สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีวิวัฒนาการสร้าง “เมือก” อย่างน้อย 15 ครั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
สารคัดหลั่งเหนียวหนืดในร่างกายคนและสัตว์ที่เรียกว่า “เมือก” (mucus) ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือสารเคลือบเยื่อบุต่าง ๆ นั้น ถึงจะดูน่าขยะแขยงแต่มีประโยชน์ในการดำรงชีวิต รวมทั้งสำคัญต่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์อย่างยิ่ง
ล่าสุดทีมนักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโลของสหรัฐฯ ได้ค้นพบหลักฐานที่ชี้ถึงความสำคัญของเมือกในเชิงวิวัฒนาการ โดยพวกเขาศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสิบชนิด จนพบว่าสัตว์เหล่านี้มีวิวัฒนาการเพื่อสร้างเมือกที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองและหาไม่พบในสัตว์อื่น อย่างน้อย 15 ครั้ง
รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ระบุว่า อาณาจักรสัตว์นั้นเต็มไปด้วยการผลิตเมือกอย่างมหาศาล เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่กลไกต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีโปรตีนกลุ่มที่เรียกว่า “มิวซิน” (mucin) หลายชนิด มาร่วมกันทำงานผลิตเมือก ซึ่งจะทำให้เกิดสารคัดหลั่งแบบต่าง ๆ ที่มีระดับความเหนียวข้นและความลื่นแตกต่างกันไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าหนูทดลองที่เลี้ยงไว้ไม่มีโปรตีนมิวซินชนิด MUC7 เหมือนกับที่พบในน้ำลายของมนุษย์ แต่น้ำลายของหนูกลับมีโปรตีน MUC10 ซึ่งคล้ายกับโปรตีน PROL1 ที่เป็นสารหล่อลื่นในน้ำตาของมนุษย์แทน ทำให้น่าสงสัยว่าโปรตีนสร้างเมือกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากยีนตัวเดียวกัน ซึ่งที่จริงควรจะถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษร่วมของคนกับหนู
หลังทำการวิเคราะห์พันธุกรรมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 49 ชนิด ตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กอย่างตัวนิ่มไปจนถึงแรด ทีมผู้วิจัยพบว่ามีโปรตีนมิวซินอย่างน้อย 15 ชนิด ที่พบในสัตว์เพียงชนิดเดียวและไม่พบในสัตว์อื่น ซึ่งพวกเขาเรียกโปรตีนมิวซินแบบนี้ว่า “มิวซินกำพร้า” เพราะพวกมันต่างเกิดขึ้นจากขั้นตอนวิวัฒนาการที่แยกสายกัน โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องเป็นวงศ์ตระกูลเดียวกันเลย
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีโปรตีนมิวซินในรูปแบบเฉพาะของตนเองนั้น รวมไปถึงวัว เฟอร์เรต (ferret) และมนุษย์ด้วย โดยตัวเฟอร์เรตนั้นมีโปรตีนสร้างเมือกพิเศษเฉพาะตัวถึง 5 ชนิดด้วยกัน
ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุปว่า “เหตุผลที่โปรตีนสร้างเมือกในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีความแปลกประหลาดเช่นนี้ ก็เพราะที่มาของมันไม่ได้ถือกำเนิดจากพันธุกรรมของสัตว์ต้นตระกูลเพียงตัวเดียว มิวซินแต่ละชนิดมีความเป็นมาที่แยกเป็นอิสระจากกัน และวิวัฒน์มาด้วยวิถีทางที่แตกต่างกัน”







