USAID คือหน่วยงานอะไร และเหตุใดทรัมป์ถึงเตรียมปิด?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผู้พิพากษามีคำสั่งระงับแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาการระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (The United States Agency for International Development - USAID) จำนวน 2,200 คน ลาพักร้อนแบบได้รับเงินเดือนเป็นการชั่วคราว ก่อนที่แผนดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ผู้พิพากษา คาร์ล นิโคลส์ กล่าวว่า เขาจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว "ในขอบเขตจำกัดมาก" เพื่อตอบสนองต่อคดีที่สหภาพแรงงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นฟ้องร้อง เพื่อสกัดความพยายามจะยุบองค์กร และท้าทายแผนการให้เจ้าหน้าที่ USAID หลายพันคนลาพักงานตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ (7 ก.พ.) เป็นต้นไป
คดีนี้ สหพันธ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐ (American Federation of Government Employees) และสมาคมหน่วยบริการต่างประเทศอเมริกัน (American Foreign Service Association) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ต่อศาลรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อ 6 ก.พ. โดยระบุว่า การกระทำของประธานาธิบดีผิดกฎหมาย ละเมิดรัฐธรรมนูญ รวมถึงก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมทั่วโลก
"ไม่มีการกระทำใด ๆ ของจำเลยแม้แต่รายเดียว เพื่อยุบ USAID ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐสภา... และตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง รัฐสภาเป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่สามารถยุบหน่วยงานนี้ได้โดยถูกกฎหมาย" แถลงการณ์ของโจทก์ระบุ
คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ถอดแผ่นป้าย USAID ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ภายใต้แผนของทรัมป์ และมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดี ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลการปรับลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง เจ้าหน้าที่ USAID ประมาณ 611 คนจะยังคงทำงานที่หน่วยงานนี้ต่อไป
รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า USAID กำลังผลาญงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ และจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับนโยบายตามลำดับความสำคัญของประธานาธิบดี
ทันทีที่เขาหวนคืนทำเนียบขาวเป็นสมัยที่ 2 ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร หนึ่งในนั้นคือการสั่งระงับการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ ทำให้ระบบความช่วยเหลือระดับสากลต้องพลิกผัน และก่อให้เกิดผลกระทบในหลายประเทศ
USAID คืออะไร และทำหน้าที่อะไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษปี 1960 เพื่อบริหารโครงการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ ให้กับองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ กลุ่มช่วยเหลือ และองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วโลก
องค์กรแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 10,000 คน โดย 2 ใน 3 ของคนเหล่านี้ทำงานในต่างประเทศ โดยมีฐานปฏิบัติงานในกว่า 60 ประเทศและดำเนินการในอีกกว่า 10 ประเทศ อย่างไรก็ตามงานภาคสนามส่วนใหญ่ดำเนินการโดยองค์กรอื่นที่ทำสัญญาและได้รับเงินทุนจาก USAID
กิจกรรมที่ USAID ดำเนินการมีขอบเขตกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น USAID ไม่เพียงแต่จัดหาอาหารให้แก่ประเทศที่ประชาชนกำลังอดอยากเท่านั้น แต่ยังใช้ระบบตรวจจับความอดอยากมาตรฐานระดับโลก ซึ่งใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพยายามคาดการณ์ว่าปัญหาขาดแคลนอาหารจะเกิดขึ้นที่ใด
งบประมาณของ USAID ส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับโครงการด้านสุขภาพ เช่น การให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอในประเทศที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคนี้ และการช่วยหยุดการแพร่กระจายของไวรัสที่อาจทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้
บีบีซีมีเดียแอคชัน ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลระหว่างประเทศของบีบีซี ได้รับทุนจากเงินช่วยเหลือจากภายนอกและการบริจาคโดยสมัครใจ โดยได้รับทุนจาก USAID ด้วย ทั้งนี้ข้อมูลจากรายงานในปี 2024 USAID บริจาคเงิน 3.23 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 109.2 ล้านบาท) ทำให้กลายเป็นผู้บริจาครายใหญ่เป็นอันดับ 2 ในปีงบประมาณนั้น
USAID ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ เท่าใด?
ตามข้อมูลของรัฐบาล สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงิน 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) สำหรับความช่วยเหลือระหว่างประเทศในปี 2023
ยอดรวมดังกล่าวกระจายอยู่ในหลายแผนกและหน่วยงาน แต่ว่างบประมาณของ USAID คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์
เงินส่วนใหญ่ถูกกระจายไปในเอเชีย ภูมิภาคตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub - Saharan Africa) และยุโรป โดยส่วนใหญ่ใช้จ่ายในยุโรปใช้กับงานด้านมนุษยธรรมในยูเครน
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านการพัฒนาระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก และใช้งบในเรื่องนี้มากกว่าประเทศอื่น ๆ ด้วย
หากพิจารณาในเรื่องนี้ สหราชอาณาจักรถือว่าเป็นผู้ที่ให้เงินช่วยเหลือรายใหญ่ลำดับที่ 4 ของโลก โดยในปี 2023 สหราชอาณาจักรให้เงินสนับสนุนราว 1.53 หมื่นล้านปอนด์ หรือราว 6.4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นหนึ่งในสี่ของงบช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ทำไม ทรัมป์ และ มัสก์ ถึงอยากจะปฏิรูป USAID?
ทรัมป์ เป็นผู้วิจารณ์การใช้จ่ายงบประมาณในต่างประเทศมาอย่างยาวนาน และกล่าวว่าการใช้จ่ายในต่างประเทศไม่คุ้มค่าเงินสำหรับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน เขาวิพากษ์วิจารณ์ USAID อย่างรุนแรง โดยเรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ USAID ว่าเป็น "พวกหัวรุนแรงที่บ้าคลั่ง"
การยกเลิกหน่วยงานดังกล่าวน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ผลการสำรวจความคิดเห็นชี้ให้เห็นมานานแล้วว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันสนับสนุนการลดค่าใช้จ่ายด้านความช่วยเหลือต่างประเทศ ข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นของสถาบันคลังสมอง Chicago Council on Global Affairs ย้อนหลังไปถึงช่วงทศวรรษที่ 1970 แสดงให้เห็นว่า มีการสนับสนุนอย่างกว้างขวางต่อการลดค่าใช้จ่าย
หนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ ทรัมป์ ทำหลังจากกลับมารับตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 คือการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ระงับการใช้จ่ายระหว่างประเทศเกือบทั้งหมดเป็นเวลา 90 วันในระหว่างที่รอการทบทวนและตรวจสอบ
จากนั้นกระทรวงการต่างประเทศได้ออกบันทึกภายในซึ่งทำให้การทำงานส่วนใหญ่ในพื้นที่หยุดชะงัก ต่อมาได้มีการออกหนังสือยกเว้นสำหรับโครงการด้านมนุษยธรรม แต่การประกาศดังกล่าวได้พลิกโฉมโลกแห่งการพัฒนาระหว่างประเทศและทำให้บริการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักเป็นวงกว้าง

ที่มาของภาพ, EPA
โครงการต่าง ๆ รวมถึงโครงการจัดหายาให้แก่ผู้ยากไร้ที่สุดในโลกและโครงการจัดหาน้ำสะอาด ต้องหยุดลงทันที เจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมที่มีประสบการณ์คนหนึ่งบอกกับบีบีซีว่า การหยุดดังกล่าว "เหมือนกับแผ่นดินไหวทั่วทุกภาคส่วนการช่วยเหลือ"
ความตึงเครียดระหว่างทำเนียบขาวกับ USAID ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อคณะทำงานของ อีลอน มัสก์ ซึ่งทรัมป์มอบหมายให้ดูแลเรื่องการปรับลดค่าใช้จ่ายในงบประมาณของรัฐบาลกลาง ถูกปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของสำนักงานใหญ่ของ USAID ทั้งนี้มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับสูง 2 คนถูกพักงานภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
เมื่อวันที่ 3 ก.พ. มัสก์ สื่อสารต่อสาธารณะบนเอกซ์ (X) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เขาเป็นเจ้าของ โดยระบุว่า "ในส่วนของเรื่อง USAID นั้น ผมได้คุยกับ [ประธานาธิบดี] อย่างละเอียดแล้ว และเขาก็เห็นด้วยว่าเราควรยุติเรื่องนี้"
เขายังเรียกหน่วยงานนี้ว่า "ชั่วร้าย" "องค์กรอาชญากร" และ "ปฏิบัติการทางจิตวิทยาการเมืองฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง" (radical-left political psyop) ซึ่งย่อมาจากคำว่า "ปฏิบัติการทางจิตวิทยา" ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในโลกออนไลน์เพื่อกล่าวหาการสมคบคิดหรือการปกปิดข้อเท็จจริง
เว็บไซต์ของ USAID ถูกปิดลง และพนักงานได้รับแจ้งให้ทำงานอยู่ที่บ้านในวันจันทร์
วันเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวหาว่า ผู้นำ USAID ไม่เชื่อฟังคำสั่ง และกล่าวว่าขณะนี้เขาดำรงตำแหน่งเป็น "หัวหน้าชั่วคราว" ของ USAID
เขากล่าวเสริมว่า "หน้าที่หลายอย่าง" ที่ USAID ดำเนินการจะยังคงดำเนินต่อไป แต่การใช้จ่าย "จะต้องสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ"
ทรัมป์ สามารถปิด USAID ได้หรือไม่?
แม้มีความชัดเจนว่าทำเนียบขาวมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อ USAID แต่ในเชิงทฤษฎีแล้ว อำนาจดังกล่าวก็มีข้อจำกัด
USAID ก่อตั้งขึ้นหลังจากที่รัฐสภาผ่านพระราชบัญญัติความช่วยเหลือต่างประเทศในปี 1961 กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐและทำหน้าที่บริหารจัดการการใช้จ่ายในต่างประเทศ
ไม่นานหลังจากนั้น ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในขณะนั้น ก็ได้จัดตั้ง USAID โดยใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร
ต่อมาในปี 1998 มีการผ่านกฎหมายอีกฉบับหนึ่งเพื่อยืนยันสถานะของ USAID ในฐานะหน่วยงานที่มีสิทธิบริหารจัดการตนเอง
นั่นหมายความว่า ทรัมป์ ไม่อาจยกเลิก USAID ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร และความพยายามใด ๆ ที่จะทำเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับการท้าทายอย่างหนักในศาลและรัฐสภาอย่างแน่นอน

ที่มาของภาพ, Reuters
การปิด USAID ทั้งหมดอาจต้องใช้การลงมติของรัฐสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันของ ทรัมป์ มีเสียงข้างมากเกินมาเพียงเล็กน้อยในทั้งสองสภา
หนึ่งในทางเลือกตามรายงานคือ รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาว่าจะทำให้ USAID เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ แทนที่จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีสิทธิในการบริหารตนเอง
การบริหารจัดการในรูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ในปี 2020 นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักรในขณะนั้น ได้ควบรวมองค์การส่งเสริมการพัฒนาในต่างประเทศ (Department for International Development - DfID) เข้ากับกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร (The Foreign and Commonwealth Office - FCO)
รัฐมนตรีกล่าวในเวลานั้นว่า การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้การใช้จ่ายระหว่างประเทศ เป็นไปตามเป้าหมายนโยบายต่างประเทศที่กว้างขึ้นของรัฐบาล แต่บรรดาผู้วิจารณ์เตือนว่าการดำเนินการดังกล่าวจะลดความเชี่ยวชาญในภาคส่วนการช่วยเหลือ และส่งผลกระทบต่อสถานะและอิทธิพลในต่างประเทศของสหราชอาณาจักร
เหตุใดปม USAID ถึงก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง?
ทรัมป์ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เขาต้องการให้การใช้จ่ายในต่างประเทศสอดคล้องกับแนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน"
ประธานาธิบดีทรัมป์ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเขาต้องการให้การใช้จ่ายในต่างประเทศสอดคล้องกับแนวทาง "อเมริกาต้องมาก่อน" ของเขา
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า "เงินทุกดอลลาร์" จะต้อง "ได้รับการพิสูจน์" ด้วยหลักฐานว่าเงินเหล่านั้นทำให้สหรัฐฯ ปลอดภัย แข็งแกร่ง และเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
ดังนั้นการเคลื่อนไหว "ที่จะยุบหน่วยงานของรัฐบาลกลาง" จึงหมายความว่าเขา "ยึดมั่นในคำพูด" ของตัวเอง โทมัส กิฟต์ ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์การเมืองสหรัฐฯ แห่งมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน (UCL Centre on US Politics) กล่าว
เขากล่าวเสริมว่า กลุ่มผู้ภักดีต่อการ "ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ( MAGA - Make America Great Again) มองว่า USAID เป็น "ผลพวงของแนวคิดก้าวหน้าที่ไร้ขอบเขต โดยให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับสุดท้าย และให้ความสำคัญกับโลกกำลังพัฒนาเป็นอันดับแรก ขณะเดียวกันก็ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างฟุ่มเฟือย"
"มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ ทรัมป์ มองว่า รัฐบาลของเขากำลังดำเนินการอยู่ นั่นคือ การให้ความสำคัญกับความต้องการของพลเมืองสหรัฐฯ เหนือสิ่งอื่นใด" ดร. กิฟต์อธิบาย
เขากล่าวว่า การปิด USAID จะเป็น "ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของชาตินิยมประชานิยม"
ผลสำรวจความคิดเห็นระบุมานานแล้วว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันสนับสนุนการลดการใช้จ่ายความช่วยเหลือต่างประเทศ ดังนั้น การยกเลิกหน่วยงานดังกล่าวอาจได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
แต่ ดร. พอล คลิสต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่มหาวิทยาลัยแห่งอีสต์แองเกลีย กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมักประเมินจำนวนเงินที่รัฐบาลใช้จ่ายไปกับความช่วยเหลือต่างประเทศสูงเกินไป "อย่างมาก" หากความช่วยเหลือจากต่างประเทศต้องหยุดชะงักกะทันหัน เงินทั้งหมดที่ลงทุนในโครงการที่ยังไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ก็จะสูญเปล่า
เขากล่าวว่า ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันบางส่วนอาจมองผลประโยชน์แบบเผิน ๆ และเข้าใจง่าย ๆ ในเรื่องความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่การให้การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่มีส่วนช่วยในการช่วยชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลและความปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย
"หากสหรัฐฯ หยุดให้ความช่วยเหลือต่างประเทศหรือลดกิจกรรมต่าง ๆ ลงอย่างแรง จะทำให้ชื่อเสียงของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง" และ "สหรัฐฯ ไม่สามารถหยุดความช่วยเหลือทั้งหมดที่ให้ได้อย่างถูกกฎหมาย เพราะพวกเขาจะได้ลงนามในข้อตกลงกันแล้ว"
ดร.คลิสต์เตือนว่า ประเทศอื่น ๆ เช่น จีน อาจพยายามจะอุดช่องว่างดังกล่าวและเพิ่มอิทธิพลในระดับนานาชาติ

ที่มาของภาพ, Reuters
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา USAID ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด และได้ระงับสัญญาบางฉบับเนื่องจากข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา มีการนำมาตรการเพิ่มเติมมาใช้ โดยหน่วยงานและแผนกของรัฐบาลกลางจะต้องติดตามและประเมินโครงการช่วยเหลือต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การปิด USAID จะส่งผลกระทบอย่างไร ?
เมื่อพิจารณาจากเงินทุนที่ไม่สมส่วนที่มาจากสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้เงินดังกล่าวจะส่งผลไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
กิจกรรมของ USAID มีตั้งแต่การมอบแขนขาเทียมให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในยูเครน ไปจนถึงการขจัดทุ่นระเบิด และการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกา ผลกระทบอาจลุกลามไปทั่วโลก
หลังจากมีการประกาศตรึงการใช้จ่ายในต่างประเทศเป็นเวลา 90 วัน รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กล่าวว่า "เงินทุกดอลลาร์" จะต้อง "ได้รับการพิสูจน์" ด้วยหลักฐานว่าเงินเหล่านั้นทำให้สหรัฐฯ มีความปลอดภัย แข็งแกร่ง และเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น
สมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตกล่าวว่า การปิดหน่วยงานที่อาจเกิดขึ้นนี้เป็นการกระทำที่ "ผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ" ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนยากจนในต่างประเทศ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ และลดอิทธิพลของสหรัฐฯ บนเวทีโลก โดยอ้างรายงานที่ว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำในซีเรีย ซึ่งรับผิดชอบดูแลนักรบรัฐอิสลามหลายพันคน แทบจะลาออกจากงานทันทีที่เงินทุนจากสหรัฐฯ ถูกระงับชั่วคราว
ดร. จูลี นอร์แมน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเมืองที่ UCL กล่าวว่า ชาวเดโมแครตหลายคนจะออกมาปกป้อง USAID แต่พวกเขากลับพบว่าตนเอง "อยู่ในหนทางที่ยากลำบากต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เชื่อว่าองค์กรนี้มีขนาดใหญ่เกินไป และกำลังเบี่ยงเบนเงินทุนออกไปจากชาวอเมริกัน"
เธอคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์และมัสก์กำลังพยายามทำให้ USAID ดูเหมือนเป็น "กลุ่มหัวก้าวหน้าฝ่ายซ้ายที่สนับสนุนวาระสุดโต่งในต่างประเทศ" เพื่อที่จะ "อธิบายการกระทำของตัวเองได้ดีขึ้น"
สัปดาห์แห่งความสับสน

ที่มาของภาพ, Getty Images
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดความสับสนและระส่ำระสายขึ้นกับองค์กรและเจ้าหน้าที่ USAID สรุปไทม์ไลน์ได้ดังนี้
- 4 ก.พ. เจ้าหน้าที่ USAID จำนวนมากเพิ่งได้รับอีเมลแจ้งให้ทราบว่าพวกเขาถูกพักงานโดยรับเงินเดือน
- 5 ก.พ. เจ้าหน้าที่ USAID และผู้สนับสนุนชุมนุมนอกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ประท้วงการปิดหน่วยงานอย่างกะทันหัน
- 6 ก.พ. USAID เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน แจ้งว่า เจ้าหน้าที่หลายพันคนจะถูกพักงานตั้งแต่วันศุกร์ (7 ก.พ.) แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าเป็นส่วนไหนอย่างไร โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผลต่อ "บุคลากรที่ได้รับการจ้างงานโดยตรง" ทั้งหมด ยกเว้นบุคลากรที่อยู่ใน "หน้าที่ที่สำคัญต่อภารกิจ ผู้นำหลัก และโครงการพิเศษที่กำหนดขึ้น" ทั้งนี้องค์กรจะทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อเตรียมการและจ่ายค่าเดินทางกลับให้แก่บุคลากรที่ประจำการอยู่นอกสหรัฐฯ ภายใน 30 วัน
- 6 ก.พ. เจ้าหน้าที่ USAID ได้รับแจ้งว่ารัฐบาลจะคงเจ้าหน้าที่ที่จำเป็น 611 คนเอาไว้ และมีผู้ถูกพักงานไปแล้วประมาณ 500 ราย
- 6 ก.พ. สหภาพแรงงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยื่นฟ้องรัฐบาล เพื่อสกัดความพยายามจะยุบองค์กร และยุติแผยให้เจ้าหน้าที่ USAID ลาพักงานตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ (7 ก.พ.) เป็นต้นไป
- 7 ก.พ. ผู้พิพากษามีคำสั่งระงับแผนของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่จะให้เจ้าหน้าที่ USAID จำนวน 2,200 คน ลาพักร้อนแบบได้รับเงินเดือนเป็นการชั่วคราว











