You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร มองอย่างไรเรื่อง ม.112, กัญชา, ดิจิทัลวอลเล็ต
น.ส. แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กของ นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับเสียงรับรองโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
ถือว่าเธอเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของไทย และเป็นสมาชิกตระกูลชินวัตรคนที่ 4 ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกังวลว่า การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีด้วยอุบัติเหตุทางการเมืองเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย
ทิศทางแนวโน้มและนโยบายของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร จะเป็นอย่างไร บีบีซีไทยประมวลท่าทีจุดยืนของนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ต่อนโยบายสำคัญ ๆ อย่างดิจิทัลวอลเล็ต, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, การนิรโทษกรรมทางการเมือง และกัญชา ดังนี้
ดิจิทัลวอลเล็ต: ยังไม่มีความชัดเจนถึงอนาคตนโยบายเรือธง
ย้อนกลับไปช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. ปีก่อน น.ส.แพทองธาร ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายที่เมืองทองธานีในค่ำคืนวันที่ 12 พ.ค. โดยเธอกล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตว่า คือโอกาสของประชาชนคนไทยทั้ง 55 ล้านคนจาก 75 ล้านคน ที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่จะได้เรียนรู้และเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังเป็นการเตรียมคนไทยเข้าสูยุคเมตาเวิร์สอย่างพร้อมกันและรวดเร็วที่สุดในโลก
แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาล รายละเอียดของโครงการนี้ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากวันที่หาเสียงไว้มาก ทว่ายังคงเป็นนโยบายเรือธงของพรรคสีแดงอยู่
“ผู้นำคนใหม่มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี” นายเศรษฐา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตอบผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ตึกไทยคู่ฟ้า หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เขาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ภายหลังจากการได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อวานนี้ (15 ส.ค.) น.ส.แพทองธาร ประกาศว่า พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและจะนำพาประเทศเดินหน้าให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ
ส่วนท่าทีต่อการเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น เธอกล่าวว่า จากการที่ได้คุยหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว ยังคงจะรับฟังความเห็นกันต่อไป แต่หวังว่าจะผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลให้สำเร็จเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ทั้งนี้ น.ส.แพทองธารไม่ได้ตอบชัดเจนว่าจะยกเลิกโครงการนี้หรือไม่ โดยบอกว่าให้ผ่านกระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่เสร็จสิ้นลงก่อน ถึงจะพร้อมคุยรายละเอียดงานด้านการบริหารประเทศ
วันนี้ (16 ส.ค.) นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของประเทศว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะต้องรอการพูดคุยร่วมกันระหว่างรัฐบาลร่วมก่อน
และเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าพรรคเพื่อไทยจะเสียความน่าเชื่อถือหรือไม่หากโครงการเรือธงไม่ได้ไปต่อ เขาบอกว่า “ขณะนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น ว่าจะทำต่อไปหรือไม่ทำต่อไป ฉะนั้น อย่าพึ่งไปพิจารณาขอให้รอดู ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร”
พร้อมกันนี้เขายังบอกด้วยว่าตนเองไม่เคยได้ยินการท้วงติงโครงการนี้จากนายทักษิณ และได้ยินครั้งแรกก็จากสื่อ เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่มีกระแสข่าวว่านายทักษิณท้วงติงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้นมีข้อเท็จจริงเพียงใด
หลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทยจบลง น.ส.แพรทองธาร แถลงขอบคุณเสียงสนับสนุนจาก สส. ที่เห็นชอบให้เธอดำรงตำแหน่ง แต่ปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต โดยบอกว่า “รอการโปรดเกล้าฯ ก่อน” ถึงจะพูดรายละเอียดงานบริหาร
มาตรา 112: เห็นปัญหา ไม่ยกเลิก ไปคุยกันในสภา
ในช่วงการหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยเมื่อปีก่อน ลูกสาวคนเล็กของนายทักษิณชินวัตรบอกกับบีบีซีไทยว่า เห็นปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 แต่หากตนเองขึ้นเป็นรัฐบาล จะขอแก้ไขปัญหาปากท้องก่อนในช่วง 5-6 เดือนแรก
เธอยังให้สัมภาษณ์กับเดลินิวส์ออนไลน์เมื่อ มี.ค. 2566 ด้วยว่า “112 ในสิ่งที่ขอแก้กัน สำหรับอิ๊ง ไม่ใช่การล้มเจ้า” โดยระบุว่าปัญหาของกฎหมายมาตรานี้คือการเปิดช่องให้ใครฟ้องร้องก็ได้ ทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และส่งผลให้มีคดี 112 เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยเธอเห็นว่าควรกำหนดผู้ฟ้องร้องและโทษให้ชัดเจน แต่ก็เน้นย้ำในการสัมภาษณ์ดังกล่าวด้วยว่าเรื่องนี้ “ต้องไปถกกันที่สภา”
ก่อนการเลือกในปี 2566 ประมาณ 1 สัปดาห์ น.ส.แพทองธารยังได้ไปออกรายการกับนายคชาภา ตันเจริญ หรือ มดดำ พร้อมมีนายเศรษฐา ทวีสิน ร่วมรายการไลฟ์สดดังกล่าวด้วย และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับ ม.112 เธอยืนยันชัดเจนว่าทั้งตัวเธอและพรรคเพื่อไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่ยกเลิกมาตรา 112
“ทันทีที่เราเป็นรัฐบาล เราก็จะขอความเมตตาจากศาลที่มีน้อง ๆ ที่ไปติดคุกอยู่หรืออะไรอย่างนี้ให้พิจารณาว่าอย่างไรต่อ เราต้องกำหนดตัวบทกฎหมาย ใครฟ้อง โทษของมัน maximum (ขั้นสูงสุด) อยู่ที่ตรงไหน เพราะว่าตอนนี้มันถูกดึงเอามาเป็นเกมการเมือง อันนี้คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความสุขเรื่องนี้ ถ้าเราดึงมาเล่นแบบนี้มันไม่ใช่ มันต้องคิดว่าคนที่ฟ้องได้ สำนักพระราชวังไหม”
“คือบ้านเมืองเราต้องมีกษัตริย์ เราก็ต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองท่าน แต่ไม่ใช่ให้ประชาชนเอากฎหมายนี้มาเป็นเกมการเมือง ใครฟ้องอะไร ตาสีตาสาฟ้องได้หมด มันก็ไม่ใช่ เราต้องฟังเสียงประชาชน” น.ส.แพทองธาร กล่าวในไลฟ์สดดังกล่าว
ถึงกระนั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ยังไม่เกิดการผลักดันเรื่อง ม.112 ในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งศาลอาญายังได้รับฟ้องนายทักษิณในคดีความผิดตาม ม.112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีเมื่อปี 2558
ถึงแม้คนในครอบครัวตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้เช่นกัน และเธอก็เห็นว่าการฟ้องร้องผู้เป็นบิดา “มีการบิดเบือนความจริงตั้งแต่แรกที่ฟ้อง” จากการรายงานของเดอะ สแตนดาร์ด แต่หาก น.ส.แพทองธาร ผู้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของไทยต้องการรักษาเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล เธอก็อาจไม่สามารถเสนอแก้ไข ม.112 ได้ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และชาติไทยพัฒนา มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่แก้ไขและไม่แตะต้องมาตรานี้
นิรโทษกรรม: ผลักดันต่อ แม้ถูกมองว่ากำลังเตะถ่วง
การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อปี 2556 เคยเป็นจุดจบของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของนายทักษิณมาก่อน เนื่องจากถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นเพื่อ “ฟอกขาว” อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นพี่ชายซึ่งหลบหนีคดีทุจริตอยู่ต่างประเทศในเวลานั้น
แต่ในห้วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองไทยพลวัตรไปมากกว่าความกลัว “ระบอบทักษิณ” และกลายเป็นการเผชิญหน้าระหว่างการเมืองแบบใหม่กับระบบเก่า การนิรโทษกรรมที่หารือกันในขณะนี้จึงมีการพูดคุยว่ากลุ่มผู้ได้รับอานิสงค์ควรเป็นใครบ้าง ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่มองว่าควรรวมคดี ม.112 เข้าไปด้วย และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
ปลายปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยระบุว่าเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ประกบกับร่างของอดีตพรรคก้าวไกล ซึ่งเสนอให้นิรโทษกรรมคดี ม.112 ด้วย
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้บอกรายละเอียดของร่างที่จะเสนอ แต่ถ้าหากย้อนดูร่าง พ.ร.บ. นิรโทษฉบับเดิมของพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2556 ก็จะพบว่าคดี ม.112 ไม่ได้รวมอยู่ในข่ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม
ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2566 น.ส.แพทองธาร เคยถูกผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับการผลักดันการนิรโทษกรรม ซึ่งในขณะนั้นนายทักษิณผู้เป็นบิดาเดินทางกลับมาไทยแล้ว และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย โดยพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจในเวลานั้น
เธอบอกว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนเรื่องนิรโทษกรรมมาโดยตลอด “และจะไม่ทิ้งเรื่องนี้” แต่ต้องหาจุดยืนจากทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจกันอย่างแท้จริง รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ โดยยืนยันว่าการผลักดันเรื่องนี้ของพรรคไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ เนื่องจากบิดาได้รับพระราชทานอภัยลดโทษแล้ว
แม้ น.ส.แพทองธาร ยืนยันเช่นนั้น แต่พรรคเพื่อไทยก็ถูกมองว่ากำลังเตะถ่วงร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หลังนายทักษิณได้รับการพักโทษและกลับไปอยู่บ้านแล้ว โดยทางพรรคเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งนายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว เลขาธิการพรรคเพื่อไทย บอกว่า “ไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่เป็นการเดินหน้าและเชื่อว่าการพูดคุยกันในห้องประชุมเล็กจะดีกว่า เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีความละเอียดอ่อน” จากการรายงานของผู้จัดการออนไลน์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
กัญชา: ไม่เห็นด้วยกับกัญชาเสรี แต่เพื่อไทยยังต้องแคร์ภูมิใจไทย
ในช่วง มี.ค. 2566 ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป น.ส.แพทองธาร เดินสายหาเสียงและขึ้นปราศรัยใน จ.บุรีรัมย์ ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยผู้ผลักดันนโยบายกัญชา โดยเธอแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับกัญชาเสรี
“หันไปทางไหนก็มีแต่ยาเสพติดเต็มไปหมด แถมกัญชาเสรียังมาอีก พี่น้องอยากได้กัญชากันจริง ๆ เหรอคะ” เธอกล่าว “ลูกหลานที่ยังไม่มีความนึกคิดเหมือนเราที่เป็นผู้ใหญ่ เด็ก ๆ อ่ะ ให้เขามีกัญชาในครอบครอง มันดีจริง ๆ เหรอคะ” หลังพูดจบมีเสียงผู้คนที่ชมปราศรัยตะโกนขึ้นมาว่า “ไม่ดี”
หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยในขณะนั้นกล่าวต่อว่า “เห็นด้วยค่ะพี่น้อง ดิฉันเองนึกถึงลูก นึกถึงหลานของตัวเองนะคะ ก็ไม่อยากให้กัญชาเป็นสิ่งที่หาง่าย ไปทางไหนก็เห็นแต่คนเมากัญชาเต็มไปหมด”
เมื่อเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาลในช่วงแรกก็ได้มีความพยายามจะนำกัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติด โดยในเดือน ก.พ. 67 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุขในขณะนั้น ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่ามีแนวคิดจะแบนการใช้กัญชาเพื่อการสันธนาการภายในสิ้นปี 2567
รวมถึงต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุขเป็นนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จุดยืนของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการพยายามควบคุมการใช้กัญชาก็ยังไม่เปลี่ยน โดยนายสมศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ในช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ระบุว่าจากผลการรับฟังความคิดเห็น คนไทยกว่า 80% อยากให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ต่อมาในวันที่ 5 ก.ค. คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดหรือบอร์ดยาเสพติด มีมติให้กัญชาและกัญชงกลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 และเตรียมเสนอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พิจารณาต่อ โดยตั้งเป้าว่าจะประกาศบังคับใช้ภายในวันที่ 1 ม.ค. ปีหน้า
แต่จุดยืนในการควบคุมการใช้กัญชาของพรรคเพื่อไทยก็เปลี่ยนไป เมื่อการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่เสร็จสิ้นลง และดุลยภาพทางการเมืองได้เทมาที่พรรคภูมิใจ โดยพบ สว. สายสีน้ำเงินจำนวนมากนั่งอยู่บนสภาสูง
ล่าสุด อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน กลับลำประกาศว่าจะไม่นำกัญชาและกัญชงกลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดอีกต่อไป แต่ให้เดินหน้าออกกฎหมายควบคุมกัญชา-กัญชงแทน ซึ่งสื่อหลายสำนักมองว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “ดีลเขาใหญ่” หลังมีการแพร่ภาพครอบครัวชินวัตรนำโดยนายทักษิณ ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดกับกลุ่มทุนพลังงาน แกนนำพรรคการเมืองอื่น ๆ รวมถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยด้วย