมอร์ต่อไป"
ในช่วงท้าย เขากล่าวถึงนโยบายดิจิทัล เอไอ พลัส (Digital AI Plus) โดยสิ่งแรกคือการเปลี่ยนงานด้านเอกสารต่าง ๆ ให้เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-document) "พร้อมยกกระบวนการทำงานภายในของทางภาครัฐทุกอย่างมาอยู่ในพื้นที่ออนไลน์" นายชัยชนก ระบุ
เขากล่าวต่อไปถึงการเชื่อมโยงหน่วยงานทั้งภายในและระหว่างกระทรวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ และการรวมศูนย์ข้อมูล (data-centralization) คือการที่ทุกหน่วยงานมีฐานข้อมูลของตัวเอง แต่ก็มีการต่อเชื่อมฐานข้อมูล "นำมาซึ่งความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของการรั่วไหลของข้อมูลมากขึ้น" เขากล่าว
ซาบีดา เน้นมุ่งแก้การศึกษาไทย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้านนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และบุตรสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวในการนำเสนอนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาด้วยนโยบาย "การศึกษาเท่าเทียมพลัส"
โดยประกอบด้วย
- สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี
- พัฒนาแพลตฟอร์มยกระดับทักษะ รัฐร่วมพัฒนากับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน
- ธนาคารหน่วยกิต ด้วยการที่สถาบันการศึกษาจะนำเนื้อหาไปใส่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อสอบผ่าน เก็บหน่วยกิตครบ จะมีการออกวุฒิการศึกษาให้
นอกจากนี้ เธอยังกล่าวถึงนโยบายสำหรับผู้สูงวัย ที่เรียกว่า "สูงวัย พลัส" โดยเสนอ 4 มาตรการคือ
- จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
- ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50%
- "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท โดยมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
- สร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ นำที่ดินรัฐที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนและสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรในระยะยาว
นอกจากนี้ เธอยังได้เสนอนโยบาย "1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด" เพื่อฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด พร้อมให้เหตุผลของชื่อนโยบายว่า "การบำบัดไม่ควรอยู่ไกลบ้าน" เธอกล่าว
เอกนิติ ลั่นนำพาเศรษฐกิจไทย "หลุดพ้นจากหล่ม"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งอยู่ในลักษณะ "ติดหล่ม" แต่ด้วยนโยบายต่าง ๆ ของทีมเศรษฐกิจในรัฐบาลของ นายอนุทิน เช่น คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน กระตุ้นเบิกจ่าย และปิดหนี้ไวไปต่อได้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ จะพ้นจากการติดหล่ม
"ทำงานไปแค่ 73 วัน ไม่ถึงสามเดือน แต่เราทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มได้" นายเอกนิติ กล่าวพร้อมกับนำเสนอนโยบายทางเศรษฐกิจของพรรคสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ในแนวความคิดที่ว่า "เศรษฐกิจ 10 พลัส" ประกอบด้วย
- คนตัวเล็กตัวน้อย พลัส: แก้เศรษฐกิจปากท้อง ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพิ่มเงินออม ลดภาระหนี้
- ผู้สูงวัย พลัส: การเสริมทักษะ เพื่อให้มีงาน มีเงิน มีคนดูแล
- ชุมชน พลัส: การเน้นให้ชุมชนผลิตสินค้าที่ตรงกับความต้องการกับตลาด
- การศึกษาเท่าเทียม พลัส: การเรียนฟรี เรียนทุกที่ทุกเวลาได้
- เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส: เสริมสภาพคล่องและลดต้นทุน ยกระดับ SMEs ของไทย
- ลงทุน พลัส: รัฐเพิ่มการลงทุนเป็น 30% ของจีดีพี ภายในสี่ปี
- เศรษฐกิจสีเขียว พลัส: คือการผลิตสินค้ารักษ์โลก เพิ่มมูลค่าสินค้า
- เอไอ พลัส: เพิ่มทักษะเอไอ เพื่อเพิ่มรายได้ในการทำงาน
- เทรด พลัส: ยึดตลาดโลกด้วยพันธมิตรการค้า
- ไทยแลนด์ พลัส: รัฐบาลทำงานไว อนุมัติไว
ศุภจี เสนอเปลี่ยนประเทศคู่ค้าเป็นพันธมิตร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงนโยบาย "เชื่อมการค้าโลก" ของพรรคภูมิใจไทยว่า ประกอบด้วย การเปลี่ยนจากคู่ค้าเป็นพัธมิตรหรือหุ้นส่วนในการค้า การนำประเทศไทยไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการซื้อขาย การปรับจากการขายสินค้าอย่างเดียว เป็นการขายบริการที่มีมูลค่าสูง และการหาโอกาสขายสินค้าในระหว่างที่สหรัฐฯ เพิ่มภาษีการนำเข้าต่อหลายประเทศ
เธอกล่าวต่อไปถึง "การติดปีก SME" เน้นเรื่องการทำธุรกิจแฟรนไชส์, สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน, ผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ (Geographical Indication - GI) หรือสินค้าที่มีเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าที่มาจากแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจง
"หากเราทำให้สินค้าที่อุปโภคบริโภคเป็นสินค้าจีไอได้ มูลค่าก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน หากทำเช่นนี้ได้ ก็ถือว่าการเป็นการติดปีกให้กับ SME ไทย" เธอกล่าว
นางศุภจี กล่าวต่อไปว่าในอนาคตรัฐบาลจะมุ่งสร้าง "New S-Curve" (กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย) เช่น การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง แต่ประเทศก็จำเป็นต้องสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัยให้คนที่เข้ามา
"หัวใจสำคัญคือคนไม่ต้องเข้ามาเยอะ แต่อยู่กับเราให้นานขึ้น และใช้จ่ายมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เราจะสนับสนุนอย่างยั่งยืน" เธอกล่าวทิ้งท้าย











