รู้จัก "อี กวิญ บดั๊บ" นักกิจกรรมชนกลุ่มน้อยชาวคริสต์ ที่สงสัยว่าโดนทางการไทยส่งตัวกลับเวียดนาม

ที่มาของภาพ, Y Quynh Bdap's Wife
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลอุทธรณ์ของไทยมีคำพิพากษาให้ส่งตัวนายอี กวิญ บดั๊บ (Y Quynh Bdap) นักสิทธิมนุษยชนด้านเสรีภาพทางศาสนากลับไปยังประเทศเวียดนามตามคำร้องขอของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อวันที่ 26 พ.ย.
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. กรมราชทัณฑ์ของไทยเปิดเผยผ่านเอกสารข่าวว่า ได้ดำเนินการส่งมอบตัวอี กวิญ บดั๊บ ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเพื่อผลักดันออกนอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเวียดนามและรัฐบาลไทยถึงชะตากรรมของผู้ลี้ภัยชาวคริสต์รายนี้ในปัจจุบัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรระหว่างประเทศที่กังวลว่าเขาอาจถูกทรมานภายใต้การควบคุมตัวของรัฐบาลเวียดนาม
อี กวิญ บดั๊บ คือใคร ?
นายอี กวิญ บดั๊บ วัย 33 ปี เป็นชนกลุ่มน้อยชาวเอเด (Ede) หนึ่งในชาติพันธุ์ที่ถูกจัดกลุ่มว่าเป็น ชาวมองตาญาร์ด (Montagnard) หรือ "ชาวภูเขา" ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม "ชาวมองตาญาร์ดเพื่อความยุติธรรม (Montagnards Stand for Justice - MSFJ)" ซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพทางการนับถือศาสนาให้กลุ่มชนกลุ่มน้อยเวียดนาม เขาระบุว่าเคยถูกซ้อมทรมานและทำร้ายร่างกายอย่างสาหัสขณะที่ถูกจับกุมตัวในสถานีตำรวจในเวียดนามในปี 2553
ต่อมาในปี 2561 เขาเดินทางมาพำนักในประเทศไทยโดยได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)
เมื่อเดือน มิ.ย. 2566 ทางการเวียดนามกล่าวหาว่าเขามีความผิดในฐาน "การสรรหา ชักชวน และบงการ" เหตุการณ์โจมตีสถานีตำรวจ 2 แห่งในจังหวัดดั๊กลั๊ก (Dak Lak) ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย โดยเมื่อเดือน ม.ค. 2567 ศาลในเวียดนามได้พิพากษาลับหลังจำเลย (in absentia) ก่อนตัดสินให้เขาต้องโทษจำคุก 10 ปี ในข้อหาอยู่เบื้องหลังและควบคุมสั่งการการก่อการร้ายและได้ส่งคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมายังรัฐบาลไทย
นาย อี กวิญ บดั๊บ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ในวันที่ 10 มิ.ย. 67 นาย อี กวิญ บดั๊บ เข้าสัมภาษณ์กับสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาในกรุงเทพมหานครเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่ อย่างไรก็ดี หนึ่งวันหลังจากนั้น (11 มิ.ย. 67) ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยได้เข้าจับกุมเขาในฐานความผิดเข้าเมืองผิดกฎหมาย ก่อนจะดำเนินคดีตามพ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ในเวลาต่อมาตามคำร้องขอจากรัฐบาลเวียดนาม
30 ก.ย. 67 ศาลอาญาของไทยมีคำพิพากษาว่าคดีที่ นายกวิญ บดั๊บ ถูกพิพากษาในเวียดนามนั้นไม่มีลักษณะเป็นคดีการเมือง ทำให้เข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้ส่งตัวกลับไปรับโทษที่ประเทศต้นทางได้ โดยศาลฯ มีคำสั่งให้ขังนายกวิญ ดั๊บ เพื่อรอการส่งกลับ
พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ ระบุว่าหลังจากที่ศาลอาญามีคำสั่งขัง เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการขังบุคคลที่ถูกร้องขอเป็นเวลา 30 วันก่อนดำเนินการส่งข้ามแดนและต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลไทย
ระหว่างระยะเวลาที่กวิญ บดั๊บ ถูกขัง นางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความของเขาได้ยื่นร้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คำร้องดังกล่าวนำมาสู่การอ่านคำพากษาครั้งล่าสุดโดยศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 68
"วันนี้ (25 พ.ย.) ตอนบ่ายโมง จนท.ศาลอุทธรณ์โทรมาแจ้ง ว่าพรุ่งนี้ศาลอุทธรณ์จะอ่านคำพิพากษา ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้ลูกความที่อยู่ในเรือนจำฟังโดยไม่ส่งไปให้ศาลอาญาอ่าน และไม่เบิกตัวมา" นางณัฐาศิริ เผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 พ.ย. หนึ่งวันก่อนศาลอุทธณ์จะอ่านคำพิพากษา
เธอเผยต่อไปว่า "เราแจ้งว่าไม่ว่างติดสืบ[พยาน] อยู่ต่างจังหวัด แต่ จนท.แจ้งว่าเป็นคดีเร่งด่วน ศาลจะอ่านไปก่อนแล้วทำหนังสือแจ้งทนายทีหลัง เพิ่งเคยเจอแบบนี้"
วันที่ 26 พ.ย. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น อีกทั้งศาลยังเห็นว่า "พยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาจะเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือบังคับให้สูญหาย" คำพิพากษานี้ถือว่าเป็นที่สุด ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ

ที่มาของภาพ, Người Thượng vì Công lý
ปฏิบัติการส่งตัวแบบ "สายฟ้าแลบ"
เนื่องจากกฎหมายระบุว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลของไทยด้วย วันต่อมา (27 พ.ย.) ทนายความของอี กวิญ บดั๊บ จึงเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอให้รัฐบาลปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานของไทย โดยเฉพาะมาตรา 13 ซึ่งห้ามมิให้หน่วยงานรัฐขับไล่หรือส่งตัวบุคคลกลับไปยังดินแดนที่อาจเผชิญกับการทรมานหรือการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม
นอกจากนี้ ในหนังสือดังกล่าวยังอ้างอิงหลักการ "Non-refoulement" (หลักการไม่ส่งกลับไปสู่อันตราย) ในกฎหมายระหว่างประเทศและเรียกร้องให้รัฐบาลระงับการส่งตัวกวิญ บดั๊บ ไปให้แก่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้เขาได้ขอดำเนินการลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม
อย่างไรก็ตาม วันที่ 28 พ.ย. กรมราชทัณฑ์เผยแพร่จดหมายข่าวระบุว่าได้โอนย้ายการควบคุมตัวอี กวิญ บดั๊บ ไปอยู่ในความดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว
กรมราชทัณฑ์ยังยืนยันในแถลงการณ์ว่า "ได้ส่งมอบตัวนายอีฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว" และระบุว่าการดำเนินการดังกล่าว "เป็นไปตามกฎหมายราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 อย่างเคร่งครัด"
นางณัฐาศิริ ตั้งข้อสังเกตถึงความรวดเร็วในการดำเนินการของฝ่ายบริหาร โดยปกติแล้วการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ในกรณีนี้ เธอตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนจะมีการให้อำนาจตัวแทนตัดสินใจโดยไม่ต้องรอการประชุม ครม. ประจำสัปดาห์ และเปรียบเทียบว่าคล้ายกับกรณีของ "เฉอ จื้อเจียง" (She Zhijiang) นักธุรกิจชาวจีนที่ถูกกล่าวว่ามีส่วนพัวพันกับธุรกิจสีเทาซึ่งถูกส่งตัวกลับจีนเพียง 3 วันหลังศาลตัดสิน
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของไทยอ้างว่าได้รับการบอกกล่าวทางวาจาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่าหลังออกจากเรือนจำ นายอี กวิญ บดั๊บ อยู่ใต้การควบคุมของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ซึ่งดำเนินการโดยมีหนังสือประสานงานผู้กำกับฝ่ายตำรวจสากลภูมิภาค 1 รับมอบตัวจากเรือนจำ ส่งต่อไปยังกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ฝ่ายพิธีการเข้าเมือง ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสนามบินสุวรรณภูมิ
อย่างไรก็ดี นอกจากกรมราชทัณฑ์ ยังไม่มีหน่วยงานใดประกาศยืนยันสถานะการส่งตัวของนายอี กวิญ บดั๊บ อย่างเป็นทางการ
ทนายความของอี กวิญ บดั๊บ กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาเวียดนามว่าเขาถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศเวียดนามแล้วเมื่อวันที่ 30 พ.ย.
ทั้งนี้ฮิวแมนไรท์วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศระบุว่า ณ ปัจจุบัน ทางการเวียดนามยังไม่ได้ออกมายืนยันว่านายอี กวิญ บดั๊บ อยู่ในการควบคุมตัวของตนหรือไม่ พร้อมทั้ง เรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติกดดันเวียดนามให้เปิดเผยที่อยู่ของเขาและอนุญาตให้เข้าเยี่ยม เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทรมาน

ที่มาของภาพ, Cross Cultural Foundation
รัฐบาลไทยถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนาม "กดปราบข้ามชาติ"
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ของไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ระบุว่า มีความห่วงใยต่อการส่งนายอี กวิญ บดั๊บ กลับประเทศเวียดนาม เนื่องจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการขอลี้ภัยไปประเทศที่สาม และอยู่ในความคุ้มครองของ UNHCR และชี้อีกว่าเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
"กสม. หวังว่ารัฐบาลไทยจะติดตามสถานการณ์การส่งกลับผู้ลี้ภัยรายนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลดังกล่าวจะได้รับการความคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายตามหลักสากล"
นอกจาก กสม. แล้วการส่งตัวครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดเสียงวิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งไทยและต่างประเทศ
นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุกับบีบีซีแผนกภาษาเวียดนามว่า คำตัดสินนี้เป็นความล้มเหลวของไทยต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนและการส่งตัวนายอี กวิญ บดั๊บ กลับไปยังประเทศที่มีธรรมเนียมการทรมานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวมองตาญาร์ด จะทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย
บีบีซีแผนกภาษาเวียดนามรายงานว่าเหตุการณ์ส่งกลับนี้ เกิดขึ้นไม่นานหลังรัฐสภาเวียดนามผ่านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่ ที่เปิดช่องให้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามสามารถยอมรับเงื่อนไขของรัฐบาลชาติอื่นได้ เพื่อให้รัฐบาลชาติดังกล่าวยอมส่งตัวผู้ที่รัฐบาลเวียดนามต้องการตัวกลับสู่เวียดนาม
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุในแถลงการณ์ซึ่งออกในวันที่ 27 พ.ย. ว่า "การกระทำตอบแทนกันระหว่างรัฐ (Reciprocity) จะต้องไม่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกดปรามข้ามชาติ (Transnational Repression)"
ก่อนหน้านี้นายเดวิด สมิธ ผู้แทนพิเศษด้านเสรีภาพในการนับถือศาสนาของสหราชอาณาจักร และนายโรเบิร์ต เรฮัก ผู้แทนพิเศษด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและเสรีภาพทางศาสนาของสาธารณรัฐเช็ก ตลอดจน แมรี่ ลอว์เลอร์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่างเคยออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้ไทยระงับการส่งตัวนักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพทางศาสนาคนดังกล่าว
ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงวอชิงตันดีซี ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2014 มีผู้ลี้ภัยในไทยกว่า 150 คนที่ตกเป็นเหยื่อของการปราบปรามข้ามชาติ
ด้าน องค์กรคริสเตียนสากล (International Christian Concern) ตั้งข้อสังเกตว่า "ศาลไทยโอนอ่อนตามแรงกดดันจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามหรือไม่" พร้อมแสดงความกังวลว่าคดีนี้จะสร้าง "บรรทัดฐานที่อันตราย" ต่อผู้ลี้ภัยชาวคริสต์นับพันคนในประเทศไทย ที่อาจเสี่ยงถูกส่งตัวกลับไปเผชิญการกดขี่
ไอซีซีระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ขององค์กรได้ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนชาวมองตาญาร์ดนิกายโปรเตสแตนต์ที่ลี้ภัยในประเทศไทย "หลังถูกดำเนินคดี" และพบว่า "มีหลายสิบครอบครัวอาศัยอยู่ในสภาพพื้นฐานที่ยากลำบาก รอคอยเป็นเวลาหลายปีในไทยด้วยความหวังว่าจะได้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่"
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ต.ค. เจ้าหน้าที่ ตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยได้สนธิกำลังเข้าจับกุมผู้ลี้ภัยชาวคริสเตียนมองตาญาร์ด จากเวียดนามราว 68 คน ใน ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ โดย 19 รายในจำนวนนี้ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR ขณะนี้ 66 รายได้รับการปล่อยตัวแล้วหลังจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 4,000 บาท ขณะที่อีก 2 รายยังถูกคุมตัว











