แคนาดาและเม็กซิโกแก้เกมมาตรการขึ้นภาษีทรัมป์อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เจสสิกา เมอร์ฟี จากนครโตรอนโต แคนาดา และวิลล์ แกรนท์ จากกรุงเม็กซิโก ซิตี้
- Role, บีบีซีนิวส์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ลั่นวาจาว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหม่ต่อสินค้าทุกชนิดที่นำเข้ามาจากคู่ค้ารายสำคัญสามประเทศ คือ จีน เม็กซิโก และแคนาดา
โดยมาตรการดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในวันอังคาร ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกเป็น 25% และเพิ่มขึ้นเป็น 10% สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากจีน ในขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานในแคนาดาจะต้องเผชิญกับภาษีที่ต่ำกว่า 10%
คำขู่ของทรัมป์จะเกิดขึ้นหากว่า ทั้งสามประเทศไม่นำประเด็นข้อกังวลของเขาเกี่ยวกับการเข้าเมืองผิดกฎหมายและการลักลอบค้ายาเสพติดมาพิจารณา
ขณะเดียวกัน ทั้งแคนาดาและเม็กซิโก ระบุว่า กำลังพิจารณาใช้มาตรการทางภาษีเพื่อตอบโต้เช่นกัน
ด้านทรัมป์เองก็บอกว่า เขาก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการต่าง ๆ หากว่า ประเทศเหล่านั้นมีมาตรการตอบโต้ด้วย
เมื่อพิจารณาจากมูลค่ารวมของการนำเข้าสินค้าจากจีน เม็กซิโก และแคนาดาแล้ว ถือว่าเป็นสัดส่วนถึง 40% ของมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา
"การประกาศอัตราภาษีในวันนี้มีความจำเป็นเพื่อให้จีน เม็กซิโก และแคนาดาต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของยาพิษเข้าสู่สหรัฐอเมริกา" ทำเนียบขาวระบุในข้อความที่โพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา
ขณะที่ทรัมป์โพสต์ของความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียวของเขาเอง ที่ชื่อว่า "โซเชียล ทรูธ" ว่า "สิ่งนี้เกิดขึ้นผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เนื่องจากภัยคุกคามที่สำคัญของมนุษย์ต่างดาวที่ผิดกฎหมายและยาเสพติดร้ายแรงที่คร่าชีวิตพลเมืองของเรา รวมถึงยาเฟนทานิลด้วย"
มาตรการทางภาษีสำหรับสินค้านำเข้าเป็นส่วนหนึ่งในแกนกลางของวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เขาเล็งเห็นว่า เป็นหนึ่งในวิธีในการสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เจริญเติบโต ปกป้องตำแหน่งงานต่าง ๆ รวมทั้งสามารถเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีด้วย และในกรณีนี้ก็เป็นการผลักดันการดำเนินนโยบายที่มีต่อพันธมิตร
แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บาว์ม ของเม็กซิโกกล่าวตอบโต้ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเม็กซิโกมีพันธมิตรเป็นองค์กรอาชญากรว่า "เป็นการใส่ร้าย"
ในแถลงการณ์ ไชน์บาว์มยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการลดการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนไปในพื้นที่ทางใต้ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้อาวุธเหล่านั้นตกมาอยู่ในมือของแก็งอาชญกรเหล่านั้น
เธอบอกอีกว่า ประเทศของเธอยังมีเจตจำนงที่จะทำงานร่วมกันกับสหรัฐฯ และว่า "ปัญหาต่าง ๆ จะไม่สามารถแก้ไขได้เพียงการใช้มาตรการทางภาษี แต่ต้องดำเนินการผ่านการเจรจา"
นอกจากนี้ เธอยังได้สั่งการให้รัฐมนตรีที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจให้ตอบโต้ด้วยมาตรการทั้งในรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี ซึ่งคาดว่าในจำนวนนั้นจะมีมาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ 25%
ด้านนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา บอกว่า แคนาดาก็จะมีมาตรการตอบโต้เช่นกัน
"พวกเราไม่ต้องการจะอยู่ตรงนี้เพื่อเรียกร้องสิ่งนี้" นายกรัฐมนตรีแคนาดากล่าวระหว่างการแถลงข่าวในช่วงดึกของวันเสาร์ที่ผ่านมา
"ทว่า พวกเราจะไม่ถอย เพื่อยืนหยัดสู้เพื่อชาวแคนาดา"
รัฐบาลแคนานาจะดำเนินการเพิ่มภาษี 25% สำหรับนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าราว 1.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.23 ล้านล้านบาท) โดยราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ล้านล้านบาท) จะเกิดขึ้นหลังจากมาตรการนี้มีผลบังคับใช้ในวันอังคารนี้ และอีก 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.22 ล้านล้านบาท) จะมีผลในอีก 21 วัน
สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ที่เป็นเป้าหมายประกอบด้วย เบียร์ ไวน์ บูร์บง ผลไม้ และน้ำผลไม้ ผักต่าง ๆ น้ำหอม เสื้อผ้า และรองเท้า เช่นเดียวกันกับเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอุปกรณ์กีฬาและเฟอร์นิเจอร์ ไม้และพลาสติกก็จะถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเช่นกัน
ส่วนมาตรการที่ใช่ภาษี รัฐบาลแคนาดากำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ โดยจะเกี่ยวข้องกับแร่ธาตุและการจัดซื้อจัดจ้างสำคัญ ๆ อย่างไรก็ตาม ทรูโดไม่ต้องการบอกรายละเอียด
นายกรัฐมนตรีแคนาดายังตอบโต้ในข้อกังวลด้านความมั่นคงระหว่างชายแดนว่า ปริมาณยาเฟนทานิลที่ถูกส่งเข้าไปจากแคนาดาไปยังสหรัฐฯ มีน้อยกว่า 1%
ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางภาษีทั้งหมด รัฐบาลแคนาดาได้สัญญาว่าจะใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยใหม่มูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามแนวชายแดนสหรัฐฯ
"มาตรการทางภาษีไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะสามารถช่วยปกป้องชีวิตผู้คน" ทรูโดกล่าว
เขายังบอกอีกว่า ยังไม่ได้พูดคุยหารือกับทรัมป์ตั้งแต่วันพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง แต่ยังคงจะเปิดช่องทางในการสื่อสารกับทางการสหรัฐฯ ไว้
ด้านทางการจีน ได้สื่อสารอย่างชัดเจนผ่านแถลงการณ์ที่ระบุว่า ไม่พอใจอย่างมากต่อมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และขอคัดค้านอย่างแข็งขันต่อมาตรการนี้
พร้อมกันนั้น รัฐบาลจีนยังจะยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) ต่อสหรัฐฯ ที่ "ดำเนินการอย่างไม่ถูกต้อง" และจะใช้มาตรการตอบโต้ "เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง"
ติง เสวี่ยเซียง รองนายกรัฐมนตรีของจีน กล่าวในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเดือนที่แล้วว่า รัฐบาลจีนกำลังมองหาทางแก้ไขความตึงเครียดทางการค้าที่ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ด้วยกัน (win-win solution) และต้องการขยายฐานการส่งออก
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว เศรษฐกิจของแคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐฯ มีการบูรณาการกันอย่างลึกซึ้ง ด้วยมูลค่าราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการสินค้าน้ำเข้าและส่งออกข้ามพรมแดนในแต่ละวัน
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า มาตรการทางภาษีและการตอบโต้ที่เป็นผลตามมาจะส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเป็นวงกว้าง นับตั้งแต่รถยนต์ ไม้และเหล็ก ไปจนถึงอาหารอย่างมันฝรั่งแช่แข็ง อาโวคาโด มะเขือเทศ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ส่วนอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผ่านเข้าออกชายแดนของสามประเทศหลายครั้งก่อนที่จะประกอบเป็นรถยนต์คันหนึ่งได้อาจจะทำให้ราคาแพงขึ้น โดยสถาบันทางเศรษฐศาสตร์ ทีดี อิคอนอมิกส์ แนะว่า ราคาโดยเฉลี่ยของรถยนต์ในสหรัฐฯ อาจจะเพิ่มขึ้นราว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนบาทเลยทีเดียว
รายงานประจำเดือน ม.ค. ของสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ( Peterson Institute for International Economics) ระบุว่า การเพิ่มภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกสามารถชะลออัตราการเติบโตและยกระดับภาวะเงินเฟ้อของทั้งสามประเทศได้
ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบว่า มาตรการดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันระยะสั้นชั่วคราวในบางส่วน
ด้านหอการค้าแคนาดาออกแถลงการณ์หนึ่งระบุว่า มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลโดยตรงและทันทีต่อความเป็นอยู่ของชาวแคนาดาและอเมริกัน และยังจะเพิ่มค่าครองชีพต่อทุกคนให้สูงขึ้นอย่างมาก
ขณะเดียวกันกลุ่มภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาเตือนเช่นกัน อย่าง สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติสหรัฐฯ บอกว่า การปรับเพิ่มภาษีนำเข้าจะทำให้ต้นทุนการสร้างบ้านจะสูงขึ้น ด้านกลุ่มเกษตรกรเพื่อการค้าเสรี ระบุว่า เกษตรกรชาวอเมริกันในขณะนี้ก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว และการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจะทำให้สถานการณ์ในเขตชนบทของอเมริกาจะย่ำแย่ลงไปอีก
ด้านสมาคมผู้นำในธุรกิจค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกราว 200 ราย ในจำนวนนั้นเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น โฮมดีโป ทาร์เก็ต วอลกรีนส์ ยังแสดงความหวังว่า ภาษีดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ขณะที่ทำเนียบขาว ซึ่งอธิบายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาถึงเหตุผลว่าทำไมจึงต้องกำหนดให้คู่ค้าดังกล่าวเป็นเป้าหมายว่า แก๊งค้ายาชาวเม็กซิกันต้องรับผิดชอบต่อการค้าเฟนทานิล ยาบ้า และยาอื่น ๆ
ขณะที่มาตรการทางภาษีต่อแคนาดานั้นจะยังคงอยู่ไปจนกว่า แคนาดาจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการจัดการกับการลักลอบค้ายาเสพติดและปัญหาด้านความมั่นคงชายแดนสำเร็จ
สุดท้ายนี้ มีการกล่าวว่า "จีนมีบทบาทสำคัญในวิกฤตเฟนทานิล" เพราะส่งออกยาแก้ปวดสังเคราะห์ที่มีอันตรายถึงชีวิตนี้
จากข้อมูลของทางการ[สหรัฐฯ] พบว่า บริเวณชายแดนทางตอนเหนือและใต้ของสหรัฐฯ มีการรายงานการจับกุมยาเสพติด แม้ว่าในแง่ปริมาณ การจับกุมที่ชายแดนแคนาดาจะมีจำนวนค่อนข้างน้อยกว่า เมื่อเทียบกับชายแดนด้านเม็กซิโก
ระหว่างเดือน ต.ค. 2023 ถึงเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว หน่วยปกป้องชายแดนสหรัฐฯ สามารถจับกุมยาเฟนทานิล ทางชายแดนตอนเหนือได้เพียง 19.5 กก. ขณะที่ชายแดนทางใต้ มีปริมาณการจับกุมมากถึง 9,525.4 กก.
ถึงกระนั้น รายงานล่าสุดจากหน่วยข่าวกรองของแคนาดายังชี้ให้เห็นว่า จำนวนแก๊งอาชญกรนานาชาติที่ผลิตยาเสพติดในแคนาดามีจำนวนเพิ่มขึ้น
แอชลีย์ เดวีส์ นักลอบบี้ทางธุรกิจสังกัดพรรครีพับลิกัน ที่เป็นตัวแทนบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ หลายรายอย่าง วอลมาร์ท และโบอิ้ง และเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแนวความคิดการใช้มาตรการกำแพงภาษี บอกกับรายการ เวิลด์ บิสซิเนส รีพอร์ต บีบีซีว่า เธอคิดว่าทรัมป์จะถอนมาตรการทางภาษีดังกล่าวต่อประเทศในอเมริกาเหนือ หากเขาเห็นว่าปัญหาต่าง ๆ มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะปัญหาที่เขายกมากล่าวถึงโดยเฉพาะ เรื่องการอพยพเข้าเมือง
"คุณต้องจำไว้ว่า ชายแดนและจีนเป็นสองประเด็นใหญ่ที่สุดที่ชาวอเมริกันลงคะแนนให้เขาในการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้เพื่อเรียกร้องชัยชนะจากสิ่งนั้น ฉันคิดว่าเขาจะทำ" เธอกล่าวทิ้งท้าย









