You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยสงสัยฝีดาษลิง (Mpox) สายพันธุ์ Clade 1b รายแรกในไทย
กรมควบคุมโรคของไทยยืนยันว่า พบผู้ป่วยสงสัยโรคฝีดาษลิง สายพันธุ์ Clade 1b (เคลด 1 บี) รายแรกในไทย ซึ่งเป็นผู้เดินทางมาจากแอฟริกา
วันนี้ (21 ส.ค.) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนด้วยตัวเอง และบอกว่า “การแถลงข่าววันนี้เพื่อสร้างความตระหนักต่อโรค”
อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่าการแถลงข่าววันนี้ไม่ได้เป็นการยืนยันว่า มีการพบผู้ป่วยฝีดาษวานร สายพันธุ์ Clade 1b แต่ผู้ป่วยรายนี้อยู่ในข่าย “เป็นผู้ป่วยสงสัย” ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องการแจ้งให้สาธารณชนทราบเพื่อความโปร่งใส
ก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organisation --WHO) ได้ประกาศว่า การระบาดของโรคเอ็มพอกซ์ (Mpox) สายพันธุ์ clade 1 หรือ ชื่อเดิมคือ “ฝีดาษลิง” (monkeypox) ในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกา เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ซึ่งขณะนี้กลายเป็นความน่ากังวลสำหรับนานาชาติ
ปัจจุบัน โรคติดต่อร้ายแรงชนิดนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 450 ราย ในช่วงแรกของการระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และกำลังแพร่กระจายไปยังบางส่วนของแอฟริกากลางและตะวันออก และนักวิทยาศาสตร์กังวลต่อการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ใหม่ของโรคนี้ และอัตราการเสียชีวิตที่สูงจากโรคนี้ด้วย
ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ศักยภาพในการแพร่ระบาดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นภายในแอฟริกาและนอกทวีป “มีความน่ากังวลมาก”
ผู้ป่วยสงสัยรายแรกในไทย
รายละเอียดเบื้องต้นจากการแถลงของอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่าผู้ป่วยรายนี้เป็นชาวยุโรป เดินทางมายังประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 ส.ค. ในช่วงเวลาประมาณหกโมงเย็น และมีประวัติว่าเดินทางมาจากประเทศแถบแอฟริกา ซึ่งกำลังมีการระบาดของโรคฝีดาษลิง สายพันธุ์ 1b โดยระหว่างเดินทางได้ไปต่อเที่ยวบินที่ประเทศหนึ่งในแถบตะวันออกกลางด้วย
จากนั้นในวันที่ 15 ส.ค. ผู้ป่วยเริ่มมีอาการไข้ มีปุ่มขึ้นตามร่างกายเล็กน้อย จึงเดินทางไปยังโรงพยาบาล ซึ่งจากการซักประวัติทำให้ทางโรงพยาบาลสงสัยว่า อาจเข้าข่ายเป็นโรคฝีดาษลิง จึงตรวจว่าเป็นโรคฝีดาษลิง ไทป์ 2 หรือสายพันธุ์ Clade 2 หรือไม่ ซึ่งได้ผลลบในเวลาต่อมา แต่เมื่อตรวจกับสายพันธุ์ 1b กลับได้ผลไม่ชัดเจน
แต่เพื่อความแน่ใจว่าเป็นโรคฝีดาษลิงหรือไม่ ทางโรงพยาบาลจึงใช้วิธีการตรวจด้วยยีนแบบ RT-PCR ซึ่งผลออกมาว่าผู้ป่วยเป็นโรคฝีดาษลิงแน่นอน อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจเพิ่มเติมต่อโดยการไล่ลำดับยีนเพื่อหาดูว่าเป็นสายพันธุ์ใดกันแน่
“แม้ตอนนี้ยังไม่ 100%” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว “แต่เป็นฝีดาษวานรแน่ และมาจากประเทศที่มีการระบาดของฝีดาษวานร Clade 1b”
เบื้องต้นไม่พบว่าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง คาดว่าจะยืนยันสายพันธุ์ของโรคได้ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ และหากผลออกมายืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ 1b ก็จะเป็นการยืนยันว่าพบผู้ป่วยจากสายพันธุ์นี้รายแรกในไทย
นพ.ธงชัย ยืนยันว่าทางกรมควบคุมโรคมีระบบติดตามผู้สัมผัส รวมถึงติดตามผู้ที่นั่งบนเครื่องบินใกล้ชิดกับผู้ป่วยในระยะ 2 แถว รวม 43 คนได้หมด เพื่อสอบสวนโรคต่อ และติดตามอาการระยะเวลา 21 วัน ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องกักตัว แต่ต้องไปพบแพทย์เมื่อมีอาการ
“จะเห็นว่าผู้ป่วยรายนี้มีระยะเวลาสัมผัสกับคนอื่น ๆ สั้นมากเมื่อลงจากเครื่องบิน” อธิบดีกรมควบคุมโรคบอก เพราะผู้ป่วยลงจากเครื่องบินประมาณ 18.30 น. และวันรุ่งขึ้นก็ไปพบแพทย์ทันที
ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงมาแล้วก่อนหน้านี้ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยจากสายพันธุ์ 2 หรือ Clade 2 ราว 800 คน ในไทย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยมากกว่า 140 คน ที่พบเมื่อช่วงต้นปี 2567
“แต่เนื่องจากทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ฝีดาษวานรสายพันธุ์ 1b เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง ก็อาจมีผลกระทบได้ นี่จึงเป็นการตอบสนองของประเทศไทยต่อสิ่งที่ WHO ประกาศไว้” อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ พร้อมกับยืนยันว่าโรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนกับโรคโควิด-19
สำหรับโรคฝีดาษลิงสายพันธุ์ 2 ที่พบในไทยจนถึงตอนนี้ นพ.ธงชัย บอกว่าสาเหตุมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนผู้เสียชีวิตมักมีเชื้อเอชไอวี (HIV) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่โดยปกติแล้วโรคนี้สามารถหายได้เอง ยกเว้นว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิต
โรคเอ็มพอกซ์ หรือเดิมคือ ฝีดาษลิง พบบ่อยแค่ไหน
โรคเอ็มพอกซ์ เกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ (smallpox) แต่เชื้อไวรัสไข้ทรพิษ มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก ในตอนแรกไวรัสนี้ถูกแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน แต่ปัจจุบันยังสามารถแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนได้เช่นกัน
โรคนี้พบได้มากที่สุดในพื้นที่ห่างไกลในป่าดิบชื้นของแอฟริกา ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
ในภูมิภาคเหล่านี้ มีผู้ป่วยหลายพันรายและมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากโรคนี้ทุกปี โดยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
เอ็มพ็อกซ์เดิมรู้จักกันในชื่อฝีดาษลิง แบ่งเป็น 2 สายพันธุ์หลักคือ Clade 1 และ Clade 2
การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขสำหรับโรคเอ็มพอกซ์ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อปี 2022 เกิดจากประเภท Clade 2 ซึ่งค่อนข้างมีความรุนแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นการระบาดที่เกิดจาก Clade 1 ที่มีความรุนแรงมากกว่า และคร่าชีวิตถึง 10% ของตัวเลขผู้ป่วยจากการระบาดครั้งก่อน มันยังระบาดอย่างรวดเร็วด้วย
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในไวรัสเมื่อประมาณเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว การกลายพันธุ์นำไปสู่การเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า Clade 1b ซึ่งได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นมา สายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการระบุโดยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งว่าเป็น "สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดจนถึงขณะนี้"
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อเอ็มพอกซ์นี้มากกว่า 14,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 450 รายจากโรคนี้ระหว่างต้นปี 2024 ถึงสิ้นเดือน ก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 160% ในการติดเชื้อและเพิ่มขึ้น 19% ในการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2023
แม้ว่า 96% ของผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่โรคนี้ได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บุรุนดี เคนยา รวันดา และยูกันดา ซึ่งปกติแล้วไม่พบโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น
ตอนที่สายพันธุ์ที่เบากว่าของโรคเอ็มพอกซ์ ที่เรียกว่า “Clade II” ซึ่งมีอยู่ในแอฟริกาตะวันตก ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกในปี 2022 โรคนี้แพร่กระจายไปยังเกือบ 100 ประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปและเอเชียซึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่พบไวรัสนี้ แต่ได้รับการควบคุมโดยการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยง
ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก การเข้าถึงวัคซีนและการรักษาโรคเอ็มพอกซ์มีจำกัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรค