สัตว์ประหลาดไร้ก้นในฟอสซิล 530 ล้านปี ไม่ใช่บรรพบุรุษมนุษย์

ที่มาของภาพ, CHANGAN UNIVERSITY
ซากฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เหมือนถุงเล็ก ๆ แต่กลับมีปากกว้างใหญ่เกินตัวและไร้ทวารสำหรับขับถ่าย เคยตกเป็นข่าวดังเมื่อปี 2017 เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์อ้างว่า มันคือบรรพบุรุษของมนุษย์รุ่นเก่าแก่ที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมา
ทว่าผลการศึกษาล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ชี้ชัดว่าสัตว์ประหลาดโบราณที่เคยมีชีวิตอยู่ในต้นยุคแคมเบรียนเมื่อราว 530 ล้านปีก่อน แท้ที่จริงคือต้นตระกูลของสัตว์จำพวกปูและแมงมุม ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางวิวัฒนาการกับมนุษย์หรือวานรแต่อย่างใด
สัตว์โบราณดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saccorhytus coronarius ถูกค้นพบเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในชั้นหินที่เคยเป็นก้นทะเลในยุคดึกดำบรรพ์มาก่อน บริเวณมณฑลชานซีหรือส่านซีทางตอนใต้ของจีน โดยมันมีขนาดลำตัวเล็กจิ๋วเพียง 1.3 มิลลิเมตร แต่มีปากกว้างเกินตัวถึง 0.5 มิลลิเมตร ซึ่งคาดว่าเป็นช่องเปิดของร่างกายที่มันใช้ทั้งกินอาหารและขับถ่ายไปในตัว
เมื่อหลายปีก่อนทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของสหราชอาณาจักร ได้เสนอผลวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายของ S.coronarius ไว้ว่า ช่องเปิดเล็ก ๆ ที่อยู่โดยรอบปากกว้างของมันนั้น ต่อมาได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นเหงือกปลา ซึ่งบ่งชี้ว่ามันคือต้นตระกูลที่เป็นบรรพบุรุษร่วมของสัตว์จำพวก deuterostome ที่รวมถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิดและมนุษย์ด้วย

ที่มาของภาพ, IMPERIAL COLLEGE LONDON
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรได้คัดค้านข้อเสนอดังกล่าว หลังจากใช้เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนถ่ายภาพรังสีเอกซ์ 3 มิติ ที่มีความละเอียดสูงกับฟอสซิล S.coronarius อีกครั้ง
พวกเขาพบว่าช่องเปิดเล็ก ๆ รอบปาก ที่เชื่อว่าได้วิวัฒนาการไปเป็นเหงือกปลานั้น แท้ที่จริงเป็นรูโหว่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ หลังอวัยวะส่วนที่เป็นรยางค์ เช่นขา ก้าม หรือหนวด ได้หักออกไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยบริสตอลจึงได้จัดให้ S.coronarius อยู่ในกลุ่มของสัตว์จำพวก ecdysozoan ซึ่งรวมถึงแมลง สัตว์น้ำมีเปลือกแข็ง และหนอนตัวกลม โดยส่วนของรยางค์ที่ยื่นออกมานั้นน่าจะช่วยในการจับเหยื่อที่พื้นทรายก้นมหาสมุทร แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่ามันกินอะไรเป็นอาหาร
การค้นพบล่าสุดนี้ ทำให้นักบรรพชีวินวิทยาต้องค้นหาต้นตระกูลของสัตว์จำพวก deuterostome กันต่อไป เพื่อไขปริศนาและเติมเต็มช่องว่างในสายวิวัฒนาการของคนเรา รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด











