จีนเตรียมประกาศ "แผน 5 ปี" ในเร็ววันนี้ ย้อนดูแผนในอดีตเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกนี้ไปอย่างไร ?

A child plays holds the national flag in Tiananmen Square on China's National Day, which marks the 76th anniversary of the founding of the People's Republic of China, in Beijing on October 1, 2025.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    • Author, นิค มาร์ช
    • Role, บีบีซีนิวส์

เหล่าผู้นำระดับสูงของจีนกำลังรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงเป้าหมายที่สำคัญ ๆ ของประเทศและความมุ่งมาดปรารถนาในช่วงครึ่งทศวรรษท้าย

ราวทุก ๆ ปีคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Committee of the Chinese Communist Party) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่อยู่ในระดับสูงสูดของประเทศ จะจัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เรียกว่า "การประชุมเต็มคณะ" (Plenum)

เรื่องที่ถูกนำมาหารือในการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นรากฐานของ "แผนฯ 5 ปี" หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวที่ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จะดำเนินไปในช่วงปี 2026-2030

แผนฉบับเต็มจะยังไม่มีการประกาศจนกระทั่งถึงปีหน้า แต่ทางการจีนมีทีท่าที่จะบอกใบ้สิ่งที่จะถูกบรรจุลงในแผนในวันพุธ (22 ต.ค.) และในครั้งก่อน ๆ ทางการจีนก็เคยประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการประชุม

"นโยบายตะวันตกทำงานตามวงรอบของการเลือกตั้ง แต่นโยบายจีนดำเนินการตามวงรอบของการวางแผน" นีล โธมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีน แห่งสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุ

"แผน 5 ปีจะบ่งบอกเป้าหมายที่จีนต้องการบรรลุ ส่งสัญญาณถึงทิศทางที่ผู้นำประเทศต้องการจะไป และปรับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้เป็นไปตามข้อสรุปที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า" เขากล่าวเสริม

หากมองอย่างผิวเผิน ภาพของการที่เหล่าข้าราชการสวมสูทมาจับมือและวางแผนร่วมกันอาจดูน่าจืดชืด แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่าสิ่งที่พวกเขาหารือและตัดสินใจกันในการประชุมเช่นนี้ มักส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก

และนี่คือประวัติศาสตร์ทั้งสามครั้งที่แผน 5 ปีของจีนได้เปลี่ยนเศรษฐกิจของโลกมาแล้ว

1981-84: "ปฏิรูปและเปิดกว้าง"

เป็นการยากที่จะระบุช่วงเวลาอย่างชัดเจนว่าจีนได้เริ่มเส้นทางของการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อใด แต่หลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์มักจะกล่าวว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 1978

เป็นเวลาเกือบสามทศวรรษที่เศรษฐกิจของจีนถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐ แต่การวางแผนจากส่วนกลางตามสไตล์โซเวียต ทำให้ความต้องการยกระดับความเจริญรุ่งเรืองล้มเหลว และกลับกันคือคนจำนวนมากต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน

ขณะนั้นจีนยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากความเสียหายอย่างหนักภายใต้การปกครองประเทศของเหมา เจ๋อตุง นโยบายการก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward) และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำโดยผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยความตั้งใจจะพลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมจีนนั้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนหลายล้านคน

ในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการชุดที่ 11 ในกรุงปักกิ่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนใหม่ของประเทศ ประกาศว่าถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับองค์ประกอบบางประการของตลาดเสรี

นโยบายของเขาในการ "ปฏิรูปและเปิดกว้าง" กลายเป็นส่วนสำคัญของแผน 5 ปีฉบับถัดไป ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1981

การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี และการลงทุนจากต่างประเทศที่ตามมาภายหลังการประกาศเขตดังกล่าว ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในจีน

Chinese leader Deng Xiao Ping and US President Jimmy Carter signing an agreement for cooperation between China and the United States on science and technology, Washington, DC, January 1979.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจีนภายใต้นโยบายของเติ้ง เสี่ยวผิง ยังรวมถึงข้อตกลงฉบับสำคัญกับประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐฯ ในปี 1979 ด้วย

นายโธมัสมองว่าเป้าประสงค์ของแผน 5 ปีครั้งนั้นได้บรรลุผลอย่างไม่มีอะไรจะชัดเจนไปได้มากกว่านี้แล้ว

"จีนในทุกวันนี้พัฒนาไปไกลเกินกว่าความฝันที่ผู้คนจะเคยคิดฝันจินตนาการได้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 แล้ว

ทว่าแผนฯ ฉบับดังกล่าวยังได้พลิกโฉมเศรษฐกิจโลกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 21 เกิดการจ้างงานสายการผลิตของชาติตะวันตกหลายล้านตำแหน่งในโรงงานใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งของจีน

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า "ไชนา ช็อก (the China shock)" หรือแรงกระแทกอย่างฉับพลันจากจีน รูปแบบเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการเติบโตของบรรดาพรรคการเมืองที่มีแนวทางประชานิยมในพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมของยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ

ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งภาษีศุลกากรและสงครามการค้าต่างถูกออกแบบมาเพื่อทวงคืนตำแหน่งงานในภาคการผลิตของชาวอเมริกัน ที่สูญเสียไปให้กับจีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษก่อน

2011-15: "อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์"

สถานะของจีนในการเป็นโรงงานของโลกถูกทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อจีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านศตวรรษ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางแผนการเคลื่อนไหวต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

แผนนั้นคือการเฝ้าระวังไม่ให้จีนตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "กับดักชนชั้นกลาง (middle income trap)" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเทศที่กำลังเจิรญเติบโตอย่างรวดเร็วไม่สามารถจ้างงานด้วยอัตราค่าจ้างที่ต่ำมากได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพทางนวัตกรรมที่จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการระดับไฮเอนด์แบบประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

ดังนั้น แทนที่จะเดินหน้าแค่การผลิตราคาถูกต่อไป จีนต้องเฟ้นหาสิ่งที่จะเรียกได้ว่า "อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์" ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เริ่มใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2010 โดยสำหรับบรรดาผู้นำในจีนแล้ว คำนี้หมายถึงเทคโนโลยีสีเขียว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นในการเมืองตะวันตก จีนก็ระดมทรัพยากรจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนลงไปในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้

ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำโลกด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าอย่างที่ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ยังผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่จำเป็นต่อการผลิตสิ่งเหล่านี้ด้วย

การที่จีนกุมอำนาจเหนือทรัพยากรหลัก ๆ ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ตอนนี้จีนอยู่ในจุดที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ซึ่งอิทธิพลที่มีก็มากพอจะทำให้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลจีนที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่หายาก ถูกทรัมป์กล่าวว่าเป็นความพยายามจะ "จับโลกไว้เป็นตัวประกัน"

แม้ว่า "ขุมพลังเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์" จะถูกบรรจุในแผน 5 ปีฉบับถัดมาในปี 2011 แต่เทคโนโลยีสีเขียวก็ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นสหัสวรรษที่ 2000 แล้ว โดยหู จิ่นเทา อดีตผู้นำจีน ในฐานะกลไกที่มีศักยภาพสำหรับการเติบโตและอํานาจทางภูมิรัฐศาสตร์

"ความปรารถนาของจีนในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เสรีภาพในการดำเนินการต่าง ๆ มีมานานแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยที่ถักทอเป็นเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน" นีล โธมัส อธิบาย

2021-2025: "การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง"

นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดแผน 5 ปีของจีนเมื่อไม่นานมานี้ได้หันมาให้ความสนใจกับ "การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง" ซึ่งริเริ่มประกาศอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2017

การประกาศเช่นนี้เสมือนเป็นการท้าทายอิทธิพลของอเมริกาในด้านเทคโนโลยี และทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของภาคอุตสาหกรรม

เรื่องราวความสำเร็จต่าง ๆ ภายในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันแบ่งปันวิดีโออย่าง ติ๊กตอก (TikTok) , ยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมอย่าง หัวเว่ย (Huawei) , ไปจนถึงโมเดลเอไออย่าง ดีพซีก (DeepSeek) ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ความเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีของจีนในศตวรรษนี้

แต่เหล่าประเทศตะวันตกมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การจำกัด หรือพยายามจะจำกัดเทคโนโลยีจากจีนที่ได้รับความนิยม ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก และเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต

President of the People's Republic of China Xi Jinping arrives for an official visit to attend the celebrations to mark the 80th anniversary of Russia's Victory in the Great Patriotic War of 1941-1945, in Moscow, Russia on May 7, 2025

ที่มาของภาพ, Grigory Sysoev/RIA Novosti/Pool/Anadolu via Getty Images

คำบรรยายภาพ, แผน 5 ปีของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ "การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง"

จนกระทั่งถึงตอนนี้ จีนได้ผลักดันเทคโนโลยีของประเทศจนประสบความสำเร็จ ผ่านการใช้นวัตกรรมของอเมริกา เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งตอนนี้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการขายไปยังจีนแล้ว

และเนื่องจากสหรัฐฯ ปิดกั้นการขายเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับจีน คาดว่า "การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง" จะถูกปรับเป็น "ขุมพลังทางการผลิตเชิงคุณภาพขุมใหม่" ดังที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศสโลแกนใหม่เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นการปรับไปให้ความสำคัญกับความภาคภาคภูมิในภายในประเทศและความมั่นคงของประเทศมากขึ้น

การประกาศเช่นนี้หมายถึงการทำให้จีนเป็นผู้นำด้านการผลิตชิป ด้านคอมพิวเตอร์ และเอไอ โดยที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก และมีภูมิคุ้มกันต่อการถูกคว่ำบาตร

ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุดของนวัตกรรม น่าจะเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญ ๆ ของแผน 5 ปีฉบับถัดไป

"ความมั่นคงของชาติและความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คือภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้" นายโธมัสอธิบาย

"อย่างที่ผมบอกไป มันย้อนกลับไปตั้งแต่โครงการชาตินิยมที่เป็นรากฐานค้ำจุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีน มันคือการสร้างความมั่นใจว่าจีนจะไม่ถูกครอบงำโดยต่างชาติอีกต่อไป"