สหราชอาณาจักรเตรียมรับรอง "ความเป็นรัฐ" ของปาเลสไตน์ เหตุใดยังมีหลายประเทศที่ไม่ยอมรับรอง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ประกาศเมื่อวานนี้ (29 ก.ค.) ว่าจะรับรอง "ความเป็นรัฐ" ของปาเลสไตน์ต่อสมัชชาสหประชาชาติในเดือน ก.ย. นี้
"ผมพูดอยู่เสมอเราจะรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ เพื่อเป็นการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพที่เหมาะสม" สตาร์เมอร์ กล่าว
"เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสู่สันติภาพ ผมสามารถยืนยันได้ว่าสหราชอาณาจักรจะรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ ต่อสมัชชาสหประชาชาติในเดือน ก.ย. เว้นแต่อิสราเอลจะเดินหน้าอย่างแท้จริงในการยุติสถานการณ์อันเลวร้ายในฉนวนกาซา" เขาระบุ
โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเปิดเผยเงื่อนไขต่ออิสราเอล คือขอให้ตกลงหยุดยิง, ยอมรับสันติภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว, ฟื้นคืนแนวทางการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ, ยินยอมให้สหประชาชาติจัดส่งความช่วยเหลืออีกครั้ง และแสดงจุดยืนว่าจะไม่มีการผนวกดินแดนในเขตเวสต์แบงก์
ขณะเดียวกัน เขาก็ฝากข้อความไปยังกลุ่มฮามาสเช่นกันว่า จะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมดโดยทันที, ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง, ปลดอาวุธ และยอมรับว่า "พวกเขาจะไม่มีบทบาทอีกแล้วในรัฐบาลของกาซา"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ก่อนหน้านี้ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็เปิดเผยเช่นกันว่า ฝรั่งเศสจะรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่ทำเช่นนั้น
มาครงโพสต์ผ่านเอ็กซ์ (X) ระบุว่า การประกาศอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก
"ความจำเป็นเร่งด่วนในวันนี้คือ การที่สงครามในฉนวนกาซายุติลง และประชากรพลเรือนได้รับการช่วยเหลือ สันติภาพเป็นไปได้ เราต้องการการหยุดยิงในทันที การปล่อยตัวประกันทั้งหมด และความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างมหาศาลให้กับผู้คนในกาซา" เขาระบุ
ด้านเจ้าหน้าที่ทางการของปาเลสไตน์แสดงความยินดีกับการตัดสินใจนี้ของมาครง ขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้เป็นการ "ให้รางวัลต่อการก่อการร้าย" จากการที่กลุ่มฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023
ฟากสหรัฐอเมริกา "ปฏิเสธอย่างแข็งขัน" ต่อการประกาศของมาครง โดยมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ อธิบายการตัดสินใจนี้ว่าเป็น "ความบ้าบิ่น"
G7 คือกลุ่มของบรรดาประเทศอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย ฝรั่งเศส สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนี แคนาดา และญี่ปุ่น
อิสราเอลไม่ยอมรับ "ความเป็นรัฐ" ของปาเลสไตน์ และรัฐบาลอิสราเอลในปัจจุบันต่อต้านการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา โดยโต้แย้งว่า การมีรัฐดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอล
นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ระบุบนเอ็กซ์ (X) ว่า "รัฐปาเลสไตน์ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้จะกลายเป็นฐานยิงจรวดเพื่อทำลายล้างอิสราเอล ไม่ใช่เพื่ออยู่อย่างสงบสุขข้าง ๆ กัน หรือกล่าวให้ชัดก็คือ ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้แสวงหารัฐที่ตั้งอยู่เคียงข้างอิสราเอล แต่พวกเขาแสวงหารัฐมาแทนที่อิสราเอล"
ประเทศใดบ้างที่รับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์

ที่มาของภาพ, Reuters
ปัจจุบันรัฐปาเลสไตน์ได้รับการรับรองโดยรัฐต่าง ๆ จำนวนกว่า 140 รัฐ จากบรรดา 193 รัฐที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ รวมถึงสมาชิกของกลุ่มอาหรับที่สหประชาชาติ องค์การความร่วมมืออิสลาม และสมาชิกของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement)
มีบางประเทศยุโรปอยู่ในกลุ่มรัฐเหล่านี้ด้วย อาทิ สเปน ไอร์แลนด์ และนอร์เวย์ ซึ่งให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 2024 หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีประเทศยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศให้การรับรอง ซึ่งส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจในปี 1988 ขณะที่พวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต
อย่างไรก็ตาม พันธมิตรหลักของอิสราเอลอย่าง สหรัฐอเมริกา และบรรดาชาติพันธมิตร รวมถึงสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ยังไม่ได้ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ โดยออสเตรเลียเคยระบุว่าอาจจะทำเช่นนั้นเพื่อ "สร้างแรงผลักดันสู่การแก้ปัญหาตามแนวทางสองรัฐ (two-state solution)" ในการต่อรองกับอิสราเอล

ที่มาของภาพ, Reuters
เหตุใดบางประเทศจึงไม่รับรอง "ความเป็นรัฐ" ของปาเลสไตน์
ประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ได้การรับรองปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ โดยทั่วไปก็เพราะพวกเขาไม่ได้มีการเจรจาข้อตกลงกับอิสราเอล
"แม้ปากจะกล่าวถึงความจำเป็นในการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ แต่สหรัฐฯ ก็เน้นย้ำในการเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ซึ่งก็เหมือนกับการให้อำนาจอิสราเอลสามารถยับยั้งความปรารถนาของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดชะตาของตนเอง" ฟาวาซ เกอร์เจส ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองตะวันออกกลาง แห่งวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ลอนดอน ระบุ
การเจรจาสันติภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 และหลังจากนั้นก็มีการกำหนดเป้าหมายทางออกแบบสองรัฐ ซึ่งชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยแยกประเทศกัน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการสันติภาพเริ่มถดถอยลงอย่างช้า ๆ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ไปจนถึงก่อนปี 2014 ที่การเจรจาระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ในกรุงวอชิงตันล้มเหลว
ประเด็นปัญหาที่ยากที่สุดยังคงไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงปัญหาชายแดนและคุณสมบัติพื้นฐานของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต สถานะของนครเยรูซาเลม และชะตาของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์จากสงครามเมื่อปี 1948-1949 ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการประกาศก่อตั้งอิสราเอล
อิสราเอลต่อต้านอย่างหนักต่อการเสนอให้ปาเลสไตน์เป็นสมาชิกสหประชาชาติ
สำนักข่าวเอเอฟพี เคยรายงานคำกล่าวของ กิลาด เออร์ดาน เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรอิสราเอลประจำสหประชาชาติ ที่ระบุเมื่อเดือน เม.ย. 2024 ว่า การที่มีการหารือเรื่องนี้นั้น "เป็นชัยชนะแล้ว สำหรับกลุ่มฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" พร้อมกล่าวว่าหากการเสนอชื่อดังกล่าวสำเร็จ จะเสมือนกับเป็นการให้รางวัลต่อกลุ่มก่อการร้าย หลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสในวันที่ 7 ต.ค.
ประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการจะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอิสราเอลจะต้องรู้ว่าการยอมรับรัฐปาเลสไตน์นั้นจะสร้างความขุ่นเคืองให้กับพันธมิตรของพวกเขา
บางประเทศ ซึ่งรวมถึงที่สนับสนุนอิสราเอล โต้แย้งว่าชาวปาเลสไตน์ไม่เข้าเกณฑ์สำคัญของการเป็นรัฐ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญามอนเตวิเดโอเมื่อปี 1933 อาทิ การมีประชากรพำนักถาวร มีการกำหนดอาณาเขตชัดเจน มีรัฐบาล และมีความสามารถในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐอื่น ๆ
แต่ประเทศอื่น ๆ ก็ยอมรับคำจำกัดความที่ยืดหยุ่นกว่า โดยให้น้ำหนักไปที่การได้รับการยอมรับจากรัฐอื่น ๆ
ดินแดนปาเลสไตน์มีสถานะอย่างไรในสหประชาชาติ

ที่มาของภาพ, SHAHZAIB AKBER/EPA-EFE/REX/Shutterstock
ชาวปาเลสไตน์มีสถานะเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ใช่สมาชิก เช่นเดียวกับสันตะสำนัก หรือนครรัฐวาติกัน
ในปี 2011 ปาเลสไตน์ส่งเอกสารเพื่อขอเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติอย่างเต็มรูปแบบ แต่ข้อเสนอดังกล่าวล้มเหลว เนื่องจากขาดการสนับสนุนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และไม่เคยมีการลงคะแนนเสียง
อย่างไรก็ตาม ในปี 2012 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ลงคะแนนเสียงเพื่อยกระดับสถานะของปาเลสไตน์ให้เป็น "รัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ใช่สมาชิก" ซึ่งอนุญาตให้พวกเขามีส่วนร่วมในการอภิปรายในสมัชชา แม้ว่าจะไม่สามารถลงคะแนนเสียงในมติได้
การตัดสินใจในปี 2012 ซึ่งถือเป็นการต้อนรับการบริหารในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซาเป็นผู้สังเกตการณ์ดังกล่าว ถือเป็นประโยชน์กับฝั่งปาเลสไตน์ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล การตัดสินใจนี้ยังอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์เข้าร่วมองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้ รวมถึงศาลสูงสุดของสหประชาชาติ ศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งพวกเขาเข้าร่วมในปี 2015
ในเดือน พ.ค. 2024 สมัชชาสหประชาชาติ ให้สิทธิกับปาเลสไตน์เพิ่มมากขึ้นภายในองค์กร และเรียกร้องให้ได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิก หลังจากมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด
มติดังกล่าวทำให้ปาเลสไตน์สามารถมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการอภิปราย การเสนอวาระการประชุม รวมถึงการมีตัวแทนได้รับเลือกให้อยู่ในคณะกรรมการ แต่ก็ยังไม่ได้ให้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง
ส่วนสถานะการเป็นสมาชิก สามารถให้ได้โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น
ในเดือน เม.ย. ของปีนั้น สหรัฐฯ ในฐานะหนึ่งในห้าสมาชิกถาวร ใช้อำนาจยับยั้งมติของแอลจีเรียที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในการให้ปาเลสไตน์ได้รับการยอมรับในสถานะรัฐ โดยเรียกความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า "เร็วเกินไป"
มติของคณะมนตรีความมั่นคงนั้นมีผลผูกพันทางกฎหมาย ในขณะที่มติของสมัชชาใหญ่ไม่มี
"การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การสหประชาชาติจะทำให้ปาเลสไตน์มีอำนาจทางการทูตมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการเสนอญัตติโดยตรง การลงคะแนนเสียงในสมัชชาใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันในฐานะ 'รัฐที่ไม่ใช่สมาชิก' พวกเขาไม่ได้รับสิทธิน้้น) และในที่สุดก็อาจได้ที่นั่ง/การลงคะแนนเสียงในคณะมนตรีความมั่นคง" กล่าวโดย คาเล็ด เอลกินดี ผู้อำนวยการโครงการเกี่ยวกับปาเลสไตน์และความสัมพันธ์ระหว่างปาเลสไตน์-อิสราเอล จากสถาบันคลังสมองสถาบันตะวันออกกลาง (Middle East Institute) ในกรุงวอชิงตัน
"แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่นำไปสู่การนำไปสู่การแก้ปัญหาตามแนวทางสองรัฐได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อถึงจุดสิ้นสุดการยึดครองของอิสราเอล" เขาเสริม
อย่างไรก็ตาม จิลแบรต์ อาชคาร์ ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากวิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา มหาวิทยาลัยลอนดอน เชื่อว่า "องค์การบริหารแห่งปาเลสไตน์จะไม่ประสบความสำเร็จมากขึ้น" ด้วยการเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของสหประชาชาติ
"มันจะยังคงเป็นเพียงชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการรับรอง 'รัฐปาเลสไตน์' ที่เป็นนามธรรมเมื่อเทียบกับความเป็นจริงของ 'องค์การบริหารแห่งปาเลสไตน์' ที่ไร้อำนาจ ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนเล็ก ๆ ของดินแดนที่ถูกยึดครองในปี 1967 และต้องพึ่งพาอิสราเอลอย่างเต็มรูปแบบ" เขากล่าวเพิ่มเติม
"นี่ยังคงห่างไกลหลายปีแสงจากการที่ 'ปาเลสไตน์จะกลายเป็นรัฐอิสระและมีอธิปไตย' อย่างมาก" เขากล่าวทิ้งท้าย







