อะไรคืออันตรายของยุทธศาสตร์เกี่ยวกับชิปของทรัมป์ สหรัฐฯ จะก้าวนำเอเชียได้หรือไม่

An outline image of the USA filled with microchip parts in green
คำบรรยายภาพ, ภาพเค้าร่างของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถูกถมด้วยชิ้นส่วนไมโครชิปสีเขียว
    • Author, สุรันชนา เทวารี
    • Reporting from, สิงคโปร์

สหรัฐฯ "ดำเนินการผิดพลาด" เกี่ยวกับอุตสาหกรรมชิปตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ปล่อยให้ศูนย์กลางในจีนและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียล้ำหน้าไปกว่า จีนา ไรมอนโด อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ เคยให้สัมภาษณ์กับฉันไว้ในปี 2021

สี่ปีผ่านไป อุตสาหกรรมผลิตชิปได้กลายสนามรบของสหรัฐฯ และจีน ในการแข่งขันสู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ต้องการจะ เสริมสร้างกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่แสนจะซับซ้อนและพิถีพิถันจนภูมิภาคอื่น ๆ ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าที่จะทำตามได้

เขาระบุว่า นโยบายทางภาษีศุลกากรของเขาจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นอิสระ และนำพาตำแหน่งงานต่าง ๆ ให้กับประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือและการผลิตคุณภาพต่ำในโรงงานอเมริกันมานานแล้ว

ดังนั้นทรัมป์จะทำอะไรให้แตกต่าง ? และยังไม่นับรวมกับที่ไต้หวันและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็มีเคล็ดลับในการผลิตชิปที่มีความแม่นยำสูง เป็นไปได้หรือไม่สำหรับสหรัฐฯ ที่ผลิตชิปเหล่านั้นได้เช่นกัน และจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ ?

เคล็ดลับของการผลิตไมโครชิป

เซมิคอนดักเตอร์ (สารกึ่งตัวนำ) คือหัวใจสำคัญในการให้พลังงานทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่เครื่องซักผ้า โทรศัพท์ไอโฟน ไปจนถึงเครื่องบินเจ็ทของกองทัพ และยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนเล็กจิ๋วของซิลิคอนที่รู้จักกันว่า "ชิป" นี้ ถูกคิดค้นขึ้นมาในสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันการผลิตชิปนี้ในในเอเชีย ทำให้เกิดชิปขั้นสูง และยังถูกผลิตในปริมาณที่น่าทึ่ง

การผลิตชิปเหล่านี้ใช้ต้นทุนสูงและมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่นโทรศัพท์เครื่องหนึ่งอาจประกอบไปด้วยชิปที่ออกแบบในสหรัฐฯ ผลิตในไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ใช้วัตถุดิบอย่างแร่หายากซึ่งมักจะมาจากเหมืองในจีน จากนั้นมันอาจถูกส่งไปเวียดนามเพื่อบรรจุภัณฑ์ จากนั้นส่งกลับไปประกอบจากชิ้นส่วนต่าง ๆ และทดสอบในจีน ก่อนจะถูกขนส่งมายังสหรัฐฯ

A woman of Asian appearance wearing a pink top and hat peers over a chip manufacturing machine

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไมโครชิปถูกคิดค้นในสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันกระบวนการผลิตส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย

มันคือระบบนิเวศแบบบูรณาการอย่างลึกซึ้ง ซึ่งผ่านการพัฒนามาแล้วหลายทศวรรษ

ทรัมป์ชื่นชมอุตสาหกรรมชิป แต่ก็คุกคามมันด้วยมาตรการภาษีศุลกากร เขาบอกกับผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ คือ บริษัท ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง หรือ TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ว่าจะต้องจ่ายภาษี 100% หากไม่มาสร้างโรงงานในสหรัฐฯ

ด้วยระบบนิเวศที่ซับซ้อนและการแข่งขันรุนแรงแบบนี้ พวกเขาต้องวางแผนรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นและการเรียกร้องการลงทุนในระยะยาวให้ได้ และภายใต้การบริหารของทรัมป์ การเปลี่ยนนโยบายไปมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย จนถึงขณะนี้ มีเพียงบางรายที่แสดงเจตจำนงจะลงทุนกับสหรัฐฯ

ขณะที่การให้เงินอุดหนุนสำคัญ ๆ ที่จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มอบให้กับบริษัทเอกชนในการพัฒนาชิปเป็นสาเหตุสำคัญต่อความสำเร็จของพวกเขา

นั่นมีส่วนสำคัญต่อแนวคิดเบื้องหลังกฎหมายชิปและวิทยาศาสตร์ (Chips and Science Act) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2022 ภายใต้สมัยประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเป็นความพยายามที่จะย้ายฐานอุตสาหกรรมการผลิตชิปและกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการจัดสรรเงินทุน เครดิตทางภาษี และให้เงินอุดหนุนเพื่อจูงใจการผลิตในประเทศ

A TSMC factory in Taiwan. The building is horizontal and silver with the letters TSMC writ large across it in red writing. In the foreground moped riders pass on the road in front of the factory.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่บริษัท TSMC ว่าจะเก็บภาษี 100% หากไม่มาสร้างโรงงานในสหรัฐฯ

บางบริษัท เช่นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง TSMC เเละผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่างซัมซุง (Samsung) กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากกฎหมายนี้ โดย TSMC ได้รับเงินทุนช่วยเหลือและเงินกู้ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท) สำหรับโรงงานในรัฐแอริโซนา ขณะที่ซัมซุงได้รับประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) สำหรับสถานประกอบการในเมืองเทย์เลอร์ รัฐเท็กซัส

TSMC ประกาศการลงทุนเพิ่มเติม 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท) ในสหรัฐฯ กับทรัมป์ นอกเหนือไปจาก 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 2.1 ล้านล้านบาท) ให้คำมั่นไว้แล้วว่าจะใช้สำหรับโรงงานใหม่สามแห่งการกระจายความเสี่ยงในการผลิตชิปให้ผลสำหรับบริษัท TSMC เช่นกัน จากการที่ที่จีนขู่จะควบคุมไต้หวันอยู่ซ้ำ ๆ

แต่ทั้ง TSMC และซัมซุง ก็เผชิญกับหลายความท้าทายจากการลงทุนของพวกเขา ทั้งต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ความยากลำบากในการหาแรงงานมีฝีมือ ความล่าช้าในการก่อสร้าง และการต่อต้านจากสหภาพต่าง ๆ ในท้องถิ่น

"นี่มันไม่ใช่แค่โรงงานผลิตกล่องธรรมดา ๆ" มาร์ค ไอน์สไตน์ ผู้อำนวยการวิจัยของบริษัทข้อมูลการตลาด เคาน์เตอร์พอยต์ (Counterpoint) ระบุ "โรงงานที่ผลิตชิปเป็นโรงงานที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และต้องใช้เวลาหลายต่อหลายปีในการสร้าง"

และแม้จะมีการลงทุนในสหรัฐฯ แต่ TSMC ก็ระบุว่าฐานการผลิตพวกเขาส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ในไต้หวัน โดยเฉพาะการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ขั้นสูงของบริษัท

จีนพยายามจะขโมยความเชี่ยวชาญของไต้หวันหรือไม่?

ปัจจุบัน โรงงานของ TSMC ในรัฐแอริโซนา ผลิตชิปคุณภาพสูง แต่ คริส มิลเลอร์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "สงครามชิป: การต่อสู้เพื่อสุดยอดเทคโนโลยีระดับโลก" (Chip War: The Fight for the World's Most Critical Technology) โต้แย้งว่า "พวกมันยังอยู่ในยุคล้าหลังกว่าที่ผลิตในไต้หวัน"

"คำถามเกี่ยวกับขนาดการผลิต ขึ้นอยู่กับว่ามีการลงทุนในสหรัฐฯ มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับในไต้หวัน" เขาระบุ "ทุกวันนี้ ไต้หวันมีขีดความสามารถในการผลิตมากกว่ามาก"

ข้อเท็จจริงก็คือ มันใช้เวลาหลายทศวรรษสำหรับไต้หวันในการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตในปัจจุบัน และแม้จะมีภัยคุกคามจากจีนที่ใช้เงินหลายพันล้านในการพยายามขโมยความเชี่ยวชาญของไต้หวันในอุตสาหกรรมนี้ แต่อุตสาหกรรมชิปในไต้หวันก็ยังคงรุ่งเรือง

Exterior shots of the TSMC chip plant in Arizona

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, TSMC ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิปในอเมริกาแล้ว

TSMC คือผู้ริเริ่ม "แบบจำลองโรงหล่อ" (foundry model) ซึ่งผู้ผลิตชิปใช้การออกแบบจากสหรัฐฯ และผลิตชิปใช้กับบริษัทอื่น ๆ

เกาะกระแสการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์อย่าง แอปเปิ้ล (Apple) ควอลคอมม์ (Qualcomm) และอินเทล (Intel) ทำให้ TSMC สามารถแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ได้ด้วยวิศวกรที่เก่งที่สุด แรงงานฝีมือสูง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

"สหรัฐฯ จะสามารถสร้างชิปและสร้างงานได้หรือไม่" ไอน์สไตน์ ตั้งคำถาม "แน่นอนว่าได้ แต่พวกเขาจะสามารถลดขนาดชิปใช้เหลือระดับนาโนเมตรได้หรือไม่ อาจจะเป็นไปไม่ได้"

เหตุผลหนึ่งคือนโยบายด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์ ซึ่งอาจจะไปจำกัดการเข้ามาของผู้มีความสามารถและมีฝีมือจากจีนและอินเดีย"

"แม้แต่ อีลอน มัสก์ ก็เจอปัญหาการเข้าเมืองของวิศวกรเทสลา" ไอน์สไตน์ กล่าวถึงการที่มัสก์สนับสนุนโครงการวีซ่า H-1B ของสหรัฐฯ ในการนำแรงงานมีฝีมือเข้าสู่สหรัฐฯ

"นั่นคือสภาพคอขวดและไม่มีอะไรที่พวกเขาทำได้ เว้นแต่จะเปลี่ยนจุดยืนต่อการอนุญาตคนเข้าเมืองไปโดยสิ้นเชิง คุณไม่สามารถเสกคนที่ได้ปริญญาเอกขึ้นมาจากอากาศได้"

ผลกระทบระดับโลก

ถึงกระนั้น ทรัมป์ก็ยังคงเพิ่มภาษีเป็นสองเท่า และสั่งให้มีการสอบสวนการค้าด้านความมั่นคงแห่งชาติ ในอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์

"มันเหมือนกับเอาประแจไปขวางไม่ให้เครื่องจักรทำงาน ประแจอันใหญ่เสียด้วย" ไอน์สไตน์เปรียบเทียบ "ดูอย่างญี่ปุ่นที่กำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจจากเซมิคอนดักเตอร์ และภาษีศุลกากรไม่ได้อยู่ในแผนธุรกิจสิ"

ผลกระทบในระยะยาวกว่านั้นต่ออุตสาหกรรมนี้ จากการระบุของมิลเลอร์ มองว่าน่าจะเป็นการปรับการให้ความสำคัญใหม่กับการผลิตภายในประเทศเอง ของหลายกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของโลก อาทิ จีน ยุโรป และสหรัฐฯ

บางบริษัทอาจมองหาตลาดใหม่ ตัวอย่างเช่นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนอย่างหัวเว่ย ที่ขยายตลาดไปยังยุโรป และเปิดตลาดใหม่ ๆ รวมถึงไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และหลายประเทศในแอฟริกา จากการเผชิญการควบคุมการส่งออกและภาษีนำเข้า แม้ว่าจะมีกำไรในประเทศกำลังพัฒนาน้อยอยู่ก็ตาม

"ท้ายที่สุดแล้วจีนจะต้องการชนะ พวกเขาต้องคิดค้นนวัตกรรมและลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ลองดูสิ่งที่จีนทำกับดีพซีก (Deepseek) สิ" ไอน์สไตน์ ระบุถึงแชทบอตเอไอของจีน

"ถ้าพวกเขาสร้างชิปที่ดีกว่าได้ ทุกคนก็จะเข้าไปหาพวกเขา ตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทำได้คือเรื่องความคุ้มค่า และเมื่อมองไปข้างหน้า มันคือการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสูงเป็นพิเศษ

Donald Trump speaking into a microphone with his arms out to either side in front of him
คำบรรยายภาพ, ทรัมป์กล่าวว่านโยบายทางภาษีศุลกากรของเขาจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นอิสระ และนำพาตำแหน่งงานต่าง ๆ สู่ประเทศ

ในระหว่างนี้ ศูนย์กลางการผลิตใหม่อาจเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญที่บอกว่ามีอินเดียมีโอกาสมากกว่า ที่จะถูกรวมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตชิป แทนที่สหรัฐฯ เพราะมีระยะทางที่ใกล้กว่าในทางภูมิศาสตร์ มีแรงงานราคาถูก และมีการศึกษาที่ดี

ขณะที่อินเดียเองก็ส่งสัญญาณว่าพร้อมเปิดรับการผลิตชิป แต่อินเดียก็เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการจัดหาที่ดินสำหรับตั้งโรงงาน รวมถึงเรื่องน้ำ เพราะการผลิตชิปต้องใช้น้ำที่มีคุณภาพสูงสุด และต้องใช้ในปริมาณมาก

การต่อรองด้านชิป

บริษัทผู้ผลิตชิปไม่ได้รับความเมตตาใด ๆ ด้านภาษีศุลกากรเลย ความพึ่งพาและความต้องการชิปจากบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯ หลายแห่ง อย่าง ไมโครซอฟท์ (Microsoft) แอปเปิล (Apple) และซิสโก (Cisco) อาจสร้างแรงกดดันต่อทรัมป์ให้ยกเลิกการเก็บภาษีใด ๆ ต่อภาคอุตสาหกรรมชิป

คนวงในบางคนเชื่อว่า การลอบบี้อย่างหนักจาก ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิล ทำให้เกิดข้อยกเว้นด้านภาษีสำหรับกลุ่มสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมีรายงานว่าทรัมป์ยกเลิกการห้ามขายชิปเอ็นวิเดีย (Nvidia) ไปยังจีนแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการลอบบี้ดังกล่าว

เมื่อถูกถามอย่างเจาะจงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทแอปเปิล เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ทรัมป์ตอบว่า "ผมเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากนะ" พร้อมเสริมว่า "มันอาจจะมีบางอย่างออกมาเร็ว ๆ นี้ ผมคุยกับ ทิม คุก ผมเพิ่งช่วย ทิม คุก ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้"

Nvidia CEO Jensen Huang

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวิเดีย (Nvidia) ต้องการให้ทรัมป์ยกเลิกการสั่งห้ามขายชิปไปยังจีน

ไอน์สไตน์คิดว่าทั้งหมดมาจากการที่ทรัมป์พยายามสร้างการต่อรอง เพราะทั้งเขาและฝ่ายบริหารของเขาก็รู้ว่า ไม่ใช่แค่สร้างโรงงานให้ใหญ่กว่าแล้วจะเพียงพอ เมื่อพูดถึงชิป

"ผมคิดว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังพยายามที่จะทำในแบบเดียวกับที่เคยทำกับเจ้าของติ๊กตอก (TikTok) คือไบต์แดนซ์ (Bytedance) เขากำลังจะบอกว่าจะไม่ยอมให้คุณดำเนินการในสหรัฐฯ อีกต่อไป เว้นแต่ว่าคุณจะให้บริษัทออราเคิล (Oracle) หรือบริษัทอื่นในสหรัฐฯ เข้าไปถือหุ้น" ไอน์สไตน์วิเคราะห์

"ผมคิดว่าพวกเขากำลังจะทำในสิ่งที่คล้าย ๆ กัน TSMC ไม่ไปไหนอยู่แล้ว มากดดันให้บริษัททำข้อตกลงกับอินเทล (Intel) และเอาส่วนแบ่งกันเถอะ"

แต่โครงร่างของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียมีบทเรียนที่ทรงคุณค่า คือไม่มีประเทศใด ๆ จะสามารถดำเนินการอุตสาหกรรมชิปได้ด้วยเพียงลำพัง และหากคุณต้องการจะผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ปริมาณมาก มันต้องใช้เวลา

ทรัมป์กำลังพยายามจะสร้างอุตสาหกรรมชิปผ่านนโยบายปกป้องทางการค้า (protectionism) และการแยกตัว ในขณะที่สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมชิปเกิดขึ้นทั่วเอเชียได้มาจากวิธีการตรงกันข้าม คือการร่วมไม้ร่วมมือในเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์

Get in touch

InDepth is the home for the best analysis from across BBC News. Tell us what you think.