"ชีวิตของพวกเราเหมือนถูกลอยคออยู่กลางทะเล" USAID ตัดงบกระทบไทยอย่างไรบ้าง

ธงสัญลักษณ์องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (The United States Agency for International Development - USAID)

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (The United States Agency for International Development - USAID) ถูกระงับงบชั่วคราวโดยรัฐบาลสหรัฐฯ
    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในไทยหลายแห่งต้องระงับหรือลดการให้บริการในด้านต่าง ๆ ลง หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระงับความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศชั่วคราว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งผลโดยตรงต่อองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (The United States Agency for International Development - USAID)

องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย (Jesuit Refugee Service - JRS) ในไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนโดย USAID คือหนึ่งในองค์กรที่ต้องหยุดให้บริการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย โดยคาดว่าแค่เฉพาะในกรุงเทพฯ และ อ.แม่สอด จ.ตาก จะมีผลกระทบต่อผู้ลี้ภัยในไทยอย่างน้อย 4,000 รายซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กร

ด้านมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING (Service Workers in Group Foundation) ก็เป็นอีกองค์กรที่ต้องเผชิญความท้าทายจากการที่งบ USAID ถูกระงับ โดยพวกเขาต้องใช้เงินทุนสำรองขององค์กรที่พอมีอยู่เพื่อดำเนินการจ่ายยาและตรวจผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อไปในระหว่างที่เงินสนับสนุนจากสหรัฐฯ กำลังโดนระงับชั่วคราว

ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันรายหนึ่งที่ตอนนี้อาศัยอยู่ในประเทศไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า ตอนนี้เธอและครอบครัวไม่สามารถทำงานได้ และไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเช่า หรือซื้อของใช้จำเป็นสำหรับตัวเองและลูก หลังจากมีการตัดงบ USAID ดังกล่าว

บีบีซีไทยสำรวจผลกระทบต่อองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรมในไทยและกลุ่มผู้มีความเปราะบางหลังจากงบความช่วยเหลือต่างประเทศจากสหรัฐฯ ถูกระงับ

จากหมอ สู่ผู้ลี้ภัยรับจ้างทำความสะอาดบ้าน

"เมื่อปีที่แล้วฉันกำลังจะได้เป็นหมอ แต่ตอนนี้ ที่นี่ ฉันทำอะไรไม่ได้เลย" จามีลา หญิงผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันวัย 28 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย เธอระบุว่าได้เข้ามาลี้ภัยในไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือนแล้ว

เธอเล่าว่าต้องละทิ้งทุกอย่างจากบ้านเกิด ทั้งที่อยู่อาศัย การศึกษา พ่อแม่และเพื่อนฝูง หลังจากกลุ่มตาลีบันกลับเข้ายึดอำนาจการปกครองในอัฟกานิสถาน ในตอนนั้น จามีลา เป็นนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ โดยเธอรับจ้างเขียนข่าวให้กับสำนักข่าวท้องถิ่นแห่งหนึ่งไปด้วย และนี่ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มตาลีบัน

"ฉันต้องทิ้งทุกอย่าง ครอบครัว และทุกสิ่งที่มีเพื่อเอาชีวิตรอด" จามีลา กล่าว

ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ ราคาประมาณ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายโดยองค์กร JRS พร้อมกับลูกชายวัย 7 เดือนที่กำลังฝึกหัดเดิน

"ตอนนี้เหมือนฉันกลับมาที่จุดเริ่มต้นที่ต้องกังวลเกี่ยวกับทุกอย่าง" จามีลาบอกถึงความรู้สึกหลังจากที่เธอได้รับข่าวจาก JRS ว่าโครงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่เธอเป็นสมาชิกอยู่นั้นถูกระงับงบประมาณอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา

ห้องพักของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในกรุงเทพฯ มีรั้วตรงระเบียงและมีอุปกรณ์ครัวแขวนไว้

ที่มาของภาพ, Paweena Ninbut/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วิวจากระเบียงห้องพักราคา 2,000 บาทต่อเดือน ของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในกรุงเทพฯ

"ฉันหางานทำไม่ได้ เรียนหนังสือก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือรอความช่วยเหลือ จะทำอย่างไรต่อไปดี" นี่คือสิ่งแรกที่เข้ามาในหัวของจามีลาตอนที่เธอรับรู้ข่าวการตัดงบ USAID

เธอเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทยโดยไม่มีเอกสาร และลูกชายของเธอมีเพียงเอกสารใบแจ้งเกิดใบเดียวเท่านั้นที่นำติดตัวมา จามีลาบอกด้วยว่า เธอมีอาการนอนไม่หลับ และมีความกังวลในทุกคืนตั้งแต่ทราบข่าว "ทุก ๆ คืนฉันนอนคิดว่าจะอยู่ที่นี่ได้อีกนานแค่ไหน"

ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา เธอและลูกได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจาก JRS ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ เงินอุดหนุน และของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก

JRS ยังให้บริการด้านสุขภาพจิตและการให้คำปรึกษาด้วย โดยจามีลาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต

"ฉันต้องพบนักจิตวิทยาของ JRS เพราะฉันมีอาการวิตกกังวล ทั้งภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder - PTSD) และภาวะสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD) ด้วย" จามีลาเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

เธอบอกว่าไม่รู้จะหาค่าเช่าห้องจากไหน แต่จามีลากำลังพยายามหางานรับจ้างทำความสะอาดตามบ้าน เธอบอกว่าเสียใจมากที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้สิ่งที่เรียนมาในการประกอบอาชีพ

"ฉันเคยเป็นหมอมาก่อน แต่ตอนนี้ต้องมารับจ้างทำความสะอาดบ้านให้คนอื่น มันไม่ใช่ที่ของฉันเลย"

แต่เพื่อลูกชายวัย 7 เดือน เธอบอกว่าตัวเองเต็มใจที่จะทำงานนี้ "ฉันพยายามทุกอย่างเพื่อเขา แม้ฉันจะหิว แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้ลูกหิว" เธอกล่าว

ของเล่นของเด็กเล็กในตะกล้าสีแดงวางไว้ที่มุมของห้องเช่า

ที่มาของภาพ, Paweena Ninbut/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ตะกร้าใส่ของเล่นของลูกชายวัยเจ็ดเดือนของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในกรุงเทพฯ

โจ แฮมป์สัน ผู้อำนวยการของ JRS ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประเมินว่ามีผู้ลี้ภัยอีกอย่างน้อย 4,000 รายในไทยที่ได้รับผลกระทบจากการระงับงบประมาณโดยสหรัฐฯ ในครั้งนี้

"มันเหมือนเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่สำหรับผู้ลี้ภัยทุกคน" เขาบอก พร้อมระบุด้วยว่ามีโครงการของ JRS ทั่วโลกอย่างน้อย 9 โครงการที่ได้ผลกระทบ

ผู้อำนวยการของ JRS ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจตัดงบประมาณต่อไป โครงการจำนวนมากของ JRS ที่สนับสนุนโดยสหรัฐฯ อาจต้องปิดตัวลงอย่างถาวรจนกว่าจะสามารถหาเงินทุนแหล่งใหม่ได้

"เราอยู่ในยุคที่เงินสนับสนุนที่เราเคยใช้ในการช่วยเหลือทางมนุษยธรรมถูกพลิกคว่ำ เป็นเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัย... ผมไม่อยากจะจินตนาการ [ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น] ผมคงจะประหม่าและกังวลหากต้องพูดถึงผลของมันต่อสาธารณะ เพราะผมคิดว่าทุกคนรู้คำตอบอยู่แล้วว่าผลที่ตามมามันจะแย่เหลือร้าย" เขาระบุ

องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย (Jesuit Refugee Service - JRS) จัดกิจกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยในไทย

ที่มาของภาพ, Jesuit Refugee Service - JRS Thailand

คำบรรยายภาพ, องค์การเยสุอิตสงเคราะห์ผู้ลี้ภัย (Jesuit Refugee Service - JRS) จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตให้กับกลุ่มผู้ลี้ภัยในไทย

ปัจจุบันองค์การณ์ JRS กำลังยื่นขอเงินทุนเร่งด่วนผ่านเครือข่ายโบสถ์คาทอลิก โดยนายแฮมป์สันกล่าวว่าการระงับงบประมาณโดยกะทันหันจากสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งหลังจากเปิดให้บริการในไทยมากว่า 30 ปี

"แม้นี่จะไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่ผมคิดว่ามันสมควรถูกจัดเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด" เขากล่าว

ผลกระทบการตัดงบ USAID ต่อผู้เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีในไทย

"หากเราไม่สามารถที่จะทำงานด้านการป้องกันหรือรักษาเอชไอวีได้ นั่นหมายความว่าเราอาจจะไม่สามารถควบคุมเอชไอวีได้ มันจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตของคนทุกคนในสังคม" สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (Service Workers in Group Foundation - SWING) กล่าวกับบีบีซีไทย

ย้อนไปช่วงปลายเดือน ม.ค. สุรางค์บอกว่าเธอตกใจอย่างมากเมื่อทราบข่าวการระงับเงินช่วยเหลือชั่วคราวจากทาง USAID

"วันที่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถไปต่อได้มันกะทันหันเกิน ในแง่ที่ว่าจะบอกผู้รับบริการอย่างไรดี" เธอบอกกับบีบีซีไทย

SWING เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ถูกระงับเงินช่วยเหลือจาก USAID หลังจากได้รับเงินสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี โดยองค์กรนี้ให้บริการในเรื่องการป้องกัน การตรวจ และการรักษาโรคเอดส์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้รับบริการชาวไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

"นี่คือวิกฤตที่กระทบต่อมนุษยธรรมของคนทั่วโลก มันยิ่งกว่าสงครามนะ สงครามยังเกิดแค่บางประเทศ แต่สิ่งนี้มันพังระนาบไปทั้งโลก" ผู้ก่อตั้ง SWING กล่าวกับบีบีซีไทย ปัจจุบันมูลนิธิฯ ต้องนำเงินสำรองที่มีมาใช้เพื่อดำเนินงานด้านสาธารณสุขดังกล่าวต่อไป

"เรารอรัฐบาลไม่ได้ เรารอใครไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเอง เราต้องไปต่อ เพราะว่าถ้าเราไปต่อไม่ได้ ผู้ได้รับผลกระทบคือน้อง ๆ ที่รับบริการ" เธอกล่าว

สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING ทื่สำนักงานใหญ่

ที่มาของภาพ, Paweena Ninbut/ BBC Thai

คำบรรยายภาพ, สุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING

"เปรียบเทียบเรื่องความเป็นพ่อแม่ลูกนะ ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกที่เราไม่ใช่ลูกเขาแล้วเขาจะสนับสนุน [ไปตลอด] เขาสนับสนุนเรามาระยะหนึ่ง แล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องลุกไปสนับสนุนลูกเขา บ้านเขา" ผู้อำนวยการมูลนิธิ SWING กล่าวถึงเงินทุนสนับสนุนจาก USAID

ทำไมรัฐบาลทรัมป์ ต้องตัดงบ USAID

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุหลักของการระงับงบประมาณช่วยเหลือนานาชาติในครั้งนี้ของสหรัฐฯ อยู่ในกรอบใหญ่ของการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยเน้นลดส่วนที่ทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งอาจหมายความว่าโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ อาจไม่สำคัญนักในสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ

อีกประเด็นคือนโยบายความช่วยเหลือดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับนโยบายภาพรวมของทรัมป์ นั่นคือแนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) โดยการทำตามสิ่งที่เขาหาเสียงไว้ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน

"ความคิดเห็นของประชาชน [ชาวอเมริกัน] 50% ชื่นชมว่าทรัมป์ได้ทำในสิ่งที่หาเสียง ดังนั้นแรงกดดันตรงนี้อาจเป็นประเด็นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องของการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียว" เขากล่าว

รศ.ดร.ปณิธาน ยังบอกด้วยว่า แนวทางของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไปอย่างมากอาจทำให้ประเทศไทยต้องตั้งตัวเรื่องนโยบายเกี่ยวกับมนุษยธรรมใหม่ โดยงบประมาณด้านมนุษยธรรมเหล่านี้อาจลดลงค่อนข้างมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเงินและมีขนาดของการช่วยเหลือสูง

"ไทยต้องปรับหาแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ ถ้าไม่ใช่จากจีน อาจจะจากประเทศอื่น ๆ ที่มีความพร้อม อย่างเช่นอาเซียนเอง ซึ่งมีข้อตกลงในการทำงานด้านมนุษยธรรมร่วมกันอยู่บ้าง" เขากล่าว

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเงินสนับสนุนจาก USAID มากกว่า 20.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

ตัวแทนจาก JRS ในค่ายผู้ลี้ภัยพูดคุยกับเด็กๆ ในค่าย

ที่มาของภาพ, Jesuit Refugee Service - JRS Thailand

คำบรรยายภาพ, ตัวแทนจาก JRS เข้าเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยใน จ.แม่ฮ่องสอน

รศ.ปณิธานเสนอแนะว่า เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ที่มีปัญหาด้านมนุษยธรรม รัฐบาลไทยจึงควรเริ่มจัดทำและจัดสรรนโยบายเรื่องดังกล่าวขึ้นใหม่เพื่อรองรับการเข้ามาที่เพิ่มขึ้นของผู้ลี้ภัยในประเทศ

"รัฐบาลไทยอาจต้องคิดถึงการหางบประมาณมาสนับสนุนภาคประชาสังคม โดยเสนอและอภิปรายในการอนุมัติงบประมาณว่าไทยอาจต้องกันเงินจำนวนหนึ่งเพื่อภารกิจทางด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น... ถ้าไม่มีเตรียมความพร้อม ไม่มีการปรับ เราก็จะกลายเป็นพื้นที่วิกฤตทางด้านมนุษยธรรม" เขากล่าว

ด้านประธานมูลนิธิ SWING มองเช่นกันว่า นี่เป็นเวลาที่รัฐบาลและภาคประชาสังคมควรมาหาทางออกร่วมกัน เนื่องจากการระงับงบประมาณดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้คนมากมาย

"ขณะที่เรากำลังโกรธสหรัฐฯ แต่ถ้าถามฉัน ฉันโกรธรัฐบาลไทยว่าคุณยังไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ ทุกอย่างเป็นภาระของพวกเราหน้าด่านหรอ" สุรางค์ แสดงทัศนะที่มีต่อรัฐบาลไทย

ด้าน จามีลา ได้กล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทยว่า ตอนนี้เธอรู้สึกเคว้งคว้างว่าครอบครัวเธอจะใช้ชีวิตต่อกันไปอย่างไร

"ผู้คนอย่างพวกเราที่ต้องถูกบังคับออกจากประเทศ เราต้องทิ้งทุกอย่าง ครอบครัว และทุกสิ่งที่เรามีเพื่อเอาชีวิตรอด และตอนนี้ชีวิตของพวกเราเหมือนถูกลอยคออยู่กลางทะเล" เธอกล่าวทิ้งท้าย