พระราชกรณียกิจด้านการป้องกันประเทศ ในพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

King of Thailand Bhumibol Adulyadej and queen Sirikit parade...
BANGKOK, THAILAND - 1998/12/03: King of Thailand Bhumibol Adulyadej and queen Sirikit parade in a car during a ceremony for the king's 71th birthday. (Photo by Thierry Falise/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541

ภาพการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ต่าง ๆ ตลอดรัชสมัยถือเป็นบทบาทใหม่ที่แตกต่างจากสมเด็จพระบรมราชินีของไทยตามแบบจารีตโบราณ

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงวางพระองค์ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจสอดคล้องตามเหตุการณ์ และสถานการณ์ของบ้านเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทั้งบทบาทในการตามเสด็จฯ เยือนต่างประเทศช่วงปี 2502-2510 โดยเฉพาะเสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2503 เพื่อแสดงจุดยืนของรัฐบาลไทยจากสภาพการเมืองระหว่างประเทศในขณะนั้น หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเข้าสู่ยุคสงครามทางอุดมการณ์ระหว่างค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ กับค่ายทุนนิยมเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ ซึ่งเรียกว่ายุคสงครามเย็น

ดังปรากฏในแถลงการณ์ร่วมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และนายพล ดไวท์ ดี. ไอเซนฮาว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2503 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเสด็จฯ เยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการว่า

"การยึดมั่นอย่างเข้มแข็งของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีต่อองค์การสนธิสัญญาอาเซียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) นั้น แสดงถึงความเชื่ออย่างเดียวกันว่า จำเป็นต้องมีความมั่นคงร่วมกันเพื่อพิทักษ์รักษาพรมแดนของโลกเสรีให้พ้นจากการรุกราน และเพื่อส่งเสริมจุดมุ่งหมายในทางสันติที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันอยู่"

BOSTON, MA - JULY 7: His Majesty King Bhumibol Adulyadej of Thailand and his wife, Queen Sirikit, at Logan International Airport in Boston when the monarch arrived in his birth city on July 7, 1960. (Photo by Edward F. Carr/The Boston Globe via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานนานาชาติโลแกน เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2503

รวมทั้งที่ปรากฏในรายงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ซึ่งจัดทำการรายงานข่าวของสื่อมวลชนสหรัฐฯ เพื่อส่งกลับมายังกรุงเทพฯ เกี่ยวกับพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ทางสถานีโทรทัศน์เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ว่า ทรงรับสั่งว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะต่อสู้กับลัทธินี้คือ ประเทศต่าง ๆ จะต้องมีกำลังอันเข้มแข็งเพียงพอที่จะตอบโต้การโจมตีทุก ๆ ทาง และควรจะเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะป้องกันการแทรกซึมไม่ว่าทางใด ถ้าหากปรากฏว่ามี พระองค์ท่านรับสั่งว่า โลกเสรีจะต้องร่วมสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมด้วยประเทศต่าง ๆ ที่รักเสรีภาพควรจะศึกษาหาความรู้เพื่อให้ทราบจิตใจของกันและกันดีขึ้น

และนับตั้งแต่ช่วงปี 2498 พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาคจากสถานการณ์ภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่ขยายเข้ามาภายในประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจไปทุกหนทุกแห่ง แม้ในพื้นที่เสี่ยงภัยอันตราย หลังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนประกาศชัยชนะในปี 2492 ทำให้สถานการณ์ในประเทศรุนแรงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ต้องใช้กำลังทหารต่อสู้กับภัยคุมคามของลัทธิคอมมิวนิสต์

เมื่อครั้งพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยี่ยมราษฎรและทหารบริเวณพื้นที่ จ.น่าน ในปี 2510 ซึ่งมีกองกำลังทหารของไทยตั้งฐานปฏิบัติการ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าไปปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่ พระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงเล่าเหตุการณ์ช่วงนั้นในงานสมาคมนักเรียนเก่าภาคพื้นยุโรป ซึ่งจัดขึ้นในปี 2515 ว่า

"…ตั้งแต่ พ.ศ.2510 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ ก็ไม่ได้เสด็จออกไปเยี่ยมกรายต่างประเทศอีกเลย มัวแต่เสด็จเยี่ยมทหาร ตำรวจ และราษฎรต่ามภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะตามแหล่งที่ถูกคุกคาม....

….ข้าพเจ้ายังจำได้ ตอนที่เสด็จไปทรงเยี่ยมทหารและราษฎรที่ห่างไกลที่บ้านปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ตอนเย็นเสด็จฯ นั้นเอง หน่วยแห่งนี้ถูกโจมตีอย่างรุนแรงถึงบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน ทางกรุงเทพฯ ทราบเข้าก็ขอร้องให้ทรงงด ก็ไม่ทรงยอม เพราะทรงนัดไว้แล้ว ไม่โปรดให้ใครคอยเก้อ...

…เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปถึงก็ทรงกระทำตามหมายกำหนดการทุกอย่าง ซึ่งตามทางเสด็จมีสะเก็ดระเบิดสด ๆ ร้อน ๆ ยังตกระเกะระกะทั่ว ลูกระเบิดที่ไม่ระเบิดก็ยังไม่มีเวลาขุดออก แต่ไม่ว่าพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จแห่งใด สมเด็จเป็นเสด็จไปด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงภัยอันตรายสักเพียงไร...."

และที่ปรากฏเด่นชัดในพื้นที่ที่ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบ คือ เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเริ่มต้นจากเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่จำนวนถึง 413 กระบอก จากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ระหว่างวันที่ 4 กันยายน - 30 ตุลาคม 2547 และมีกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 แก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้ากว่า 1,000 คน ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ว่า ตามเสด็จฯ รัชกาลที่ 9 มากกว่า 30 ปี ไม่เคยพบเคยเห็นเหตุการณ์โหดร้ายทารุณเช่นนี้เลย แต่ก่อนคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ตอนนี้กำลังประสบภัยคุกคามอย่างหนัก ทรงชวนชาวบ้านฝึกยิงปืนเพื่อป้องกันตัว และทรงคิดที่จะฝึกยิงปืนเองอีกด้วย

"....เขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาไม่ทราบจะว่าอย่างไรแล้ว ราวๆ ทุ่ม พวกเรากินข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็นั่งคุยกัน ช่วยกันสร้างศาลานานแล้ว ก็นั่งคุยกันที่นั่น ประเดี๋ยวก็เห็นคนขับมอเตอร์ไซค์มา เป็นผู้ชายหนุ่มซ้อนท้ายมา แล้วก็พอมาถึงที่ศาลานั้น ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่ต่อว่า ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น กระชากเอาปืนอาก้าออกมา ปืนกลที่ทำในรัสเซีย ที่เคยทำในรัสเซีย ออกมายิง ที่นั่งคุยกันนั่นก็ตายหมด และจนป่านนี้ก็ไม่มีใครทราบว่า ผู้ที่ตายทั้งหลายแหล่นี้ ถูกยิงด้วยอาก้านี้ เป็นใครยิง ก็เงียบหายไป คนก็อยู่ด้วยความหวาดกลัวเต็มที่

และตอนหลังเขาก็ทิ้งใบปลิว ที่ตลาดนราธิวาส ใบปลิวบอกว่า ไอ้พวกไทย-พุทธออกไปเดี๋ยวนี้จากแผ่นดินของกู ไม่งั้นจะให้กินลูกปืน ข้าพเจ้าก็ได้แต่ปลอบใจ ชวนไปหัดยิงปืนลูกซอง เพื่อป้องกันตัว อาสาเขาก็อยากป้องกันตัวเองได้ ตกลงเขาก็ไปกันทั้งผู้หญิงผู้ชายไปหัดยิงปืนที่ค่ายของนาวิกโยธินที่ อ.เมืองนราธิวาส ผู้หญิงยิงแม่นมาก ซึ่งไม่นึกว่าผู้หญิงที่ดูมีอายุ ยิงได้พั่วๆ ซึ่งเขาก็ภูมิใจว่าสามารถป้องกันตัวเองได้.....

......ราษฎรเหล่านั้นก็บอกว่าเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยทำกินอยู่ที่นี่มาเป็น 100 ปีแล้ว และพวกเราจะต้องออกไปจากที่นี่เนี่ย จะไปไหนกัน พวกเราไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจะยอมให้ใครมาไล่ออกนอกพื้นที่ ราษฎรเหล่านั้นก็ขอข้าพเจ้าว่า ขอให้ช่วยพูดกับคณะรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ขอร้องว่าอย่าให้ถอนทหารออกจาก 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะว่าถ้าทหารอยู่ ชีวิตเขาก็ยังอยู่ ถ้าทหารถอนออกไปเขาคงตาย และข้าพเจ้าก็เลยบอกว่า ขอให้ทหารซึ่งเป็นนาวิกโยธินไปช่วยทำการฝึกชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะทยอยกันไปที่ค่ายของนาวิกโยธินแล้วก็ฝึกยิงลูกซอง

และก่อนที่ข้าพเจ้าจะกลับเขาส่งข่าวมาว่าตั้งแต่พวกเขายิงปืนลูกซองเป็นเนี่ย การก่อกวน เช่น ถึงเวลานอนก็ไม่ให้นอน ส่งกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไปขับขี่ในหมู่บ้าน ทำเสียงให้ดัง ซึ่งพวกเขาก็กลัวไม่รู้จะทำยังไง แต่ถ้าเขายิงปืนแม่น พวกก่อกวนเหล่านี้ก็หายไป หายเงียบลงไป ข้าพเจ้าจึงขอร้องท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ให้ช่วยสงเคราะห์ดูแลฝึกราษฎรไปเรื่อยๆ เรียกว่า อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน เหมือนที่รัฐมนตรีโภคิน ได้เคยทำไว้ ข้าพเจ้าก็ทำเพิ่มขึ้นอีก ......

.....ข้าพเจ้ากลับมานี่แล้วก็ ถึงอายุ 72 ก็ตาม ก็เห็นจะฝึกยิงปืนขึ้นมาอีกล่ะ แก่เฒ่าแก่ ก็เอาพวกแก่ๆ นี่ไปหัดยิงปืน ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ก็ยังดีกว่าจะต้องให้คนคอยดูแล...."

BANGKOK, THAILAND - 1991/12/01: His Majesty, King Bhumibol Adulyadej of Thailand, and Queen Sirikit ride in a Rolls Royce during the King's annual Birthday Parade. The Royal Thai Army is dressed in full honour guard regalia.. (Photo by Peter Charlesworth/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระยศในขณะนั้น) เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งพระราชพาหนะ ในพิธีสวนสนามเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2534 โดยมีทหารกองเกียรติยศแต่งกายเต็มยศร่วมในพิธี

พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังทรงเป็นองค์ผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจด้านการทหารที่สำคัญในการป้องกันประเทศ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2493 ตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ในการจัดตั้งกำลังช่วยเหลือรัฐบาลของสาธารณรัฐเกาหลีใต้เพื่อยับยั้งการรุกรานของฝ่ายคอมมิวนิสต์ นามเดิมของหน่วยคือ กรมผสมที่ 21 ปี 2502 แปรสภาพเป็น กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

วันที่ 21 สิงหาคม 2504 เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยม ร.21 รอ. เป็นครั้งแรก และให้ถือวันที่ 21 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันที่ระลึกของ ร.21 รอ. ปี 2511 ร.21 รอ. ย้ายจากเดิมที่ตั้งในกรุงเทพฯ ไปที่จังหวัดชลบุรีเป็นที่ตั้งหน่วยในปัจจุบัน ปี 2519 องค์ผู้บังคับการพิเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อค่ายที่ตั้งของ ร.21 รอ.ว่า ค่ายนวมินทราชินี พร้อมทั้งพระราชทานสมญานามว่า "กรมทหารเสือนวมินทราชินี" ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520 กองทัพบกได้โอนการบังคับบัญชา ร.21 รอ. เป็นหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) จนถึงปัจจุบัน

ปี 2524 กองทัพบก ยังอนุมัติหลักสูตรทหารเสือ โดยมี พันโท ณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เป็นผู้สร้างและให้กำเนิดหลักสูตรทหารเสือ ถือเป็นนายทหารรับราชการใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ในถิ่นทุรกันดารและเต็มไปด้วยภัยสงครามในยุคนั้นมาโดยตลอด เสียชีวิต 23 พฤษภาคม 2528 ที่สหรัฐฯ ขณะไปศึกษาเพิ่มเติมในวิชาการทหาร Fort Leavanworth และปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์ ด้วยวัยเพียง 38 ปี

หลักสูตรทหารเสือ เป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีพระราชประสงค์จะเพิ่มพูนขีดความสามารถของกำลังพลในหน่วยให้มีจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบทุกรูปแบบ เมื่อจบการฝึก กำลังพลที่สำเร็จการฝึกหลักสูตรทหารเสือทุกนายจะได้รับพระราชทานเครื่องหมายแสดงขีดความสามารถทหารเสือจากองค์ผู้บังคับการพิเศษ

ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2543 พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรทหารเสือ รุ่น 11 ณ ร.21 รอ. ว่า

"…กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ได้สร้างชื่อเสียงให้ทหารไทย นับตั้งแต่สงครามเกาหลีเรื่อยมาจนได้รับสมญานามว่า 'พยัคฆ์น้อย' และสมญานามว่า 'ทหารเสือราชินี' จากการสร้างวีรกรรมปราบปรามผู้ก่อการร้าย และการป้องกันประเทศชาติหลายต่อหลายครั้ง.

ที่สำคัญคือความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เป็นหน่วยทหารที่มีเกียรติประวัติดีเด่นมีศักดิ์ศรีควรที่ข้าพเจ้าจะภาคภูมิที่เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ขอให้ยึดมั่นต่อความเสียสละนี้ตลอดไป…"

The King and Queen of Thailand involved in a ceremony,...
BANGKOK, THAILAND - 1998/12/01: The King and Queen of Thailand involved in a ceremony, during the King's Birthday Parade in Bangkok. His Majesty King Bhumibol Adulyadej acceded to the Throne as Rama the IX of Thailand on the 9th of June 1946, when he was only 18 years of age.. (Photo by Thierry Falise/LightRocket via Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชกรณียกิจในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2541

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสทำหน้าที่ทหารเสือราชินี ถวายงาน และถวายอารักขา พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน 2 รอ.) และผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.)

ปัจจุบันรัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวม 21 หน่วย ซึ่งรวมทั้ง ร.21 รอ. เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

27 กุมภาพันธ์ 2518 ในพิธีพระราชทานกระบี่ ปริญญาบัตร และประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศ ณ บริเวณสนามในกระทรวงกลาโหม พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราโชวาท ถึงความหมายของคำว่าทหารไว้ว่า

"...ตามศัพท์ "ทหาร" แปลว่าคนหนุ่ม ในความคิดของข้าพเจ้า หมายถึงคนไทยทุกคนที่มีความเข้มแข็ง มีกำลังกายกำลังใจพร้อมที่จะเสียสละรับใช้ ป้องกันรักษาผืนแผ่นดินอันเป็นถิ่นกำเนิด ทหารซึ่งได้ทำชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ไม่เคยแยกตัวเองออกจากประชาชน และประชาชนก็ไม่เคยคิดว่าทหารเป็นอื่น นอกจากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของประชาชน กล่าวอย่างสั้น ๆ คือคนไทยเป็นทั้งทหารทั้งพลเรือนอยู่พร้อมเสร็จ จะเป็นชายแดนสุพรรณบุรี กาญจนบุรี หรืออ่างทอง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านก็ตาม ยามใดบ้านเมืองมีความสงบสุข ก็ทำหน้าที่เป็นพลเรือน ยามใดเกิดศึกสงคราม ก็ทำหน้าที่เป็นทหาร เช่นชาวบ้านบางระจัน ยามปรกติทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพิ่มผลทางเศรษฐกิจเลี้ยงประเทศ แต่เมื่อข้าศึกมาประชิดบ้านเมือง ชาวบ้านก็กลับเป็นทหารผู้กล้าหาญขึ้นทันที...

….ข้าพเจ้าปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้นายทหารไทยผู้มีการศึกษาอันก้าวหน้าสมบูรณ์ในวิทยาการ ทั้งด้านยุทธวิธีและด้านการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ได้รักษาเลือดทหารของไทยไว้อย่าให้เสื่อมคลาย ให้มีความสำนึกตระหนักในความหมายของคำว่า "ทหาร" โดยถ่องแท้ เพื่อที่จักได้รู้จักหน้าที่ของทหารของชาติกว้างขวางลึกซึ้ง และไม่หวั่นไหวต่อคำกล่าวบิดเบือนที่ซึมเข้ามาจากต่างแดน ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะแยกทหารออกจากประชาชน และแยกประชาชนออกจากทหาร..."

พระมหากรุณาธิคุณด้านการทหารเป็นที่ประจักษ์ชัด ทางราชการทหารจึงขอพระราชทานพระยศถวายแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพันเอกผู้บังคับการพิเศษ ร.21 รอ. และนายทหารพิเศษของกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ จากนั้นก็ได้ขอพระราชทานพระยศถวายเพิ่มขึ้น จนถึงจอมพลหญิง จอมพลเรือหญิง จอมพลอากาศหญิง สมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 นับเป็นจอมพลหญิงพระองค์แรกและพระองค์เดียวของประเทศไทย

ประเพณีการพระราชทานยศทหาร ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ในส่วนของสตรีที่มียศทางทหาร เริ่มมีครั้งแรกในรัชสมัย รัชกาลที่ 6 โดยโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพันเอกหญิงแก่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร และพระราชทานยศนายพันโทหญิง แก่สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี (ในขณะนั้น) ส่วนรัชสมัย รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯพระราชทานยศพันโทญิง และเลื่อนเป็นพันเอกหญิง แก่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

อ้างอิงแหล่งข้อมูล :

  • หนังสือ เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา จัดทำโดยกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ชาวไทย
  • หนังสือ คทาจอมพล โดย กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • เฟซบุ๊ก กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ฯ - ทหารเสือราชินี 4.0
  • เว็บไซด์ประชาไท พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเกี่ยวกับสถานการณ์ภาคใต้ 16 พฤศจิกายน 2547
  • 84 พรรษา นางแก้วคู่พระบารมี หนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จัดทำโดย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)