น้ำมันรั่วกลางทะเลไทย แค่ไม่พบคราบน้ำมันแล้ว แปลว่าไร้ผลกระทบจริงหรือ ?

ที่มาของภาพ, กรมเจ้าท่า
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุน้ำมันรั่ว ปริมาณ 8,000 ลิตร บริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล SBM-2 ของบริษัทไทยออยล์ ใกล้อำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งแถลงการณ์ฉบับแรก จากบริษัทระบุว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลา 23.54 น.
ภายใน 24 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ ไทยออยล์ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง ระบุว่าบริษัทร่วมกับ ศูนย์ประสานงานการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้ดำเนินการสำรวจร่วมกันและ "ไม่พบคราบน้ำมัน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมเป็นที่เรียบร้อย"
จากนั้นก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย ไม่ได้มีรายงานข่าวใด ๆ ตามมา
อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยตั้งคำถามว่า "แค่ไม่พบคราบน้ำมันแล้ว แปลว่าไร้ผลกระทบจริงหรือ ?"
ราวหนึ่งสัปดาห์หลังเหตุน้ำมันรั่ว บีบีซีไทยพร้อมกับทีมผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินทางไปยังบริเวณทุ่นผูกเรือที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล เพื่อสำรวจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น แม้หากมองด้วยตาเปล่า ไม่มีคราบน้ำมันอีกต่อไปแล้ว

ที่มาของภาพ, กรมเจ้าท่า
ขณะที่ทีมงานจากจุฬาฯ กำลังเก็บตัวอย่างน้ำจากบริเวณดังกล่าวเพื่อนำไปศึกษาวิจัย และยังต้องใช้เวลาราวหนึ่งเดือนก่อนจะรู้คำตอบว่าผลลัพธ์จากตัวอย่างน้ำเหล่านี้คืออะไร
ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า แม้มองไม่เห็นคราบน้ำมันแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าไร้ซึ่งผลกระทบ
"มันไม่ใช่แค่บอกว่ากวาด จบ ปิด เสร็จ ไม่มี ดูเหมือนไม่มีผลกระทบ ปลายังไม่ตายในขณะนี้ ถือว่าจบ มันไม่ใช่"

ที่มาของภาพ, BBC Thai
เธออธิบายให้บีบีซีไทยฟัง ขณะที่ยืนอยู่บริเวณหัวเรือสปีดโบ๊ทที่เรานั่งกันออกมาราว 45 นาที ก่อนจะถึงจุดเกิดเหตุว่า ปัจจุบันนี้ เมื่อเทคโนโลยีก้าวไกลขึ้น นักวิจัยจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงระดับสารพันธุกรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ดีเอ็นเอ" ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำบริเวณที่มีการรั่วไหลของน้ำมัน และที่สำคัญคือ ไม่มีมาตรวัดหรือเครื่องมือใดสามารถบอกได้ว่า เจ้าหน้าที่สามารถเก็บน้ำมันที่รั่วไหลได้ 100% จริง ๆ
"อย่างคราวนี้ น้ำมันรั่วประมาณ 8,000 ลิตร เราเก็บขึ้นมาได้เท่าไหร่ ถ้าเราเก็บขึ้นมาได้ประมาณ 7,000 หรือ 8,000 ลิตร เราก็คิดว่าอืม… มันน่าที่จะครบเรียบร้อยแล้ว แต่จริงๆ ถ้าไปดูปริมาณอย่างนั้นอย่างเดียว มันไม่น่าใช่ น้ำอ่ะ มันถูกหยดไปแล้ว 1 หยด คิดว่าเก็บมา มันไม่บริสุทธิ์เหมือนเดิมแล้ว มันมีความเจือปนของสารมีพิษอย่างพวกโลหะหนัก" ศ.ดร.สุชนา อธิบาย

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ในแถลงการณ์ของไทยออยล์ไม่ได้ระบุรายละเอียดการจัดการคราบน้ำมันในครั้งนี้ไว้ละเอียดเท่าไหร่นัก โดยชี้แจงว่ามีการวางบูมหรือทุ่นกักน้ำมันล้อมไว้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่จะมีการรั่วไหล โดยวิธีการนี้เป็นการล้อมคราบน้ำมันเอามากองกันไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการต่อ และไม่ให้คราบน้ำมันเหล่านี้กระจายออกไป
ส่วนมาตรการหลังจากนี้ซึ่งไทยออยล์ไม่ได้ระบุเอาไว้ ก็มีได้ทั้งการใช้เครื่องสูบหรือเครื่องช้อนน้ำมันขึ้นมา หรือการใช้สารเคมีฉีดเพื่อเร่งให้คราบน้ำมันเหล่านี้มีการแตกตัวออกเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ ก่อนที่จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ
ผลกระทบ: ตัวอย่างในอดีต
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2566 มีการรั่วไหลของน้ำมันจากไทยออยล์ปริมาณ 60,000 ลิตร ซึ่งในครั้งนั้น ทีมของ ศ.ดร.สุชนา ก็ได้ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบเช่นเดียวกัน
เธอพบว่าจากการศึกษาครั้งก่อน พบความผิดปกติของสารพันธุกรรมจริง ที่มากไปกว่านั้นคือ "ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีขึ้นไป กว่าที่การแสดงออกของพันธุกรรมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม"
ตามข้อมูลล่าสุดที่มีการเปิดเผยออกมาจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ในปี 2566 มีเหตุน้ำมันรั่วไหลลงทะเล จำนวน 30 ครั้ง โดยพบมากสุดที่จังหวัดชลบุรี ถึง 9 ครั้ง ขณะที่รองลงมาคือภูเก็ต ทั้งหมด 8 ครั้ง

ที่มาของภาพ, สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บีบีซีไทยพบความสอดคล้องของงานวิจัยที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตหลังเหตุน้ำมันรั่วในต่างประเทศเช่นเดียวกัน
ย้อนกลับไปช่วงเดือน เม.ย. ปี 2553 เกิดเหตุระเบิดบนแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ในอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้มีการรั่วไหลของน้ำมันสูงถึงราว 4.9 ล้านลิตรต่อวัน ตลอดระยะเวลา 87 วัน ของการควบคุมสถานการณ์ มีน้ำมันราว ๆ 507 ล้านลิตร รั่วไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในงานวิจัยที่มีชื่อว่า "ร่องรอยทางพันธุกรรมและสรีรวิทยาจากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว Deepwater Horizon ต่อปลาประจำถิ่นในพื้นที่ชุ่มน้ำชายเลน" ซึ่งตีพิมพ์ราวหนึ่งปีถัดมาจากเหตุการณ์ข้างต้น พบว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมขึ้นจริงในปลาคิลลี่ฟิช (Killifish) จากการศึกษาในช่วง 4 เดือนหลังจากเกิดเหตุน้ำมันรั่ว
ผู้ศึกษาพบว่ายีนที่ตอบสนองต่อสารพิษในน้ำมัน อาทิ CYP1A และกลุ่มยีน AHR pathway ถูกกระตุ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่า ยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเปลือกไข่และฮอร์โมนสืบพันธุ์ในปลาลดลง ผู้ศึกษาชี้ว่า แม้เหตุการณ์นี้จะพบในปลาเพศผู้ และพบสารพิษยังคงออกฤทธิ์ได้นานกว่า 2 เดือนหลังเหตุการณ์ แต่ก็อาจสะท้อนถึงผลเสียต่อการสืบพันธุ์ได้
ผู้เขียนยังสรุปไว้ในช่วงท้ายของผลลัพธ์และบทวิเคราะห์ว่า "แม้ว่าปริมาณสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย [ของปลาที่ถูกศึกษา] จะไม่สูง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานที่ระบุว่าอาหารทะเลจากอ่าวเม็กซิโกปลอดภัยต่อการบริโภค แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบทางชีวภาพในทางลบเกิดขึ้น"
พวกเขายังทิ้งท้ายด้วยว่า ผลกระทบในระดับที่ไม่ถึงกับทำให้ตายเหล่านี้ สามารถทำนายผลกระทบในระดับประชากรที่เป็นอันตรายและยาวนานในสัตว์น้ำได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำมันรั่วจากเรือบรรทุกน้ำมัน Exxon Valdez

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้ผลกระทบจากเหตุการณ์ Deepwater Horizon จะชัดเจน แต่ก็อาจถูกตั้งคำถามว่านั่นเป็นเพราะปริมาณน้ำมันมหาศาลหรือไม่
ในปี 2016 ทีมนักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และเยอรมนี ตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อว่า "ผลกระทบทางพิษวิทยาต่อสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างเร่งด่วนจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่มีระยะเวลาสั้น" และพบว่าการรั่วไหลของน้ำมันเพียงเล็กน้อย ภายเวลาในไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถส่งผลให้เกิดการสัมผัสสารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพและอาจเป็นพิษได้อย่างรวดเร็ว
"ข้อเท็จจริงที่ว่าพื้นที่เดินเรือหนาแน่น เช่น ทะเลเหนือ พบการรั่วไหลของน้ำมันขนาดเล็กโดยบังเอิญจำนวนมาก รวมถึงการปนเปื้อนของน้ำทะเลที่ไม่มีคราบน้ำมันให้เห็นชัดเจน บ่งชี้ให้เราเห็นว่า มีการสัมผัสสารพิษที่มีอยู่และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตยูคาริโอตทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทั้งในรูปแบบเฉียบพลันระยะสั้นและเรื้อรังบ่อยครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางลบในระยะยาวได้"
ทำไมเหตุน้ำมันรั่วถึงพบบ่อยครั้ง
ในปัจจุบัน ศ.ดร.สุชนา อธิบายว่า ประเทศไทยไม่ได้มีตัวชี้วัดหรือบรรทัดฐานที่ไว้ใช้บอกว่า การมีจำนวนน้ำมันรั่วกี่ครั้งจึงนับว่ามากเกินไปหรือผิดปกติ แต่เธอชี้ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่าน จะพบว่ามีเหตุน้ำมันรั่วไหลมากขึ้นจริง
"สาเหตุจริง ๆ มาจากการที่มนุษย์เรามีความต้องการน้ำมันสูงขึ้น เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการส่งถ่ายน้ำมันก็มีมากขึ้น โอกาสที่จะหลุดรั่วหรือมีความเสี่ยงที่จะรั่วออกมาจากท่อก็มีสูงขึ้นเช่นกัน"
ตามข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 พบว่า แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ความต้องการน้ำมันเชื่อว่าจะทรงตัวอยู่ในระกับ 106 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไปจนถึง 2573 โดยจะมีประเทศในเอเชียโดยเฉพาะจีนและอินเดียที่เป็นคนกระตุ้นความต้องการ

ที่มาของภาพ, IEA
ศ.ดร.สุชนา ทิ้งท้ายว่า ท่ามกลางความพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ของทุกฝ่ายต่อเหตุน้ำมันรั่วไหล แต่ "เหตุสุดวิสัย" เกิดขึ้นได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากให้มองว่าในมิติของการติดตามผลกระทบ "เราควรที่จะเปลี่ยนมุมมองว่า จริง ๆ แล้วผลกระทบในระยะยาว มันเป็นไปได้ แล้วเราก็ควรจะมาร่วมด้วยช่วยกัน เราไม่อยากที่จะบอกว่าใครผิดใครถูก เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครตั้งใจ แต่เราก็ควรแสดงความรับผิดชอบด้วยเหมือนกันว่า ถึงแม้มันไม่เห็นว่ามันมีผลกระทบตอนนี้ แต่ในเรื่องของระยะยาว เราก็อยากที่จะให้มั่นใจได้ด้วย ว่ามันจะไม่มีผลกระทบเหมือนกัน"










