You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ทุกข์ของคนเมืองชาวคอนโด เมื่อเงินช่วยเหลือแผ่นดินไหวยุ่งยาก-ไม่สมเหตุสมผล เพราะระเบียบของรัฐราชการไทย
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
กรุงเทพมหานครเปิดให้ผู้ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือได้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และเพิ่งขยายเวลาการยื่นขอไปจนถึงวันที่ 2 พ.ค. นี้
หลังเปิดให้ลงทะเบียน เริ่มมีเสียงสะท้อนผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งออกมาบอกเล่าขั้นตอนในการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือที่ต้องใช้เอกสารหลายฉบับ ขณะเงินที่ได้รับการประเมินได้กลับมาที่หลักร้อย ยังไม่ได้แม้แต่ค่าพิมพ์เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นเรื่อง
ก่อนหน้านี้ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวยอมรับว่าจำนวนเงินช่วยเหลือที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจน้อยเกินไปสำหรับความเป็นจริง เพราะติดระเบียบราชการ จนนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ใหม่
ท่ามกลางสถานการณ์ผู้รับเหมาที่โก่งราคา ประกันภัยส่วนตัวที่ทำไว้เองยังไม่มีความแน่นอน การช่วยเหลือจากรัฐที่เป็นความหวังกลับซ้ำเติมความทุกข์ของชาวคอนโด เมื่อเงินที่จะได้ไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายจริง
แล้วอะไรคือเงื่อนไขทำให้ราชการไม่สามารถช่วยเหลือเป็นตัวเงินได้มากกว่านี้ บีบีซีไทยรวบรวมแง่มุมจากทุกฝ่ายไว้ในรายงานชิ้นนี้
ขั้นตอนมาก แต่ได้เงินไม่สอดคล้องค่าใช้จ่าย
"เหมือนทำรายงานส่งครู" วสันต์ สอาดเย็น หนึ่งในผู้ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว เล่าถึงการเตรียมเอกสารในการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ
หลังเกิดแผ่นดินไหวเมื่อ 28 มี.ค. เขากลับมาที่คอนโดย่านพระราม 4 และพบความเสียหายหลายจุดภายในห้องพักของเขาที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึง 4 เดือน ทั้งรอยร้าวหลายจุดบนผนังปูนและกระเบื้อง ฝ้าเพดานยุบ ผนังไม้ระแนงที่ใช้ตกแต่งฉีกขาด ขณะที่เมื่อตรวจสอบผนังปูนซีเมนต์ชั้นใน พบว่าเป็นรูกว้างทะลุจนสามารถมองเห็นห้องข้าง ๆ
เขายื่นเรื่องเคลมประกันอัคคีภัยที่ทำไว้กับห้องพักตั้งแต่ 1 เม.ย. แต่เมื่อพบว่าการติดต่อประกันของตัวเองค่อนข้างลำบาก และยังไม่มีความแน่นอนเรื่องการชดเชย ประกอบกับทราบว่ากรุงเทพมหานครเปิดให้ยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือ จึงตัดสินใจยื่นขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐอีกทาง
"ติดต่อประกันค่อนข้างยาก เพราะว่าก็เข้าใจว่าทุกคนก็ติดต่อประกันหมด เคสน่าจะมีเป็นพัน ๆ เคส ซึ่งมันก็ช้า" วสันต์สะท้อน
"ผมก็ไม่ได้รับการติดต่ออะไรจากประกันเลย คือส่งอีเมลไปตามขั้นตอน ตั้งแต่ 1 เมษาก็เงียบ คือผมต้องตามเองอีกทีประมาณวันที่ 20 กว่า ๆ ทนไม่ไหวเพราะมันเงียบเกินไป ก็พยายามติดต่อ จนได้คุยกับคน ใช้เวลานานมาก ครึ่งชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็ได้เลขมา ได้เลขรับมาเลขหนึ่ง เขาก็บอกว่าเดี๋ยวตามให้ เดี๋ยวดูให้ ให้ส่งเมลมาอีกที ผมก็ส่งไปอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ก็ยังเงียบอยู่" เขาบอกเล่าความยากลำบากในการติดต่อกับประกันภัยที่ทำไว้กับห้องของเขา
กรุงเทพมหานคร เปิดให้ผู้เสียหายขอรับเงินช่วยเหลือกรณีแผ่นดินไหว ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือหลายส่วน เช่น ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต ค่าที่พักอาศัยชั่วคราว (เฉพาะในคอนโด 2 แห่งที่ กทม. สั่งระงับใช้งาน) ฯลฯ
แต่ส่วนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ "ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน" ที่กำหนดให้เฉพาะเจ้าของห้อง อาคาร หรือบ้านเรือนที่ใช้พักอาศัยเป็นประจำหลักเพียงแห่งเดียวเท่านั้น โดยระบุวงเงินช่วยเหลือ "ตามการประเมินขนาดความเสียหายหน้างาน ไม่เกิน 49,500 บาท/หลัง" ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ในการไปยื่นเรื่องที่สำนักงานเขตที่อาศัยมีหลายรายการ
เอกสารแนบหลัก ได้แก่
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (หรือสำเนาพาสปอร์ตกรณีไม่ใช่สัญชาติไทย)
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบภัย
- คำขอหนังสือรับรองกรณีผู้ประสบภัย
- สำเนาบันทึกประจำวัน (ตร.)
- แบบแจ้งข้อมูลการรับโอนเงิน (กรณีต้องการรับเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางเงินโอน)
- สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร (กรณีต้องการรับเงินช่วยเหลือผ่านช่องทางเงินโอน)
เอกสารแนบเพิ่มเติมตามประเภทการเยียวยา ได้แก่
- สำเนาโฉนดที่ดิน/แบบคำรับรองแทนโฉนดที่ดิน หรือ สำเนาใบ อช.2 (โฉนดคอนโด)
- เอกสารประกอบการขอรับความช่วยเหลือค่าวัสดุ ซ่อมแซม ที่พักอาศัยฯ
- รูปภาพความเสียหายของอาคาร
วสันต์เล่าว่า เขาใช้เวลารวบรวมเอกสารเหล่านี้ 1 วันเต็ม และใช้เวลาอีก 1 วันในการไปยื่นเรื่อง โดยเริ่มจากการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ก่อนในช่วงสาย เพื่อนำใบแจ้งความมาประกอบการยื่นเรื่องที่สำนักงานเขตในช่วงบ่าย
"โหก็เป็นวันนะ เหมือนทำรายงาน... เพราะต้องรวบรวมเยอะ ต้องไปถ่ายเอกสาร แล้วก็สำคัญที่สุดคือรูปถ่ายความเสียหาย ไม่รู้ใครบอกว่าต้องเป็นสี ผมก็ไม่แน่ใจ" เขาพูดกลั้วหัวเราะ "เจ้าหน้าที่เองก็สับสน บางคนก็บอกว่าต้องเป็นสีสิ จะได้เห็นชัด ๆ อีกคนบอกขาวดำก็ได้อย่างนี้ แต่ในที่สุดพอมีความขัดแย้งปุ๊บเราก็เลือกเส้นทางที่มันค่อนข้างชัวร์ ก็คือสี"
"พอสีก็ต้องถามว่าแล้วสีขนาดใหญ่ไหมรูปนึง บางทีรูปมี 30 ใบ อย่างนี้ คนก็งงกันหมดเพราะไม่มีใครตอบว่าจะต้องยังไง เจ้าหน้าที่เองยังงงเลย แต่ว่าเราก็คิดหลักการความน่าจะเป็นว่า เขาต้องการรูปเพื่อเห็นว่ามีความเสียหายเท่าไหร่ใช่ไหม จะได้มาประเมินถูก ผมก็ปริ้นต์ไปแบบ 4 รูป 1 หน้า ประหยัด ก็ 200-300 [บาท] ไม่แพงเท่าไหร่" วสันต์ระบุ
เขายื่นเอกสารไปเมื่อวันที่ 8 เม.ย. และได้รับนัดหมายว่าช่างโยธาของเขตคลองเตยจะเข้ามาประเมินความเสียหายและเงินช่วยเหลือให้ ในวันที่ 23 เม.ย.
ก่อนหน้านี้ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพบันทึกหน้าจอโทรศัพท์ที่แสดงให้เห็นข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กในโพสต์ต่าง ๆ และห้องแชต ที่บ่นถึงมูลค่าการประเมินความเสียหายจากสำนักงานเขตต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมจริง
"ห้องผมช่างซ่อมประเมิน 20,000 บาท ช่างของเขตประเมินตามเกณฑ์ 1,084 บาท" ข้อความหนึ่งระบุ ขณะที่บางคนก็โพสต์ภาพห้องในคอนโดที่มีรอยแตกร้าวและเศษปูนหลุดร่อนหลายจุด ระบุว่าได้รับการประเมินค่าชดเชย 700 กว่าบาท บางข้อความระบุว่าได้ค่าชดเชยหลักสิบบาท
ศุภณัฐ นำประเด็นนี้เข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 24 เม.ย. เขามองว่าจำนวนเงินช่วยเหลือที่เจ้าหน้าที่รัฐประเมินให้กับผู้ประสบภัย ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และในกระบวนการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือส่วนนี้ ไม่เปิดให้มีการยื่นออนไลน์ ยิ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
"รอบนี้เราอาจจะพลาดไป แต่ขอพลาดเป็นรอบสุดท้าย รอบหน้าขอเป็นเรื่องของการยื่นออนไลน์ เอกสารเตรียมให้น้อยที่สุด" ศุภณัฐ ระบุในการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก
"ผมไม่เข้าใจ อย่างเช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หน่วยงานรัฐก็มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย คุณไม่จำเป็นต้องให้พี่น้องประชาชนมาเตรียมใหม่ โฉนดที่ดินคุณมีอยู่ใน system (ระบบ) คุณอยู่แล้วว่านายคนนี้ ทะเบียนบ้านอยู่นี่ เป็นเจ้าของคอนโดที่นี่ เพราะฉะนั้นผมแค่มี account (บัญชี) แค่นี้ ผมควรแจ้งได้เลย แค่ส่งภาพความเสียหายของผม นอกนั้นข้อมูลต่าง ๆ ควรมีอยู่แล้ว" สส. จากพรรคประชาชน กล่าว และยังวิจารณ์ถึงรูปแบบการใช้แบบฟอร์มที่ไปเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของประชาชนด้วยอีกประเด็นหนึ่ง
สส.ฝ่ายค้าน ผู้นี้ ยังเปิดเผยอีกว่า กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยด้วยว่าหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร สามารถปรับให้สอดคล้องกับความเสียหายของประชาชนได้หรือไม่ รวมถึงจะสามารถขยายระยะเวลาการยื่นเรื่องจากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 27 เม.ย. นี้ ได้หรือไม่
ล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย.) กรุงเทพมหานครประกาศขยายเวลารับยื่นเรื่องไปจนถึง 2 พ.ค.
ผู้รับเหมาขาดแคลน – ฟันราคาเกินจริง
79,660 บาท คือราคาที่ผู้รับเหมาเสนอในการซ่อมแซมห้องของวสันต์ เขาเล่าว่านี่คือราคาที่สมเหตุสมผลของผู้รับเหมาที่รู้จักกันมาอยู่แล้ว ในฐานะที่เขาเป็นอดีตสถาปนิก
แต่สายสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ช่วยให้เขาสามารถซ่อมแซมห้องได้เร็วกว่าใคร เพราะผู้รับเหมาติดคิวที่จองไว้แล้วไปจนถึงปลายปีนี้ เขารู้สึกว่ารอไม่ไหวจากสภาพห้องที่เสียหายหลายจุด และเขาต้องใช้พักอาศัย สุดท้ายสิ่งที่พอจะต่อรองมาได้ คือขอคิวช่างจากผู้รับเหมามา 2 คน โดยเขาต้องหาอุปกรณ์ให้ช่างและคุมงานซ่อมแซมเอง
"เขาตีราคาให้ ประมาณนี้นะพี่ แต่ตอนนี้ผมคิวจ้างเต็มเลย ทำยังไงดี งั้นในที่สุดก็คือ ขอแบ่งช่างมา เขาก็เอาให้ผมสองคน แต่ให้ผมไปจ่ายเอง เพราะผู้รับเหมาก็เคยทำงานกันมานาน" อดีตสถาปนิกผู้นี้เล่ากับบีบีซีไทย
"พวกนี้มาเป็นช่างพม่า ก็มามอเตอร์ไซค์สองคันอย่างนี้ พกเกรียงมาอันเดียว... เขามาถึงผมก็บอกว่าจะเอาอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าเขาต้องการอะไรบ้าง มีปูนฉาบ ปูนก่อ ปูนสกิม ปูนนอนชริ้งค์ ปูนทุกชนิดที่มีอยู่เนี่ย ยิปซัม [กิ] โลนึง ถุงนึงเป็นกระสอบ ๆ ทราย ถังผสมปูน ผมต้องซื้อให้หมด" วสันต์เปิดเผย
เขาตัดสินใจซ่อมแซมห้องก่อนเบื้องต้น ก่อนถึงกำหนดที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตจะมาประเมินความเสียหายให้ โดยเน้นซ่อมแซมรอยร้าวต่าง ๆ และปิดช่องบนผนังที่ทะลุไปเห็นข้างห้อง ใช้เวลาซ่อมแซมอยู่ 7 วัน หมดเงินไปกว่า 20,000 บาท เป็นค่าแรงช่างและค่าอุปกรณ์ ซึ่งเขาไม่ได้นับรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทางในการไปหาซื้ออุปกรณ์
อย่างไรก็ตาม บางความเสียหายก็เกินกำลังที่จะหาอุปกรณ์และคุมงานซ่อมเอง เช่น ฝ้าเพดานที่ปริออกจากโครงยึด วสันต์เล่าว่าเขาลองให้ช่างยิงน็อตเพื่อจะยึดฝ้าให้ติดกับโครงด้านในตามเดิมแล้ว แต่ไม่เป็นผล จึงประเมินว่าน่าจะต้องรื้อและซื้อฝ้าแผ่นใหม่มาติด ซึ่งช่างประเมินแล้วต้องใช้เงินอีกกว่าหนึ่งหมื่นบาท
"จริง ๆ ค่าฝ้าไม่แพงนะ ค่าฝ้ามันแผ่นนึงแค่ 500 บาทเองคู่นึง เวลาขายเขาขายเป็นคู่ แต่มันไม่ได้มีแค่นั้น มันมีค่าเอาของเก่าออก เอาไปทิ้งขยะ การจะเอาแผ่นใหม่ขึ้นอีก ฝ้าเพดานที่สูงขนาดนี้ ของผมสูงเกือบ 5 เมตร 4.40 เมตร มันต้องใช้นั่งร้าน มันไม่ได้มามอเตอร์ไซค์ได้ มันก็ต้องเอารถมาใช่ไหมครับ มีค่าขนมา ค่าติดตั้งนั่งร้าน นั่งร้านก็ต้อง 2 ชั้นขึ้นไป..." เขาอธิบาย
"เวลา กทม. ประเมิน เขาประเมินให้แค่ฝ้าอย่างเดียว... เขาไม่ได้คิดถึงวิธีการที่จะเอาขึ้นไปติด แล้วก็ค่า finishing (ทำให้สมบูรณ์) คือค่าทำสีค่าฉาบเขาไม่ได้คิด เขาคิดแค่ค่าวัสดุ" วสันต์ระบุ
เขาเปิดเผยว่ายังมีความเสียหายอื่น ๆ ที่เขาเลือกจะปล่อยผ่าน เช่นรอยร้าวเล็กน้อยที่ไม่ได้เป็นอันตราย รวมถึงผนังปูนหลังกระจกส่วนที่ติดกับไม้ระแนง ที่เขามั่นใจว่าแม้เบื้องหน้าจะไม่เห็นความเสียหาย แต่หลังกระจกบานใหญ่นี้น่าจะมีรอยร้าวบนผนังปูนอยู่ไม่น้อย
"พอดีห้องนี้เป็นผนังที่ติดกับห้องอีกฝั่งนึงใช่ไหมครับ เดี๋ยวอีกฝั่งเขาก็ต้องปิด ถ้าเขาซ่อมเราก็ได้อานิสงส์ไปด้วย" เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เวลา 14.15 น. ของวันที่ 23 เม.ย. เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาของสำนักงานเขตคลองเตย 3 คน มาสำรวจความเสียหายที่ห้องพักของวสันต์ ซึ่งเขาอนุญาตให้บีบีซีไทยอยู่สังเกตการณ์ด้วย
เจ้าหน้าที่ใช้ตลับเมตรวัดส่วนต่าง ๆ ของห้อง เพื่อเทียบเคียงขนาดวัสดุที่เสียหาย โดยพิจารณาจากสภาพห้องก่อนซ่อมแซม ผ่านคลิปวิดีโอที่วสันต์บันทึกเอาไว้ด้วย เมื่อเทียบเคียงแล้วว่าเป็นจุดเดียวกันแม้สภาพปัจจุบันจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ประเมินให้ค่าวัสดุชดเชย
ช่วงหนึ่งของการสำรวจ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตสอบถามค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมความเสียหายในห้องนี้ทั้งหมด วสันต์ตอบว่าเขาต้องใช้ 30,000 กว่าบาท เจ้าหน้าที่แสดงท่าทีประหลาดใจ ก่อนตอบเขาว่า "ยังดี" เพราะอีกห้องที่พวกเขาเพิ่งไปตรวจและพบความเสียหายน้อยกว่านี้ เจ้าของห้องบอกกับพวกเขาว่าถูกผู้รับเหมาประเมินราคาซ่อมแซม 190,000 บาท
ดุลพินิจเจ้าหน้าที่มีผล ?
บีบีซีไทย สังเกตว่า เจ้าหน้าที่ชุดนี้ประเมินความเสียหายห้องของวสันต์ในลักษณะที่อาจจะถือได้ว่า ไม่ได้เข้มงวดมากนัก เช่น ขณะที่ตรวจสอบความเสียหายในห้องน้ำ ตอนแรกเขาระบุว่าจะให้กระเบื้อง 1 กล่อง แต่เมื่อมองพิจารณาความเสียหายก็พิจารณาในท้ายที่สุดว่า 2 กล่องน่าจะได้
การตรวจสอบความเสียหายใช้เวลาราว 30 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ประเมินว่าวสันต์จะได้รับเงินช่วยเหลือ 9,237 บาท เป็นค่าวัสดุที่เสียหาย เช่น กระเบื้อง ฝ้าเพดาน และผนัง
ก่อนกลับออกไป เจ้าหน้าที่ชุดนี้เปิดเผยกับวสันต์ว่า เขา "โชคดี" ที่ได้เจ้าหน้าที่ชุดนี้ เพราะทีมตรวจสอบของทางเขตฯ มีทั้งหมด 5 ชุดที่จะแบ่งกันไปประเมินความเสียหาย การพิจารณาส่วนหนึ่งอาจขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วย เช่น บางอย่างที่อาจก้ำกึ่งกับเกณฑ์ที่กำหนด ชุดของพวกเขาหากเห็นว่าให้ได้ก็จะให้ เพราะเห็นใจผู้เสียหาย แต่บางชุดก็อาจไม่อนุมัติให้แบบนี้ เนื่องจากหากประเมินสูงกว่าความเป็นจริง แล้วถูกตรวจสอบภายหลังพบว่าไปขัดหลักเกณฑ์ จะกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบความเสียหายต้องรับผิดชอบ
"ของผมนี่ได้เยอะ" วสันต์บอกกับบีบีซีไทยด้วยรอยยิ้ม "9,000 กว่าบาท ถือว่าโชคดี" เขาหัวเราะเบา ๆ "ก็โอเคนะ คือมันไม่เท่ากับความเสียหายที่ผมจ่ายไปหรอก เพราะว่าจ่ายไปหลายหมื่นแล้ว"
เกี่ยวกับการประเมินความเสียหายของเจ้าหน้าที่ กทม. รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การตรวจสอบประเมินความเสียหายของเจ้าหน้าที่ กทม. มีความพยายามไม่ให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือ "ขาด" ไปกว่าที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ผู้ประเมินเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พวกเขาต้องคำนวณบนพื้นฐานตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของทางราชการ ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่เองอาจต้องเผชิญผลกระทบตามมาในภายหลังได้
"การที่ระเบียบเขียนไว้แล้วไม่ทำถือว่าละเว้นและมีโทษ ในขณะเดียวกันไม่มีระเบียบแล้วทำเอง เวลาโดนตรวจสอบว่าทำตามระเบียบข้อไหน ใช้อะไรเป็นตัวอ้างในการกระทำ เพราะนี่คือการกระทำถือเป็นตัวแทนรัฐ ถือเป็นการกระทำไม่มีระเบียบที่อธิบายได้ว่า ที่ทำไปเช่นนั้นระเบียบตัวไหนเป็นตัวให้อำนาจ ระเบียบตัวไหนเป็นตัวให้วิธีการกระทำ ตอบไม่ได้ก็มีปัญหา" รศ.ทวิดา กล่าว
รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่จะพยายามประเมินไม่ให้น้อยไปจากความเสียหาย ซึ่งเป็นแนวทางที่พูดคุยกันตั้งแต่ต้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน
"เราไม่อยากให้ประชาชนรำคาญเรามากไปกว่านี้ว่าต้องมานั่งรอ ทำนัด เดินวัด ทำเอกสาร คือเอกสารเยอะอยู่แล้ว ไม่น่ามีที่เขาไม่ให้ไม่มีเหตุผล" เธอระบุ
"คือถามว่ารอย ๆ นึงเรารู้ไหมว่ามัน crack (แตก) ก่อนหรือหลัง มันบอกไม่ได้หรอกค่ะ... เพราะฉะนั้นเขาก็จะให้หมด เพียงแต่ว่าถ้าบางอันมันมองไม่เห็นจริง ๆ มันมองไม่เห็นออกมาจริง ๆ เป็นรอยที่ชัด แบบรอยขีดอย่างนี้ มันก็ต้องเห็นใจคนไปประเมินเหมือนกัน" รองผู้ว่าฯ กทม. ทวิดา กล่าวถึงการประเมินความเสียหาย
แล้วระเบียบอะไรที่ทำให้การช่วยเหลือติดล็อก ?
ก่อนหน้านี้ รศ.ทวิดา รองผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์เมื่อ 20 เม.ย. โดยยอมรับว่าเงินช่วยเหลือของรัฐที่ให้กับผู้ประสบภัย "น้อยจริง ๆ" เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมจริง เนื่องจากต้องทำตามระเบียบตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ระบุให้เพียง "ค่าวัสดุซ่อมแซม" กรณีที่ไม่ได้เสียหายทั้งหลัง
อย่างไรก็ตาม นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุกับบีบีซีไทยว่า หลักเกณฑ์ที่กรม ปภ. ยึดถือ ในฐานะที่ต้องเป็นผู้เซ็นอนุมัติเงิน คือยึดตามระเบียบและหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งระบุเพียงว่าให้ช่วยเหลือค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ เท่าที่จ่ายจริง หลังละไม่เกิน 49,500 บาท เท่านั้น
ส่วนหลักเกณฑ์การประเมินว่าความเสียหายเท่านี้ควรได้รับเงินช่วยเหลือเท่าไหร่ รวมถึงขั้นตอนการยื่นขอรับการช่วยเหลือต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับ กทม. หรือท้องถิ่นต่าง ๆ จะกำหนดเกณฑ์อย่างไร
"ในรายละเอียด กรณีที่มีการช่วยเหลือที่ดูแล้วอาจจะน้อยเกินไปหรืออะไรก็ตาม อันนี้ก็ต้องดูที่ กทม. ตั้งเกณฑ์ไว้แบบไหนยังไง แต่ระเบียบกระทรวงการคลังก็อย่างที่เรียน เราจ่ายตามที่จ่ายจริง หลังละไม่เกิน 49,500 [บาท] เมื่อ กทม. ทำการสำรวจความเสียหายเสร็จ ก็จะส่งเรื่องมาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อที่กรมฯ จะได้โอนเงิน เข้าระบบบัญชีของผู้ประสบภัยโดยตรง" อธิบดีกรม ปภ. อธิบาย
เมื่อถามย้ำว่าระเบียบดังกล่าวระบุชัดหรือไม่ว่าล็อกให้เฉพาะค่าวัสดุเท่านั้น ไม่รวมค่าแรงช่างหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินการซ่อมแซม อธิบดีกรม ปภ. ไม่ได้ตอบชัดเจน ระบุเพียงว่าระเบียบเขียนในภาพรวมเท่านั้น ซึ่งหากหน่วยงานท้องถิ่นมีข้อสงสัยในรายละเอียดและถามมายังกรมฯ กรมฯ ก็ต้องถามไปยังกรมบัญชีกลางอีกทอดหนึ่ง
"เราเป็นผู้แค่ถืองบประมาณเท่านั้น แล้วก็กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะทางกรมบัญชีกลาง เป็นคนรักษาการตามระเบียบ เพราะฉะนั้นถ้าสมมติมีกรณีที่จะสอบถามว่า กรณีไหนได้ไม่ได้ยังไง ถ้าเป็นทั่วไปเราก็จ่ายเลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่ถามเป็นรายละเอียดเฉพาะ อันนี้เราก็ต้องถามไปที่ทางกรมบัญชีกลางด้วยเช่นเดียวกัน" นายภาสกร ระบุ
ตาม "ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562" ระบุถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทุกด้าน เว้นแต่การให้ความช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบภัย การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรหรือด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ที่ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่น ๆ ตามที่ระเบียบนี้กำหนด
ระเบียบฯ ยังระบุด้วยว่าการขอรับสนันสนุนการให้ความช่วยเหลือ "ให้ทำเป็นหนังสือ" ซึ่งอย่างน้อยให้มีรายการประเภทของภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน, วันที่เกิดเหตุ และที่เกิดความเสียหาย, สถานที่เกิดเหตุ, จำนวนผู้ประสบภัยและความเสียหายโดยประมาณ, และการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ทำไปแล้ว
นอกจากนี้ยังมีข้อที่ระบุว่า "การจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด" โดยหากมีความจำเป็นต้องจ่ายนอกเหนือหลักเกณฑ์ ต้องได้รับอนุมัติจากกระทรวงการคลังก่อน
บีบีซีไทยสังเกตว่าในระเบียบฉบับนี้ไม่ได้ระบุเพดานเงินที่จะให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีต่าง ๆ แต่ระบุเพียงวงเงินทดรองราชการที่ไว้ใช้สำหรับกรณีนี้ของส่วนราชการต่าง ๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เราพบว่าในปี 2563 กรมบัญชีกลาง ได้ออกหลักเกณฑ์ที่สืบเนื่องมาจากระเบียบดังกล่าว แบ่งการใช้จ่ายเงินทดรองราชการออกเป็นด้านต่าง ๆ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 ซึ่งกระทรวงการคลังได้ส่งสำเนาหลักเกณฑ์นี้ ให้กับปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อธิบดี ปภ. และผู้ว่าราชการจังหวัด
หลักเกณฑ์นี้เองที่มีการระบุเอาไว้ชัดเจนว่าให้ "ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเจ้าของที่ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริง" หลังละไม่เกิน 49,500 บาท ซึ่งเพิ่มเพดานมาจากหลักเกณฑ์เก่า ที่เดิมให้หลังละไม่เกิน 33,000 บาท มาแล้ว
ด้าน รศ.ทวิดา รองผู้ว่าฯ กทม. บอกกับบีบีซีไทยว่า หลักเกณฑ์และระเบียบที่มีล็อกไว้ในตัวว่าการให้เงินช่วยเหลือให้ได้แค่ "ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน" และต้องเป็นบ้านที่เป็นเจ้าของแล้วอยู่ประจำเท่านั้น ส่วนเกณฑ์ราคาของวัสดุแต่ละชิ้นเป็นเกณฑ์ที่สำนักการโยธาของกรุงเทพมหานคร เทียบเคียงจากเกณฑ์กลางของกรมบัญชีกลางและราคาของกระทรวงพาณิชย์ เพราะ กทม. ต้องมีหลักเกณฑ์อ้างอิง ไม่สามารถตั้งเองตามอำเภอใจได้
"วัสดุมันหนีกันยากค่ะ เช่น วัสดุต้องสามารถซ่อมแซมแล้วแข็งแรงจริง เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าซื้อปูน 15 บาทดีกว่า อย่าซื้อปูน 10 บาทเลย คือมันไม่ใช่หรอกค่ะ เกณฑ์มาตรฐานนี้มันจะกำหนดโดยมาตรฐานของทางวิศวกรรมเขาอยู่แล้ว แล้วมันก็เป็นราคาที่ใช้มานาน" รองผู้ว่าฯ กทม. ตอบคำถามบีบีซีไทยถึงเหตุผลที่ว่าทำไมไม่สามารถกำหนดเกณฑ์ราคาวัสดุให้สูงกว่านี้ได้
"อย่างเวลาปกติที่ซ่อมกันเอง กรมบัญชีกลางให้ใช้ราคานี้ แล้วพอถึงเวลาเราจะซ่อมบ้านประชาชน แล้ววิศวกรของเราไปกำหนดหน้างานให้ใช้ของแพง ถึงเวลามาตรวจว่าเราให้ราคาเท่าไหร่ ใครโดน" เธอตั้งคำถาม ก่อนตอบเองว่า "วิศวกรที่เป็นคนตีหน้างาน ทำไมถึงไปตีต่างจากระเบียบที่มี จากราคากลางที่มี" รศ.ทวิดา กล่าว และอธิบายด้วยว่า กรณีเช่นนี้อาจนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ตรงไปตรงมา ดังนั้น ข้อพิจารณาเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่ว่าระเบียบนี้มีความเหมาะสมหรือไม่
เธอยังชี้แจงถึงกระบวนการในการขอรับเงินช่วยเหลือที่ต้องใช้เอกสารหลายฉบับ เพราะจำเป็นในการยืนยันความเสียหาย และบางส่วนก็ต้องใช้เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปประสานดำเนินการต่อ
ส่วนที่ต้องให้ผู้ประสบภัยมายื่นเรื่องด้วยตนเองนั้น เพราะตามระเบียบระบุว่าผู้ประสบภัยจะต้องมา "ยืนยันตัวตน" ซึ่งเมื่อมาพบเจ้าหน้าที่ก็สามารถอธิบายสิทธิ์ต่าง ๆ ได้ด้วย และป้องกันการสวมสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อมีกรณีภัยพิบัติต่าง ๆ
นอกจากนี้ การที่ให้ไปแจ้งตำรวจก่อน ก่อนที่จะมายื่นเรื่องกับสำนักงานเขต ก็เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้กับภัยพิบัติทุกประเภท โดยตำรวจมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงกรณีเกิดสิ่งผิดปกติในภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่ง กทม. ก็อำนวยความสะดวกให้โดยขอให้ตำรวจมาตั้งโต๊ะรับแจ้งเรื่องที่สำนักงานเขต เพื่อให้ผู้ประสบภัยไม่ต้องไปยื่นเรื่อง 2 แห่ง
รองผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมีปูมหลังเป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ ระบุว่า กทม. พยายามทำขั้นตอนต่าง ๆ ให้ง่ายขึ้นแล้ว เท่าที่ไม่ขัดกับระเบียบที่มีอยู่ เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือผ่านวิธีการโอนทางธนาคาร แทนที่จะใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสดที่ต้องมารับที่สำนักงานเขตเช่นในอดีต
เมื่อ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุม ครม. ระบุว่าได้ติดตามเรื่องหลักเกณฑ์ของกรมบัญชีกลางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมบัญชีกลาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานคร ร่วมกันหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการปรับแก้ไขระเบียบกฎเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยต้องไม่ซ้ำซ้อนกับเงินประกันที่ทางอาคารต่าง ๆ จะได้รับจากบริษัทประกันภัย
"ถามว่าต้องทบทวนเกณฑ์ไหมว่า 49,500 คือ top (ค่าสูงสุด) ที่สมควร และยังต้องเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยประจำเท่านั้นด้วยหรือไม่ สมมติเกณฑ์ข้อนี้จะทบทวน อาจารย์คิดว่าทบทวนก็ดีค่ะ แม้ว่าการทบทวนครั้งล่าสุดจะเพิ่งปี 62-63 มานี้เอง" รศ.ทวิดา รองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความเห็น
รศ.ทวิดา มองว่าไม่เพียงเฉพาะกรณีของแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ควรทบทวนเกณฑ์สำหรับภัยพิบัติอื่น ๆ ด้วย เพราะปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเกณฑ์แยกเฉพาะภัยแต่ละประเภท ทั้งที่ลักษณะความเสียหายแตกต่างกัน
รองผู้ว่าฯ กทม. ยกตัวอย่างเหตุการณ์โคลนถล่มที่ จ.เชียงราย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการออกประกาศยกเว้นหลักเกณฑ์เป็นการพิเศษ โดยให้จ่ายค่าล้างโคลนและค่าซ่อมแซมบ้านจากโคลนเพิ่มขึ้นหลังละ 10,000 บาทเท่ากัน ซึ่งเธอมองว่ากรณีนี้ไม่แปลกอะไรเพราะความเสียหายใกล้เคียงกัน แต่กรณีของแผ่นดินไหว หากจะช่วยเหลือเพิ่มเติมอาจต้องแบ่งการช่วยเหลือตามระดับความเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาทบทวนอยู่
"สมมติเราขยายเพดานไปได้ แต่แต่ละกลุ่มก็ไม่ควรได้เท่ากันอยู่ดี การจะจ่ายเป็นค่าคงที่ ค่าสัมประสิทธิ์มาแบบนี้ก็ไม่น่าจะได้ มันจะต้องใช้วิธีไหนในการ top off (ให้เพิ่มเติม) เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเรื่องกระบวนการแล้ว ถามว่าตอนนี้ทุกคนทำงานหนักไหม กรมบัญชีกลางเขาก็ทำงานหนัก ฟังเมื่อวาน (24 เม.ย.) คือเขาทบทวนเกณฑ์พวกนี้มาใหม่หมด" รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุ
ด้านอธิบดี ปภ. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าการพูดคุยจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่ชัด และยังระบุไม่ได้ว่าแนวทางจะออกมาเป็นอย่างไร หรือจะมีผลในความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้เลยหรือไม่
ขณะที่ สส. ศุภณัฐ จากพรรคประชาชน โพสต์เมื่อ 25 เม.ย. ระบุความคืบหน้าจากการประชุมที่ กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงว่า กระทรววงการคลังได้ร่างแก้ไขหลักเกณฑ์เงินช่วยเหลือ โดยเตรียมเพิ่มวงเงินจาก 49,500 บาทเป็น 80,000 บาท ซึ่งจะไม่ได้ช่วยแค่ค่าวัสดุเท่านั้น แต่จะรวมค่าแรงและค่าอื่น ๆ ด้วย โดยกำลังเสนอร่างไปยังรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ทว่าจะไม่บังคับใช้ย้อนหลังกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้
เขายังเปิดเผยว่าที่ประชุมยังได้เสนอให้ท้องถิ่นพิจารณาของบกลางเพื่อช่วยเหลือขั้นต่ำ 1,000 บาท/หลัง เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายที่ผู้ประสบภัยต้องจ่ายจริง ซึ่งหน่วยงานรับไปพิจารณา รวมถึงขอให้มีการขยายระยะเวลายื่นขอเงินช่วยเหลือ จนกระทั่งล่าสุด กทม. ประกาศขยายเวลาปิดรับไปอีก 5 วัน ไปสิ้นสุดวันที่ 2 พ.ค.
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าความเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐครั้งนี้จะมีส่วนไหนที่เข้ามาช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วเพิ่มเติมได้หรือไม่ ในขณะที่ผู้ประสบภัยยังต้องเผชิญกับราคาผู้รับเหมาที่ยากจะควบคุม และประกันภัยที่ยังไม่มีความแน่นอน