ฟังเหตุผลทนายส่วนตัว หลังทักษิณจะไม่ไปศาลฎีกาฯ วันไต่สวนคดีบังคับโทษจำคุก "ชายชั้น 14"

ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรกพร้อมบุตรสาว แพทองธาร ในระหว่าง 14-16 มี.ค. 2567 ภายหลังได้รับการพักโทษตามระเบียบราชทัณฑ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรกพร้อมบุตรสาว แพทองธาร ในระหว่าง 14-16 มี.ค. 2567 ภายหลังได้รับการพักโทษตามระเบียบราชทัณฑ์ ซึ่งในเวลานั้นเขายังสวมปลอกคออยู่

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดพร้อมหรือนัดไต่สวน "คดีชั้น 14" วันศุกร์นี้ (13 มิ.ย.) โดยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่เดินทางไปขึ้นศาลด้วยตนเอง แต่มอบหมายทีมทนายไปแทน

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ คือผู้ยืนยันข้อมูลนี้กับบีบีซีไทย

เขาบอกด้วยว่า ศาลอนุญาตให้ขยายเวลาในการส่งเอกสารคำชี้แจงออกไปเป็นภายใน 23 มิ.ย. ตามที่ทนายความของนายทักษิณยื่นคำขอไป แต่การนัดไต่สวนจะยังเกิดขึ้น 13 มิ.ย. ตามเดิม โดยตนจะเดินทางไปยังศาลฎีกาฯ ตามนัด

ส่วนสาเหตุที่นายทักษิณไม่เดินทางไปศาลเอง นายวิญญัติกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นคำแนะนำของทีมทนายความ และอีกส่วนหนึ่งต้องดูว่าหมายแจ้งคำสั่งศาลสั่งไว้อย่างไร ซึ่งศาลให้ทำคำชี้แจงภายใน 30 วัน ดังนั้นหน้าที่ของเราก็คือชี้แจงไป ส่วนตัวอดีตนายกฯ ไม่ได้มีหมายเรียกให้ไปศาล มีทีมทนายอยู่แล้วก็ทำหน้าที่ของตนเองไป

"คดีนี้ท่าน [นายทักษิณ] ไม่ได้เป็นจำเลยแล้ว แต่มีหมายแล้วใช้สถานะจำเลยตามคดีเดิม" นายวิญญัติอธิบาย

การเปิดศาลไต่สวนคดีนี้เกิดขึ้น "เมื่อความปรากฏต่อศาลว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลนี้ ศาลย่อมมีอำนาจในการไต่สวน และมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร"

ศาลฎีกาฯ ตั้งองค์คณะ 5 คนให้ดำเนินการไต่สวนการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณที่ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14"

ก่อนหน้านี้เมื่อ 30 เม.ย. ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลดำเนินการไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ เนื่องจากไม่ได้ถูกจำคุกตามคำพิพากษา และถูกส่งไปพักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจโดยมิชอบ แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการบังคับโทษจำคุก ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในชั้นบังคับตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อความปรากฏต่อศาล จึงเห็นควรให้ 1. ส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.) และจำเลย (นายทักษิณ ชินวัตร) แล้วให้โจทก์และจำเลยแจ้งต่อศาลว่ามีข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างในคำร้องหรือไม่อย่างไร 2. ส่งสำเนาคำร้องให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาของศาลว่าการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่อย่างไร ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 6

ศาลให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจัดทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงแจ้งให้ศาลทราบ พร้อมแสดงหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งศาล

โต้แย้งข้อแรกปม "ไม่ป่วยจริง"

ทักษิณ ชินวัตร พบปะคนเสื้อแดงระหว่างอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ช่วง 14-16 มี.ค. 2567

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร พบปะคนเสื้อแดงระหว่างอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ช่วง 14-16 มี.ค. 2567

สำหรับขั้นตอนในวันที่ 13 มิ.ย. นายวิญญัติระบุว่า การนัดพร้อม เพื่อให้คู่ความดูว่าจากนี้จะมีกระบวนการอะไรของศาลในคดีที่ศาลมีหมาย ถ้ามีกระบวนการอะไร ศาลก็คงจะมีคำสั่งให้ชัดเจนในวันนั้น แต่แนวทางโดยปกติคือ ศาลจะดูว่าคำชี้แจงและหลักฐานต่าง ๆ เพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอแล้วก็อาจมีคำสั่งนัดฟังคำพิพากษาออกมา หรือถ้าข้อเท็จจริงจากการไต่สวนยังไม่เพียงพอ ศาลอาจจะนัดไต่สวนโดยเรียกบุคคลอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้เป็นดุลพินิจศาล

ทนายความประจำตัวนายทักษิณปฏิเสธจะเปิดเผยรายละเอียดของคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวอ้างตามคำร้อง เพราะอยู่ระหว่างการเรียบเรียงและขอคัดเอกสาร แต่ประเด็นที่ต้องโต้แย้งแน่นอนเป็นประการแรก ๆ คือข้อกล่าวหาเรื่อง "ไม่ป่วยจริง"

เมื่อให้ประเมินว่า มติของที่ประชุมแพทยสภาที่สั่งลงโทษแพทย์ 3 คนที่รักษานายทักษิณ จะส่งผลต่อการไต่สวนคดีชั้น 14 ในศาลแค่ไหนอย่างไร นายวิญญัติไม่ขอประเมินเรื่องนี้ แต่เห็นว่ามติแพทยสภาเป็นมติเกี่ยวกับการตรวจสอบมาตรฐานและจริยธรรมของแพทย์ และในการตรวจสอบ ก็ไม่เคยเห็นแพทยสภาออกมาปฏิเสธว่านายทักษิณไม่ป่วยจริง จึงไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาพิจารณาในวันที่ 13 มิ.ย.

"เขา [แพทยสภา] ไม่ได้ตรวจสอบว่าท่านป่วยจริงไหม ติดคุกชอบหรือไม่ชอบ จึงเป็นคนละประเด็นกัน ดังนั้นการพิจารณาของแพทยสภาจึงไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ" นายวิญญัติกล่าว แต่เขาพบว่ามี "คนพยายามเชื่อมโยง" 2 กรณีนี้เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง

"คดีประวัติศาสตร์" ?

ส่วนการเปิดศาลไต่สวนคดีชั้น 14 ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์หรือไม่ที่ศาลใช้อำนาจ "บังคับโทษ"

ทนายความของนายทักษิณตอบว่า ที่ผ่านมา ไม่แน่ใจว่าศาลได้เข้ามาใช้อำนาจตรวจสอบการ "บริหารโทษ" ของราชทัณฑ์แบบนี้หรือไม่ ถ้าที่ผ่านมาไม่เคยมี ก็ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราต้องกลับมาอยู่ในประเด็นว่าการบริหารโทษของเรือนจำ ราชทัณฑ์ทำโดยมีกฎหมายอนุญาตหรือไม่ ถ้าทำโดยมีกฎหมายอนุญาต ก็เป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาที่อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ ตั้งแต่ 0.20 น. ของวันที่ 23 ส.ค. 2566

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาที่อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ ตั้งแต่ 0.20 น. ของวันที่ 23 ส.ค. 2566

อย่างไรก็ตามเขาไม่ขออธิบายเรื่องอำนาจของศาลและอำนาจของราชทัณฑ์ในเวลานี้ เพราะเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ส่วนนักกฎหมายหรือนักวิชาการที่ให้ความเห็นต่อสาธารณะก็ถือว่าเป็นสิทธิของเขา

ย้อนไปเมื่อ 1 ก.ย. 2566 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการ รมว.ยุติธรรม เคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า นายทักษิณอยู่ที่ รพ. จะถูกนับว่า "จำคุกด้วยหรือไม่" โดยกล่าวว่า "นับอยู่ในกำหนดระยะเวลาด้วย และถือว่าอยู่ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์ตลอด เราถึงต้องส่งพนักงานกรมราชทัณฑ์ 4 คนไปเฝ้า และมีอำนาจออกระเบียบว่าใครเข้าเยี่ยมบ้าง และเข้าเยี่ยมได้กี่คน คนละกี่นาที..."

ต่อมาเมื่อศาลฎีกาฯ นัดไต่คดีชั้น 14 จึงมีการนำคำให้สัมภาษณ์ของอดีตรองนายกฯ วิษณุมาเผยแพร่ซ้ำเพื่อยืนยันว่าชั้น 14 ของ รพ.ตำรวจเป็นสถานที่คุมขัง จึงถือว่านายทักษิณรับโทษจำคุกแล้ว

จึงน่าสนใจว่าทีมทนายความของนายทักษิณได้ยื่นความเห็นของนายวิษณุประกอบการแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายวิญญัติกล่าวว่า มันไม่ใช่ใครเป็นคนพูดแล้วจะมีน้ำหนัก นายวิษณุคงพูดตามกฎหมายราชทัณฑ์ เป็นการพูดตามหลักกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่บัญญัติให้ทำได้ หรือให้หมายว่าการทำเช่นนั้นเป็นไปตามกฎหมาย ก็กลายเป็นความผิด ดังนั้นเมื่อท่านพูดไปตามหลักกฎหมาย ก็ถือเป็นเรื่องที่ถูก

"เราไม่ได้อ้างอิงคำพูดของอาจารย์วิษณุ แต่อ้างอิงกฎหมายและข้อเท็จจริงว่าตรวจโดยใคร รักษาโดยใคร ดังนั้นความเห็นนักกฎหมายท่านใดท่านหนึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่วินิจฉัยจะพิจารณาว่ารับฟังได้หรือไม่" นายวิญญัติกล่าว

ทวีไม่กังวล ราชทัณฑ์ปฏิบัติมา 100 ปีแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมจะมี 2 หน่วยที่เกี่ยวข้องคือ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กับกรมราชทัณฑ์ ซึ่งจากการสอบถามทั้ง 2 หน่วยงานมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ และถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ไปชี้แจงกับศาล เนื่องจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง 2 หน่วยงานยึดกฎหมายราชทัณฑ์ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไป ทั้งนี้ระบบของกฎหมายไทย ถ้าใช้กฎหมายเฉพาะแล้ว แต่ไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังหรือญาติของบุคคลดังกล่าวได้ ก็จะใช้กฎหมายทั่วไป โดยจะต้องไปขออำนาจศาล

"อะไรที่เข้าไปสู่ศาลแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดี และเราเคารพในคำตัดสินของศาล ส่วนตัวไม่ได้มีความกังวล และหน่วยงานก็ไม่ได้กังวล เพราะเขาปฏิบัติมา 100 กว่าปีแล้ว" รมว.ยุติธรรม กล่าว

ที่มาที่ไปของคดี

นายทักษิณ "ลี้ภัยการเมือง" ไปใช้ชีวิตในต่างแดนนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดเมื่อ 22 ส.ค. 2566 ในวันเดียวกับที่ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นผู้นำรัฐบาล

นายทักษิณ ในฐานะจำเลยที่ 1 ของ 3 คดี ไปแสดงตัวต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.ราชดำเนิน ก่อนถูกบังคับโทษจำคุกรวมระยะเวลา 8 ปี แต่ต่อมา เขายื่นถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี

  • คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551 (คดีให้ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้แก่เมียนมา 4 พันล้านบาท) ความผิดต่อหน้าที่ราชการ กำหนดโทษจำคุก 3 ปี
  • คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 (คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กำหนดโทษจำคุก 2 ปี ทั้งนี้คดีที่ 1 กับคดีที่ 2 นับโทษซ้อนกัน ไม่ได้นับโทษต่อกัน รวมกำหนดโทษจำคุก 3 ปี
  • คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 (คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ปฯ และเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการโทรคมนาคม) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม กำหนดโทษจำคุก 5 ปี
ป้ายข้อความของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในระหว่างจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “120 วันความยุติธรรมหายไป” เมื่อ ธ.ค. 2566 ซึ่งในขณะนั้นนายทักษิณ พักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ป้ายข้อความของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ในระหว่างจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ "120 วันความยุติธรรมหายไป" เมื่อ ธ.ค. 2566 ซึ่งในขณะนั้นนายทักษิณ พักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ

เขาถูกส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แต่ไม่ทันได้นอนในเรือนจำแม้แต่คืนเดียว ก็ถูกย้ายตัวไปเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 และอยู่ที่นั่นจนครบ 6 เดือน เข้าเกณฑ์ "พักโทษ" ได้ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ จึงได้ย้ายออกไปพักอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ.จรัญสนิทวงศ์ ในฐานะ "ผู้ถูกคุมประพฤติตามมาตรการพักโทษ" ก่อนกลายเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ในอีก 6 เดือนต่อมา

ในระหว่างนั้นได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักการเมือง นักวิชาการ นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนบางส่วนว่าเป็น "นักโทษเทวดา" "ติดคุกทิพย์" "อภิสิทธิ์โจ๋งครึ่ม" "สร้างยุติธรรม 2 มาตรฐาน"

มีผู้เคลื่อนไหวตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีชั้น 14 ในหลายกรรมหลายวาระ ผ่านการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี, อภิปรายรัฐบาลกลางสภา, ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอให้ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ, ยื่นฟ้องข้าราชการที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้นายทักษิณออกไปนอนพักรักษาตัวนอกเรือนจำ ฯลฯ ก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะนัดไต่สวนคดีชั้น 14 หลัง "ความปรากฏว่า อาจมีการบังคับตามคำพิพากษาที่ไม่เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด"