เปิดโปง "โรงเรียนดัดสันดาน" ของวัยรุ่นจีนหัวขบถ นักเรียนแฉถูกหลอกลักพาตัวและล่วงละเมิด

- Author, เมิ่งเฉิน จาง, แจ็ก หลอ, อังกูร ชาห์
- Role, บีบีซี อาย อินเวสทิเกชัน และแผนกภาษาจีน
คำเตือน: รายงานข่าวนี้มีเนื้อหาที่กล่าวถึงการล่วงละเมิดทางเพศและการทำร้ายร่างกาย รวมถึงบทสนทนาที่ว่าด้วยการฆ่าตัวตาย
หัวใจของเป๋าเป่ายังคงเต้นถี่แรงขึ้น เมื่อเธอได้กลิ่นไอดินหลังฝนตกยามเช้า
มันทำให้เธอหวนนึกถึงการฝึกทหารแต่เช้าตรู่ ในโรงเรียนที่ประตูทางเข้าออกปิดตาย รวมทั้งความหวาดกลัวที่ฝังใจตลอดเวลา ในทุกวันระหว่างที่เธอศึกษาอยู่ที่ "โรงเรียนการศึกษาคุณภาพหลี่เจิง"
ในตอนที่เป๋าเป่า (นามสมมติ) มีอายุได้ 14 ปี เธอไม่ได้ย่างเท้าออกจากอาคารเรียนสีขาวแดงในชนบทที่ห่างไกลของจีนเป็นเวลานานถึง 6 เดือน เพราะสถานที่แห่งนั้นคือ "โรงเรียนดัดสันดาน" ซึ่งมีไว้สำหรับแก้ไขความประพฤติของเยาวชนที่ครอบครัวมองว่าดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง หัวขบถ และเป็นเด็กมีปัญหา
นักเรียนที่ไม่เชื่อฟังครูและไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน จะถูกเฆี่ยนตีที่ก้นและแผ่นหลังอย่างหนัก จนไม่อาจนอนหงายหรือนั่งลงได้เป็นเวลาหลายวัน "ทุกนาทีในโรงเรียนแห่งนั้นช่างแสนทรมาน" เป๋าเป่าซึ่งตอนนี้มีอายุได้ 19 ปีแล้ว เล่าให้บีบีซีฟัง เธอยังบอกว่าในตอนนั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย และได้ทราบมาว่ามีนักเรียนคนอื่น ๆ ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยเช่นกัน
"เราถูกเฆี่ยนตีและข่มขืน"
รายการข่าวสืบสวนสอบสวน บีบีซี อาย อินเวสทิเกชัน (BBC Eye Investigation) ได้ค้นพบว่ามีข้อกล่าวหาจำนวนมากเกี่ยวกับการล่วงละเมิดและทำร้ายร่างกายเยาวชนที่โรงเรียนของเป๋าเป่า รวมทั้งที่โรงเรียนอีกหลายแห่งในเครือเดียวกัน ทั้งยังมีหลายกรณีที่วัยรุ่นถูกลักพาตัว เพื่อส่งไปรับการดัดสันดานที่โรงเรียนเหล่านี้
แม้การลงโทษด้วยการเฆี่ยนตี จะถูกสั่งห้ามในจีนมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้ว แต่บีบีซีสามารถรวบรวมปากคำของพยานซึ่งเป็นอดีตนักเรียนได้ถึง 23 ราย โดยพวกเขายืนยันว่าเคยถูกโรงเรียนดัดสันดานเหล่านี้เฆี่ยนตี ทั้งยังบังคับพวกเขาให้ออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงสุดขั้วเป็นการลงโทษ นักเรียนหญิงรายหนึ่งบอกว่าเคยถูกครูข่มขืน ส่วนอีกสองคนรวมทั้งเป๋าเป่าบอกว่า เคยถูกครูผู้สอนลวนลามและประทุษร้ายทางเพศ
การซ่อนกล้องแอบถ่ายยังเผยให้เห็นการลักพาตัวเยาวชน โดยทีมพนักงานของโรงเรียนดัดสันดาน ซึ่งในการนี้พวกเขาจะปลอมตัวแอบอ้างว่าเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อบังคับพาตัว "เด็กมีปัญหา" ไปส่งเข้าโรงเรียนดัดสันดาน มีเด็กวัยรุ่นถึง 13 คน ที่เผยกับบีบีซีว่า พ่อแม่ของพวกเขารู้เห็นเป็นใจและยินยอมให้คนร้ายลักพาตัวลูกไปเอง

นอกจากนี้ยังมีปากคำพยานที่ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และบีบีซีแผนกภาษาจีน ได้จากการสัมภาษณ์และรวบรวมเอกสารหลักฐานของตำรวจ, นักกิจกรรม, และสื่อทางการของรัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับโรงเรียนดัดสันดาน 5 แห่ง ที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโรงเรียนโหดที่มีอยู่อย่างน้อย 10 แห่งด้วยกัน ผู้บริหารของโรงเรียนเหล่านี้คืออดีตทหารผ่านศึก "หลี่ เจิง" หรือไม่ก็บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขา
โรงเรียนดัดสันดานที่ว่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการศึกษาที่กำลังบูมในจีน โดยมีการให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่ที่วิตกกังวลเรื่องความประพฤติดื้อด้านของลูกว่า การฝึกวินัยแบบทหารจะช่วย "ซ่อม" เด็กมีปัญหาให้กลายเป็นเด็กดีได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ติดเกมหรืออินเทอร์เน็ต, ติดคนรัก, ซึมเศร้า, หรือมีปัญหาเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศก็ตาม พ่อแม่บางรายถึงกับส่งลูกที่มีอายุ 18 ปีแล้ว ไปยังโรงเรียนดัดสันดานเหล่านี้ แม้กฎหมายจะถือว่าพวกเขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วก็ตาม
ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเยาวชนในโรงเรียนโหดเหล่านี้ ได้กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนมาหลายครั้ง ในบางกรณีทางการได้เข้าจับกุมผู้บริหารและสั่งปิดโรงเรียน แต่เครือข่ายโรงเรียนโหดก็ยังสามารถกลับมาเปิดได้ใหม่ไม่นานหลังจากนั้น เพียงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนและย้ายไปยังสถานที่ตั้งแห่งใหม่ เนื่องจากภาคธุรกิจการศึกษาสีเทาแบบนี้ ยากที่ทางการจะสามารถเข้าไปควบคุมได้
บีบีซีได้ทราบมาว่า นายหลี่ เจิง ได้ถูกตำรวจจับกุมตัวไปแล้วเมื่อช่วงก่อนหน้าของปีนี้ แต่ก็สืบพบด้วยว่าลูกน้องที่เป็นทีมงานของเขา เพิ่งลอบเปิดโรงเรียนดัดสันดานใหม่ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง บีบีซีไม่สามารถติดต่อขอสัมภาษณ์บุคคลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ได้ แต่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำสหราชอาณาจักรบอกกับเราว่า สถานศึกษาทุกแห่งในจีนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการโดยไม่มีเงื่อนไข
การค้นตัวแบบ "รุกรานล้วงลึก"
เป๋าเป่าเล่าว่า แม่เป็นคนพาเธอไปที่โรงเรียนการศึกษาคุณภาพหลี่เจิงที่มณฑลหูหนาน เพราะตอนนั้นเธอเริ่มโดดเรียนจนมีปากเสียงกับแม่บ่อยครั้ง ทำให้ความสัมพันธ์แม่ลูกที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้วย่ำแย่ลงไปอีก
ในระหว่างที่พนักงานพาชมโรงเรียน แม่ของเป๋าเป่าได้ผละออกไปและตรงกลับบ้านทันที ตอนนั้นเธอจึงรู้ตัวว่า ถูกแม่ทิ้งไว้ที่นั่นและไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน "พวกเขาบอกว่าถ้าฉันทำตัวดีก็อาจจะออกไปได้" เป๋าเป่ากล่าว
ในตอนแรกเธอพยายามเตะถีบและต่อยครู แต่สุดท้ายก็ถอดใจยอมรับการควบคุม เพราะครูใช้เชือกผูกรองเท้าของเธอเองมามัดตัวเธอไว้ ต่อมาเป๋าเป่ายังถูกตรวจค้นร่างกาย ในลักษณะที่เธอบอกว่าไม่ต่างจากการประทุษร้ายทางเพศ "มันเป็นการตรวจค้นที่รุกรานล้วงลึกมาก ครูผู้หญิงสัมผัสบริเวณที่บอบบางอ่อนไหวของฉันทั้งหมด"
แม่ของเป๋าเป่าจ่ายค่าเล่าเรียนไป 40,000 หยวน (ราว 180,000 บาท) สำหรับการอบรมความประพฤติที่โรงเรียนประจำเป็นเวลา 6 เดือน ในระหว่างนั้นไม่มีการเรียนการสอนด้านวิชาการเลย แต่โรงเรียนดัดสันดานบางแห่งจะมีบริการดังกล่าว บางแห่งก็ให้ผู้ปกครองจ่ายค่าเล่าเรียนในส่วนนี้เพิ่ม
ทุกวันนี้โรงเรียนดัดสันดานของเป๋าเป่ายังคงเปิดทำการอยู่ แต่เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนการศึกษาคุณภาพเพื่อวัยรุ่น" ซึ่งมีนักเรียนอายุระหว่าง 8-18 ปี ถึง 300 คน
เมื่อช่วงต้นปีนี้ หญิงผู้หนึ่งที่แสร้งปลอมตัวเป็นแม่ของลูกชายเกเรวัย 15 ปี ได้ซ่อนกล้องเข้าไปแอบถ่ายภายในโรงเรียนดังกล่าว โดยอ้างว่าต้องการมาเยี่ยมชม เพราะสนใจจะส่งลูกชายที่สูบบุหรี่, คบแฟนสาว, และชอบเอารถของแม่ไปขับเล่น มาเข้ารับการอบรมบ่มนิสัยที่นี่
พนักงานพาหญิงคนดังกล่าวไปชมอาคารเรียนและหอพัก ซึ่งมีประตูที่ถูกปิดล็อกไว้ตรงบันได และมีลูกกรงโลหะกั้นตามแนวระเบียงที่เปิดโล่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ทุกจุด ไม่เว้นแม้แต่ในหอพักที่นักเรียนใช้นอน, เปลี่ยนเสื้อผ้า, และอาบน้ำ
พนักงานคนหนึ่งของโรงเรียนบอกเธอว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ในการปรับปรุงพฤติกรรมของวัยรุ่น แต่ทางโรงเรียนจะมอบ "การรับประกัน 3 ปี" กับผู้ปกครอง ให้สามารถนำลูกกลับมาเข้ารับการอบรมใหม่ได้เสมอในช่วงเวลาดังกล่าว หากเด็กกลับไปทำนิสัยแย่ ๆ อีก โดยจ่ายเพิ่มเพียงค่าอาหารและที่พักเท่านั้น
พนักงานของโรงเรียนยังบอกกับนักสืบหญิงที่ปลอมตัวมาว่า ไม่ให้บอกเรื่องโรงเรียนดัดสันดานกับลูก "ในตอนที่พวกเราไปรับ เราจะใช้วิธีโกหกสีขาวแทน" ทั้งยังบอกว่าทีมงานของโรงเรียนจะปลอมตัวให้ดูคล้ายกับตำรวจไซเบอร์ แล้วบอกเด็กว่าต้องการขอความร่วมมือเขาไปให้ปากคำ เพื่อสืบสวนคดีอาชญากรรมหนึ่ง หากการโกหกนั้นไม่สำเร็จ ก็จะตรงเข้าจับมัดแล้วอุ้มขึ้นรถไปเลย
จาง เอินซวี่ วัย 20 ปี อดีตนักเรียนของโรงเรียนดัดสันดานอีกแห่งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกัน บอกว่าเธอก็มีประสบการณ์เลวร้ายกับโรงเรียนประเภทนี้ด้วย เอินซวี่ซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศที่หนีออกจากบ้าน ถูกพ่อแม่ส่งไปสถานศึกษาดังกล่าว เพราะพวกเขาไม่อาจยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของลูกชายที่เลือกเป็นหญิงได้ โดยในตอนที่เธอกลับไปเยี่ยมครอบครัวและร่วมทำพิธีเซ่นไหว้หลุมศพของย่า ชายสามคนที่อ้างว่าเป็นตำรวจได้ปรากฏตัวขึ้น แล้วบอกว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเธอถูกแก๊งอาชญากรรมนำไปใช้หลอกลวงต้มตุ๋นผู้อื่น
"พวกเขาใช้กำลังฉุดลากฉันไปขึ้นรถ แต่พ่อแม่กลับยืนดูอยู่เฉย ๆ ตรงนั้น ในตอนที่ฉันถูกพวกเขาจับตัวไป" เอินซวี่กล่าว เธอถูกพาไปยัง "โรงเรียนฝึกการเติบโตทางจิตวิทยาของเยาวชนเชิงป๋อ" ในมณฑลหูหนาน ระหว่างอยู่ที่นั่นเธอถูกตบตีจนหูหนวกไปข้างหนึ่ง ในเวลาต่อมายังถูกข่มขืนอีกด้วย

พนักงานในคลิปแอบถ่ายที่โรงเรียนดัดสันดานของเป๋าเป่า บอกกับนักสืบที่ปลอมตัวมาว่า ไม่มีการเฆี่ยนตีนักเรียนแต่อย่างใด "เราใช้การฝึกทหารและการให้คำปรึกษา เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชน" แต่ถึงกระนั้น เป๋าเป่าและเอินซวี่ได้บอกเล่าถึงประสบการณ์อันเลวร้าย ที่แตกต่างออกไปจากคำบอกเล่าของพนักงานในโรงเรียนอย่างสิ้นเชิง
"มีการลงโทษเฆี่ยนตีอยู่เสมอ หากท่าเต้นรำหรือท่าต่อยมวยแบบทหารของคุณดูอ่อนปวกเปียก ไม่ถูกต้องตรงเป๊ะตามที่ครูกำหนด ก็จะถูกลงโทษทันที" เป๋าเป่ากล่าว เธอยังเล่าว่าครูฝึกจะใช้ท่อน้ำแทนไม้เรียว โดยเงื้อมันขึ้นจนสุดแขนก่อนจะฟาดลงมาเต็มแรง "ตามเนื้อตัวตรงจุดที่ถูกตีจะกลายเป็นสีดำ นั่นคืออาการฟกช้ำดำเขียวอย่างร้ายแรง"
ในคลิปวิดีโอซึ่งแอบถ่ายมาจากโรงเรียนในเครือของนายหลี่ เจิง อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งบีบีซีได้ตรวจสอบยืนยันแล้วว่าเป็นของจริง มีภาพของครูกำลังเงื้อไม้เรียวขึ้นสูง ก่อนจะฟาดลงมาที่ฝ่ามือของนักเรียนอย่างแรง
เอินซวี่บอกว่านักเรียนถูกบังคับให้ฝึกวิชาพละศึกษาอย่างหนัก โดยต้องออกกำลังกายในท่าบริหารต่าง ๆ เช่นการวิดพื้น โดยต้องทำรวดเดียวติดต่อกันอย่างน้อย 1,000 ครั้งขึ้นไป
เอินซวี่ยังบอกว่า เธอถูกครูประจำหอพักที่เข้าเวรในตอนกลางคืนข่มขืนกระทำชำเรา "เขาดึงผมฉันและลากฉันจากเตียงลงมานอนบนพื้น จากนั้นก็ลงมือประทุษร้ายทางเพศ"

เป๋าเป่าบอกว่าเธอเคยคิดฆ่าตัวตายระหว่างที่อยู่ในโรงเรียนแห่งนั้น แต่มาฉุกคิดได้ว่าอาจถูกครูจับได้ ในช่วงเวลาที่ต้องนอนรอความตายหลายชั่วโมงก่อนสิ้นใจ เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของเธอก็เคยกินยาตาย แต่แทนที่ครูจะนำตัวเพื่อนของเธอส่งโรงพยาบาล พวกเขากลับพยายามล้างท้องกันเองเพื่อปิดข่าว
ทั้งเป๋าเป่าและเอินซวี่ต่างยืนยันว่า บริการให้คำปรึกษาของทางโรงเรียนนั้น ปราศจากความเป็นมนุษย์และไร้ความเห็นอกเห็นใจอย่างสิ้นเชิง ในคลิปวิดีโอบันทึกการให้คำปรึกษา ซึ่งทางโรงเรียนของเอินซวี่ส่งไปให้พ่อแม่ของเธอนั้น ครูของโรงเรียนดัดสันดานที่เก็บค่าเล่าเรียน 65,800 หยวน (เกือบ 300,000 บาท) สำหรับหลักสูตรครึ่งปี กล่าวสั่งสอนเอินซวี่ว่า "ช่วยเป็นเด็กผู้ชายที่ร่าเริง แข็งแรง และมองโลกในแง่บวกหน่อยได้ไหม ? เธอเป็นเด็กผู้ชาย จงทำอย่างที่เด็กผู้ชายเขาทำกัน จงมีความสุข เข้าใจไหม ?"
เป๋าเป่าเล่าว่า เมื่อเธอบอกครูแนะแนวที่ให้คำปรึกษาว่าอยากจะฆ่าตัวตาย ครูกลับตอบประชดว่า "ถ้าเธออยากตายจริง ๆ คงจะไม่มานั่งบ่นอยู่ตรงหน้าฉันแบบนี้หรอก" เป๋าเป่ายังกล่าวถึงประสบการณ์เลวร้ายครั้งนั้นว่า "นั่นคือสิ่งที่ครูผู้มีความเมตตากรุณาควรกล่าวออกมาเหรอ ? พวกเขายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า"

แม่ของเอินซวี่ถึงกับร้องไห้ ขณะกล่าวกับบีบีซีทั้งน้ำตาว่า "ครอบครัวของเราถูกโรงเรียนหลอกด้วยคำมั่นสัญญาที่เป็นเท็จ พวกเขาไม่เพียงแต่หลอกฉ้อโกงเงินของคนอื่น แต่ยังทำลายครอบครัวให้แตกแยก สร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก"
ดร.อี้เฉิน เหรา นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยอูเทร็กต์ของเนเธอร์แลนด์ บอกว่าแรงกดดันทางสังคมที่มุ่งให้เด็กและวัยรุ่นในจีนประสบความสำเร็จทางการศึกษา มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ว่าจะส่งลูกดื้อไปเข้าโรงเรียนดัดสันดานหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง
ดร.เหราซึ่งเคยศึกษาวิจัยประเด็นปัญหาของศูนย์บำบัดเด็กติดอินเทอร์เน็ตในจีน ยังบอกว่าการขาดการสนับสนุนช่วยเหลือจากระบบการศึกษาปกติ ความวิตกกังวล และความขัดแย้งในครอบครัว ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้พ่อแม่รู้สึกว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องส่งลูกไปโรงเรียนดัดสันดาน
แม่ของเป๋าเป่าปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นในเรื่องนี้ แต่ตัวของเป๋าเป่าเองบอกว่า ตอนนี้เธอ "เข้าใจทั้งสองฝ่าย" และแสดงความเห็นว่า "แม่คงถูกล้างสมองด้วยคำขวัญที่เป็นจุดขายของโรงเรียนประเภทนี้ แม่โหยหาการที่ฉันจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังท่านมากขึ้น...เป็นลูกสาวในแบบที่แม่ต้องการมาโดยตลอด"
ในที่สุดเป๋าเป่าก็ออกจากโรงเรียนดัดสันดานได้ ด้วยการแกล้งทำทีว่ามีปัญหาโรคตา ในตอนนั้นแม่ของเธอบอกเพียงว่า "ช่างเถอะ...ให้มันผ่านไป" ทิ้งให้เป๋าเป่ารู้สึกสับสนและโกรธเคืองอยู่อย่างนั้น
จดหมายที่กลายเป็นไวรัล
ความทรมานในโรงเรียนดัดสันดานของเอินซวี่ ยุติลงหลังผ่านไปได้หนึ่งเดือน เพราะหวัง อวี้หาง เพื่อนของเธอที่อยู่ภายนอกสังเกตเห็นว่าเธอหายตัวไป เพื่อนคนดังกล่าวได้แจ้งตำรวจและลงมือตามหาเอินซวี่ด้วยตัวเองจนเจอ หลังจากนำเบาะแสที่พบในคลิปวิดีโอรายงานผลการเรียนที่พ่อแม่เอินซวี่ได้รับ ไปโพสต์สอบถามทางออนไลน์ว่า มีใครรู้จักโรงเรียนดัดสันดานที่ใช้ชุดแบบฟอร์มสีเขียวนี้บ้าง
เอินซวี่ยังแอบจดบันทึกประสบการณ์เลวร้ายที่ได้รับ ลงในจดหมายที่เพื่อนของเธอลอบนำออกมา และเอาไปเผยแพร่ต่อทางออนไลน์ จดหมายฉบับดังกล่าวหลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน ทำให้แรงกดดันจากสาธารณชนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาแทรกแซงและสั่งให้ปล่อยตัวเอินซวี่ออกมา สิบสองวันหลังจากนั้น โรงเรียนดัดสันดานแห่งดังกล่าวก็ถูกสั่งปิด โดยเจ้าหน้าที่ของทางการอ้างว่ามีการละเมิดกฎข้อบังคับด้านการศึกษา แต่ไม่มีใครกล่าวถึงการล่วงละเมิดที่เอินซวี่เคยกล่าวหาเอาไว้เลย
เอินซวี่บอกกับบีบีซีว่า ตำรวจมาบอกกับเธอในภายหลังว่านายหลี่ เจิง ถูกจับกุมตัวแล้ว ในข้อหามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรม แต่ทางตำรวจจีนและสำนักงานการศึกษาท้องถิ่น ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของบีบีซี เกี่ยวกับกรณีการล่วงละเมิดเอินซวี่และข่าวการจับกุมนายหลี่ เจิง
ไม่มีใครทราบประวัติความเป็นมาและเรื่องส่วนตัวของนายหลี่ เจิง มากนัก ที่ผ่านมาเขาค่อนข้างเก็บตัวเงียบ แต่จากการตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจของเขาโดยบีบีซี เราพบว่าเครือบริษัทนี้คือผู้บริหารโรงเรียนดัดสันดานหลายแห่งในสี่มณฑลของจีน ผ่านระบบการจัดการที่ซับซ้อน โดยมีการจดทะเบียนเครือบริษัททั้งในชื่อของนายหลี่ เจิง และในชื่อของคนสนิทด้วย

ที่มาของภาพ, Secret filming
นายหลี่ เจิง ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมพฤติกรรมของเยาวชนแห่งแรก ในปี 2006 ที่ผ่านมาเขาเคยเป็นเจ้าของบริษัทด้านการศึกษาถึง 4 บริษัท ในการจดทะเบียนต่างกรรมต่างวาระ เว็บไซต์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งระบุว่า นายหลี่ เจิง สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนทหารอากาศในทางตอนใต้ของจีน ดำรงตำแหน่ง "ผู้อำนวยการด้านการฝึกทหาร" และ "ผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาระดับอาวุโส" ที่โรงเรียนดัดสันดานหลายแห่ง นับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา
สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นช่องหนึ่งของมณฑลหูหนาน เคยออกอากาศบทสัมภาษณ์ของนายหลี่ เจิง ซึ่งเขากล่าวว่าผู้ปกครองต้องดูแลสั่งสอนและบ่มเพาะเยาวชน "ด้วยความรักและความอดทน"
ก่อนหน้านี้ในปี 2019 ครูคนหนึ่งประจำโรงเรียนดัดสันดานอีกแห่งในเครือ ถูกตำรวจจับกุมหลังมีการกล่าวหาว่า เขาใช้ท่อน้ำตีนักเรียนอย่างแรง ส่วนโรงเรียนของเป๋าเป่าก็เคยถูกสื่อจีนรายงานว่า ต้องหยุดรับนักเรียนใหม่ไปหลังทางการพบว่ามีเด็กฆ่าตัวตายในปี 2020 ซึ่งเธอก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย เป๋าเป่ายังบอกอีกว่า โรงเรียนเก่าของเธอได้กลับมาเปิดรับนักเรียนอีกครั้งไม่นานหลังจากนั้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเสียใหม่ด้วย
มู่ โจว อาสาสมัครชาวจีนในออสเตรเลีย ที่ช่วยบีบีซีรวบรวมบันทึกข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดของโรงเรียนดัดสันดาน กล่าวว่า "เมื่อใดที่ผู้คนต่างร้องเรียนเรื่องอื้อฉาวกันเสียงดังเซ็งแซ่ หลี่ เจิง ก็จะเปลี่ยนชื่อ หรือไม่ก็เปลี่ยนทนายความที่ออกหน้าแทนเขา" มู่ โจว ยังบอกว่า นักเรียนของโรงเรียนในเครือจะถูกเคลื่อนย้ายโดยมีรถรับส่งอยู่เสมอ โดยจะกระจายให้ออกไปยังโรงเรียนแห่งต่าง ๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของทางการ
"ผลกำไรมหาศาล"
นักวิจัยสองคนที่ปลอมตัวเป็นนักลงทุนด้านธุรกิจการศึกษา ได้ซ่อนกล้องแอบถ่ายเอาไว้ ขณะเข้าพบอดีตลูกน้องสามคนของนายหลี่ เจิง ที่โรงเรียนดัดสันดานก่อตั้งใหม่แห่งหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยน
นายหลี่ หยุนเฟิง ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาของโรงเรียนแห่งใหม่ บอกกับนักวิจัยที่ปลอมตัวเป็นนักลงทุนว่า "ผลกำไรในอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่ามหาศาล" เขายังสาธยายต่อไปว่า โรงเรียนของเขาสามารถเป็นต้นแบบทางธุรกิจ ที่จะทำกำไรได้อย่างงามในฮ่องกง โดยบอกว่าสามารถเรียกเก็บค่าเล่าเรียนได้ถึงอย่างน้อย 788,000 บาทต่อปี ต่อนักเรียนหนึ่งคน
นายหลี่ หยุนเฟิง ยังปฏิเสธที่จะบอกชื่อเจ้านายของเขา โดยบอกใบ้เพียงแค่ว่าเป็น "ทหารผ่านศึก" เขายังพยายามอย่างยิ่งที่จะตีตัวออกห่างจากเครือบริษัทเดิมของนายหลี่ เจิง แต่ก็บอกด้วยว่า "มีบางกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองยื่นเรื่องร้องเรียน เครือบริษัทนั้นถึงจะยังไม่ถูกยุบอย่างเป็นทางการ แต่ก็จวนเจียนใกล้จะล้มละลายแล้ว ผมจึงชิงลาออกมาก่อน"
บีบีซีไม่สามารถติดต่อขอความเห็นจากนายหลี่ เจิง, นายหลี่ หยุนเฟิง, รวมทั้งเครือบริษัทและโรงเรียนแห่งอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องได้ แม้จะพยายามติดต่อไปหลายครั้ง ส่วนพนักงานของโรงเรียน "การศึกษาคุณภาพเพื่อวัยรุ่น" ที่พานักสืบหญิงไปเยี่ยมชมและถูกแอบถ่ายโดยไม่รู้ตัว ก็ได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเช่นกัน ด้านสำนักงานการศึกษาที่รับผิดชอบดูแลโรงเรียนดังกล่าว ก็ไม่สามารถจะติดต่อได้เลย

ที่มาของภาพ, Secret filming
นักวิชาการผู้ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่งบอกว่า การควบคุมดูแลโรงเรียนประเภทนี้ทำได้ยากมาก บางแห่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโรงเรียนด้วยซ้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะเกี่ยงกันทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยความรับผิดชอบมักจะถูกโยนกันไปมาระหว่างหน่วยงานสามแห่ง ได้แก่สำนักงานการศึกษาท้องถิ่น, หน่วยงานด้านกิจการพลเรือน, และหน่วยงานกำกับควบคุมตลาดธุรกิจการศึกษา
ดร.เหราบอกว่า หากไม่มีการตั้งหน่วยงานกลางคอยกำกับดูแล และไม่มีการวางระเบียบกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดสำหรับโรงเรียนดัดสันดานขึ้นโดยเฉพาะ ความรับผิดชอบก็มักจะตกอยู่กับองค์กรปกครองท้องถิ่น "มันคืออุตสาหกรรมสีเทา ที่รัฐบาลให้การยอมรับเงียบ ๆ โดยปิดตาไว้ข้างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ไม่ต้องการจะรับรองสถานศึกษาประเภทนี้อย่างเป็นทางการ หากออกกฎระเบียบมากำกับดูแล ก็เท่ากับว่ายอมรับการมีอยู่ของมันไปโดยปริยาย"
อย่างไรก็ตาม ดร.เหรากล่าวเสริมว่า ปัจจุบันจีนมีโรงเรียนดัดสันดานหลายแบบ ที่มีความเข้มงวดมากน้อยต่างกันในการปรับพฤติกรรมนักเรียน บางแห่งนำหลักจิตบำบัดมาประยุกต์ใช้ ร่วมกับให้การฝึกอบรมกับผู้ปกครองไปด้วย บางแห่งยังมีการวางกฎระเบียบควบคุมผู้ทำหน้าที่ลงโทษนักเรียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำร้ายร่างกายเกินกว่าเหตุ
สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงลอนดอนแถลงว่า "รัฐบาลจีนให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองผู้เยาว์ สถานศึกษาทุกแห่งในจีนจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด"
"ช่างน่าเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง"
เอินซวี่และหวัง อวี้หาง เพื่อนแท้ของเธอ ปัจจุบันเป็นนักกิจกรรมที่รณรงค์ให้ทางการสั่งปิดโรงเรียนดัดสันดานลงทั้งหมด พวกเขารวบรวมหลักฐานคลิปวิดีโอ ที่แอบถ่ายการลักพาตัวและการล่วงละเมิดเยาวชนในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในธุรกิจการศึกษาสีเทานี้ และนำไปโพสต์เผยแพร่ต่อทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สังคมกดดันตำรวจ จนต้องมีการจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ
หวังมักได้รับคำร้องขอจากเหล่านักเรียน ที่ต้องการให้ช่วยพาตัวหลบหนีออกจากโรงเรียนประจำสุดโหด ซึ่งเขามักจะช่วยจัดเตรียมพาหนะในการเดินทางและที่พักชั่วคราวเสมอ และช่วยกดดันทางโรงเรียนดัดสันดานจนต้องยอมปล่อยตัวนักเรียนออกมา
หลังออกจากโรงเรียนดัดสันดาน เป๋าเป่าไม่เคยกลับเข้าไปในระบบการศึกษาอีกเลย เธอบอกว่า "มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง" ตอนนี้เธอหาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นเกมออนไลน์และสตรีมเกม เป๋าเป่ายังเชื่อว่า ก่อนหน้านี้เธออาจจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ หากไม่ถูกส่งไปโรงเรียนดัดสันดานเสียก่อน
"แท้จริงแล้วโรงเรียนพวกนี้คือการต้มตุ๋นหลอกลวง จริยธรรมทางการศึกษาหลักที่พวกเขายึดถือ คือการใช้ความรุนแรงที่นำไปสู่ความรุนแรงอีกที แนวคิดนี้ผิดพลาดตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน โรงเรียนแบบนี้ไม่ควรจะมีอยู่เลย" เป๋าเป่ากล่าวทิ้งท้าย
รายงานเพิ่มเติมโดยอเล็กซ์ แมตโทลี และ ชานชาน เฉิน











