You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ประเทศไทยพร้อมรับมือ ‘โรคเอ็มพอกซ์’ แค่ไหน หากเกิดการระบาด
หลังองค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคเอ็มพอกซ์ (Mpox) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง กลายเป็นภาวะฉุกเฉินระดับสากล และประเทศไทยเพิ่งพบผู้ป่วยสงสัยรายแรก สังคมจึงตั้งคำถามและเกิดความกังวลอีกครั้งว่าปัญหาโรคระบาดจะเข้ามาสร้างผลกระทบให้ประเทศไทยหรือไม่ บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของไทยสองคนเพื่อไขคำตอบ
ตามรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อฝีดาษวานรหรือฝีดาษลิง (Mpox) ในประเทศไทย ซึ่งเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. 2565 จนถึงวันที่ 23 ส.ค. 2567 พบว่ามีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 829 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 808 ราย (97.47%) และเพศหญิงอีก 21 ราย (2.53%)
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการติดเชื้อนี้เป็นโรคฝีดาษลิงสายพันธ์ุสอง (clade 2) ซึ่งเป็นคนละสายพันธ์กับที่กำลังระบาดจนเป็นภาวะฉุกเฉินในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นสายพันธ์ุใหม่ที่พบในผู้ป่วยสงสัยรายแรกของไทยอย่างสายพันธ์ุหนึ่งบี (clade 1b)
ไทยพร้อมมากขึ้น จากประสบการณ์โควิด-19
เมื่อถามถึงสถานการณ์ความน่ากังวลเกี่ยวกับโรคระบาดในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรคเอ็มพอกซ์ในรอบปัจจุบัน ผศ.นพ.ประวัฒน์ จันทฤทธิ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเพราะระบบการเฝ้าระวัง คัดกรอง รวมไปถึงการรักษาของไทยถือว่าครบถ้วน
ผศ.นพ.ประวัฒน์ อธิบายเส้นทางการดูแลและป้องกันสถานการณ์โรคระบาดจากโรคติดเชื้อ เริ่มต้นตั้งแต่การที่ผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยจะต้องมีการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการว่ามาจากประเทศใด ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมได้ “เพราะเราทราอยู่แล้วว่าสายพันธุ์ [ที่กำลังระบาดอยู่] มันอยู่แถว ๆ คองโก”
ในช่วงที่เริ่มกลับมาเปิดให้มีการเดินทางระหว่างประเทศอีกครั้งหลังวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 รัฐบาลไทยเปิดตัวแอปพลิเคชัน “ThailandPlus” ซึ่งก็จะมีรายละเอียดของนักเดินทางที่นำมาปรับใช้กับกรณีของโรคเอ็มพอกซ์ได้เช่นเดียวกัน
เมื่อมีข้อมูลตั้งแต่ก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงประเทศไทย ก็ทำให้เจ้าหน้าที่สนามบินสามารถเข้าไปคัดกรองนักท่องเที่ยวได้ทันทีหลังเดินทางถึงประเทศไทย ซึ่งหากพบว่ามีอาการสุ่มเสี่ยงก็สามารถกักตัวและส่งไปที่โรงพยาบาลที่จัดสรรไว้ได้ทันที
ผศ.นพ.ประวัฒน์ เสริมว่า ในกรณีที่การตรวจคัดที่สนามบินไม่พบความผิดปกติ แต่นักท่องเที่ยวรายนั้นมามีอาการทีหลังและเข้าไปพบแพทย์ ทีมแพทย์ซึ่ง “มีการอัปเดตข้อมูลกันตลอดอยู่แล้ว” ก็สามารถส่งผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นติดเชื้อได้ทันที โดยผ่านห้องความดันลบ (negative pressure) ซึ่งในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นอาจไม่มีห้องความดันลบ ก็สามารถส่งตัวผู้ป่วยไปยังสถาบันบำราศนราดูร ของกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นศูนย์กลางได้ทันที
ก่อนหน้านี้ ในช่วงเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 หลายฝ่ายยังได้เห็นถึงความจำเป็นของการเตรียมพร้อมห้องความดันลบ เพื่อใช้แยกผู้ป่วยติดเชื้อมากขึ้น จนนำไปสู่การวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้ามาเสริมการรับมือกับการออกแบบห้องแยกโรคความดันลบที่มีราคาประหยัดและติดตั้งง่าย เคลื่อนที่ได้สะดวก เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตรวจไวรัสได้ถึงระดับพันธุกรรม
ศ.เกียรติรุณ ดร.วสันต์ จันทรทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ย้ำว่า “มั่นใจว่าเอาอยู่ เพราะมีประสบการณ์ทั้งจากไข้หวัดนก โควิด และฝีดาษลิง[สายพันธุ์ก่อน]”
เขาอธิบายว่าตามหลักของการจัดการปัญหาโรคระบาดนั้น หนึ่งในสิ่งสำคัญคือการตรวจสอบให้ลงลึกไปยังสายพันธุ์ของไวรัสหรือในระดับจีโนม หรือก็คือข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
“โรคมันเข้ามาสู่ยุคของจีโนม จีโนมจะเป็นมาตรฐานเบื้องต้นของสิ่งมีชีวิตและไวรัส ซึ่งจะบอกเราได้ว่าอันนี้เป็นตัวอะไรกันแน่ เราก็จะมีวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นยาหรือวัคซีนให้มุ่งเป้ามากขึ้น”
หลังจากประสบกับวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการที่ผ่านการทดสอบด้านความชำนาญทางห้องปฏิบัติการ สำหรับการตรวจเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีการอุบัติใหม่ และสามารถก่อโรคโควิด-19 ในมนุษย์ได้ ทั้งสิ้น 369 หน่วยงานทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 158 หน่วยงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และอีก 211 หน่วยงานในต่างจังหวัด ตามข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ศ.เกียรติรุณ ดร.วสัน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ที่ผ่านมาห้องปฏิบัติการหลาย ๆ แห่งตรวจหาเชื้อได้ยังไม่ถึงระดับจีโนม แต่ฝั่งโรงเรียนแพทย์ได้พยายามเข้าไปให้การสนับสนุนในการเพิ่มศักยภาพให้ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ให้สามารถตรวจสอบโรคได้ลงไปถึงระดับสายพันธุ์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วย แม้ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมกับห้องปฏิบัติการทั่วไปทั้งหมด แต่สำหรับห้องปฏิบัติการของโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ หรือของกรมควบคุมโรคเองมีศักยภาพในการวิเคราะห์ไปจนถึงสายพันธุ์ไวรัสแล้ว
ไม่ต้องตระหนก แต่ให้ระวัง
หนึ่งในประเด็นที่ ศ.เกียรติรุณ ดร.วสัน ย้ำคือ โรคฝีดาษลิงสายพันธุ์ใหม่นี้ทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
“โดยธรรมชาติของ[สายพันธุ์เดิม] ค่อนข้างแพร่ระบาดลำบาก จะแพร่ระบาดต้องมีการเสียดสี ถูไถระหว่างแผลกับคนที่ยังไม่ติดเชื้อ”
ด้วยเหตุนี้ทำให้ในการระบาดครั้งที่ผ่านมา มักพบอยู่ในกลุ่มชายรักชายและกลุ่มที่มีการติดเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว จึงทำให้ฝั่งกระทรวงสาธารณสุขสามารถพูดคุยให้ความรู้และการป้องกันได้ตรงกลุ่ม
ศ.เกียรติรุณ ดร.วสัน กล่าวว่าการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่นี้ติดกันได้ง่ายขึ้น “แม่ก็ติดได้ แม่ก็ไปติดลูก ระหว่างเด็กก็ติดกันเอง” อย่างไรก็ดี เพราะเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้จะทำให้เกิดแผลทั่วตัวสังเกตได้ง่าย เมื่อป่วยจะมีอาการหนักจนต้องไปพบแพทย์ “ไม่เหมือนโควิดที่เดินไปได้ทั่ว แล้วไอไปทั่ว โอกาสที่จะควบคุม[โรคเอ็มพอกซ์]จึงง่ายกว่า”
ในประเด็นนี้ ผศ.นพ.ประวัฒน์ มีความเห็นคล้ายคลึงกันว่า แม้สายพันธุ์ใหม่นี้จะระบาดง่ายขึ้น แต่ก็ยังนับว่าแพร่ระบาดได้ยากกว่าโควิด-19 อยู่มาก จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก “แต่ขอให้พวกเรามีสตินิดนึง”
ทำความรู้จักโรคเอ็มพอกซ์
โรคเอ็มพอกซ์เกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ (smallpox) แต่เชื้อไวรัสไข้ทรพิษมีความรุนแรงน้อยกว่ามาก ในตอนแรกไวรัสนี้ถูกแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน แต่ปัจจุบันยังสามารถแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนได้เช่นกัน
โรคนี้พบได้มากที่สุดในพื้นที่ห่างไกลในป่าดิบชื้นของแอฟริกา ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในภูมิภาคเหล่านี้ มีผู้ป่วยหลายพันรายและมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากโรคนี้ทุกปี โดยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีได้รับผลกระทบมากที่สุด
เอ็มพอกซ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อฝีดาษลิง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ Clade 1 และ Clade 2
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขสำหรับโรคเอ็มพอกซ์ครั้งที่แล้วซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2022 เกิดจากประเภท Clade 2 ซึ่งค่อนข้างมีความรุนแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นการระบาดที่เกิดจาก Clade 1 ที่มีความรุนแรงมากกว่า และคร่าชีวิตถึง 10% ของตัวเลขผู้ป่วยจากการระบาดครั้งก่อน อีกทั้งยังระบาดอย่างรวดเร็วด้วย
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในไวรัสเมื่อประมาณเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว การกลายพันธุ์นำไปสู่การเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า Clade 1b ซึ่งได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นมา สายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการระบุโดยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งว่าเป็น "สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดจนถึงขณะนี้"
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อเอ็มพอกซ์นี้มากกว่า 14,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 450 รายจากโรคนี้ระหว่างต้นปี 2024 ถึงสิ้นเดือน ก.ค. โดยคิดเป็นการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น 160% และการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2023
แม้ว่า 96% ของผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่โรคนี้ได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บุรุนดี เคนยา รวันดา และยูกันดา ซึ่งปกติแล้วไม่พบโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น
ตอนที่สายพันธุ์ที่เบากว่าของโรคเอ็มพอกซ์ ที่เรียกว่า “Clade 2” ซึ่งมีอยู่ในแอฟริกาตะวันตก ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกในปี 2022 โรคนี้แพร่กระจายไปยังเกือบ 100 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งโดยปกติแล้วไม่พบไวรัสนี้ แต่ได้รับการควบคุมโดยการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยง