หลากประเด็น "ขวากหนาม" ที่อาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครนของทรัมป์ล้มเหลว

ที่มาของภาพ, Joe Raedle/Getty Images
- Author, พอล เคอร์บี
- Role, บรรณาธิการดิจิทัลประจำภูมิภาคยุโรป (Europe digital editor)
รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และยูเครนเห็นพ้องต้องกันว่าข้อตกลงยุติสงครามเต็มรูปแบบที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 ปีใกล้จะบรรลุผลแล้ว แต่ตามคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงมี "มี 1-2 ประเด็นที่ยุ่งยากและซับซ้อนมาก ๆ"
2 ประเด็นสำคัญที่ยากที่สุดในแผน 20 ข้อของรัฐบาลสหรัฐฯ นั้น เกี่ยวข้องกับดินแดนและชะตากรรมของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งปัจจุบันถูกรัสเซียยึดครองอยู่
รัฐบาลรัสเซียเห็นด้วยกับทรัมป์ที่ว่า การเจรจาอยู่ใน "ขั้นตอนสุดท้าย" แล้ว และขั้นตอนต่อไปของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน คือการพบกับผู้นำยุโรปในฝรั่งเศสในวันที่ 6 ม.ค. 2026 แต่ถ้ามีประเด็นใดยังตกลงกันไม่ได้ ก็อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลวได้
ชะตากรรมของเขตอุตสาหกรรมสำคัญของยูเครนที่ปูตินหมายตา
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัฐเซีย ยังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องสูงสุดของเขาที่ต้องการดินแดนดอนบาสทั้งหมด ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมของยูเครน ถึงแม้เซเลนสกียื่นข้อเสนอประนีประนอมแล้วก็ตาม
กองกำลังรัสเซียยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคลูฮันสก์ทางตะวันออก แต่ยึดครองโดเนตสก์ได้ประมาณ 75% เท่านั้น และปูตินต้องการครอบครองทั้งหมด รวมถึงเมืองที่เหลืออยู่ใน "แนวป้อมปราการ" อย่างเมืองสโลเวียนสก์และเมืองครามาทอร์สก์ด้วย
"เราไม่สามารถถอนกำลังออกไปได้ มันขัดกับกฎหมายของเรา" เซเลนสกีกล่าว "ไม่ใช่แค่กฎหมายเท่านั้น มีคนอาศัยอยู่ที่นั่น 300,000 คน... เราจะปล่อยให้พวกเขาหายไปไม่ได้"
เขาเสนอให้กองกำลังยูเครนถอนตัวออกจากพื้นที่เพื่อสร้างเขตปลอดทหารหรือเขตเศรษฐกิจเสรีที่อยู่ภายใต้การดูแลของยูเครน หากรัสเซียถอนตัวออกไปในระยะเดียวกัน จากนั้นแนวปะทะในปัจจุบันก็จะอยู่ภายใต้การดูแลของกองกำลังนานาชาติ
เป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าปูตินจะเห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น และนายพลของรัสเซียก็บอกกับเขาแล้วว่าพวกเขากำลังยึดครองดินแดนยูเครนอย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
ปูตินอ้างว่า "หากรัฐบาลยูเครนในกรุงเคียฟไม่ต้องการแก้ไขปัญหานี้โดยสันติ เราจะแก้ปัญหาทั้งหมดด้วยวิธีการทางทหาร"
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างถูกมองว่าอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด และนักวิเคราะห์จากสถาบันเพื่อการศึกษาด้านสงคราม (Institute for the Study of War) ประเมินว่า กองกำลังรัสเซียจะต้องใช้เวลาจนถึงเดือน ส.ค. 2027 ในการยึดครองส่วนที่เหลือของโดเนตสก์ได้สำเร็จ หากพวกเขาสามารถรักษาอัตราการรุกคืบในปัจจุบันไว้ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแน่นอน
ข้อเสนอประนีประนอมของเซเลนสกีกำหนดให้กองทัพรัสเซียถอนกำลังออกจากพื้นที่อื่น ๆ ในดินแดนยูเครนที่พวกเขายังคงประจำการอยู่จำนวนจำกัด รวมถึงเมืองคาร์คิฟและภูมิภาคซูมีทางตอนเหนือ เมืองดนีโปรเปโตรฟสก์ทางตะวันออก และเมืองมีโอโคเลาอีฟทางตอนใต้
หากไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับโดเนตสก์ โอกาสจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพดูเหมือนจะไม่เป็นจริง แต่การประนีประนอมจากรัสเซียอาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ยูริ อูชาคอฟ ทูตพิเศษของรัสเซีย กล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า "เป็นไปได้มากทีเดียวที่จะไม่มีกองกำลังใด ๆ [ในดอนบาส] ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังรัสเซียหรือยูเครน" ถึงแม้ว่าเขาจะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียก็ตาม

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ของยูเครนตกอยู่ในมือของรัสเซีย
นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2022 รัสเซียเข้ายึดครองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปที่เมืองเอเนอร์โฮดาร์ ริมฝั่งแม่น้ำดนีโปร แต่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้ง 6 เครื่องของโรงไฟฟ้าซาโปริชเชียไม่ได้ผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว เนื่องจากอยู่ในโหมดปิดระบบเย็นมานานกว่า 3 ปี และพลังงานจากภายนอกที่ส่งมาจากยูเครนกำลังช่วยพยุงการทำงานของโรงไฟฟ้าเพื่อป้องกันการหลอมละลาย
เพื่อให้โรงไฟฟ้ากลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง จำเป็นต้องมีการลงทุนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพื่อบูรณะเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำคาคอฟกาที่ถูกทำลาย ซึ่งเคยใช้เป็นแหล่งน้ำหล่อเย็นสำหรับโรงไฟฟ้า
ยูเครนเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวควรใช้เป็นเขตปลอดอาวุธและเปลี่ยนเป็นเขตเศรษฐกิจเสรี
เซเลนสกีกล่าวว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ คือให้สหรัฐฯ บริหารโรงไฟฟ้าแห่งนี้ในฐานะกิจการร่วมกับรัสเซียและยูเครน ซึ่งทางการยูเครนมองว่า เป็นไปไม่ได้ และแทนที่จะเป็นอย่างนั้น สหรัฐฯ และยูเครนควรบริหารร่วมกันในสัดส่วน 50-50 โดยสหรัฐฯ เป็นผู้ตัดสินใจว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานจะไปอยู่ที่ฝ่ายใด ซึ่งโดยนัยแล้วก็คือรัสเซีย
ปัญหาของยูเครนคือรัสเซียจะไม่ยอมปล่อยมือ และอเล็กเซ ลิคาเชฟ หัวหน้าหน่วยงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย "โรซาทอม" (Rosatom) เน้นย้ำว่ามีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น คือรัสเซียที่สามารถบริหารจัดการและรับประกันความปลอดภัยของโครงการนี้ได้
เขากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ยูเครนอาจใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้ในบริบทของความร่วมมือระหว่างประเทศ
การประนีประนอมในประเด็นนี้อาจไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่จะต้องอาศัยความไว้วางใจระหว่างรัสเซียและยูเครน ทว่าในปัจจุบันยังไม่มีความไว้วางใจใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย

ที่มาของภาพ, Washington Post via Getty Images
ไร้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน แม้มีวาทกรรมในเชิงบวกก็ตาม
มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงความก้าวหน้าที่สำคัญในประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญที่สุด เมื่อระดับความไว้วางใจที่น้อยนิดเช่นนี้
เมื่อสัปดาห์นี้ ทรัมป์กล่าวว่า ปูติน "ต้องการเห็นยูเครนประสบความสำเร็จ... รวมถึงการจัดหาพลังงาน... ในราคาที่ต่ำมาก" เซเลนสกีไม่เชื่อคำพูดนั้นแม้แต่คำเดียว เขาไม่คิดว่าปูตินจริงจังกับเรื่องสันติภาพ
ผู้นำยูเครนกล่าวว่า "ผมไม่ไว้ใจชาวรัสเซีย และ... ผมไม่ไว้ใจปูติน และเขาไม่ต้องการให้ยูเครนประสบความสำเร็จ"
รัสเซียเองก็แสดงความไม่ไว้วางใจต่อยูเครนเช่นกัน โดยกล่าวหาว่ากองกำลังยูเครนใช้โดรนโจมตีบ้านพักของปูตินในภูมิภาคนอฟโกรอด ถึงแม้ไม่มีหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าวก็ตาม
ยูเครนปฏิเสธถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และเชื่อว่าเป็นข้ออ้างของรัสเซียที่ต้องการโจมตีอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเพิ่มเติม
ประเด็นอื่น ๆ ที่อาจทำให้ข้อตกลงล้มเหลว
รัฐบาลยูเครนได้ขอให้ผู้นำสหรัฐฯ และยุโรปให้การรับประกันด้านความมั่นคง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกับนาโต้ หากรัสเซียโจมตีอีกครั้ง ยูเครนยังต้องการรักษากองกำลังทหารที่มีกำลังพล 800,000 นายไว้ด้วย
ถึงแม้สหรัฐฯ และยุโรปอาจจะลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคง แต่รัสเซียจะไม่ยอมรับการส่งกองกำลังยุโรปเข้าไปในยูเครน ความเสียหายทางการเงินของยูเครนถูกประเมินไว้ที่ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25 ล้านล้านบาท) ดังนั้น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือรัสเซียจะให้ความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด สหรัฐฯ กำลังเจรจาเรื่องกองทุนร่วมลงทุนกับยุโรป และรัสเซียมีสินทรัพย์มูลค่า 2.1 แสนล้านยูโร (ราว 7.75 ล้านล้านบาท) ในยุโรปที่สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธที่จะอนุญาตในขณะนี้ก็ตาม
รัสเซียปฏิเสธการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนเช่นกัน เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่มากนักเพราะยังไม่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น แต่เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญของยูเครน การหาข้อตกลงจึงเป็นเรื่องยาก
การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับรัสเซียแล้วอาจเป็นอุปสรรคมากกว่าสำหรับประเทศที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการเข้าร่วมสหภาพยุโรปมากกว่ายูเครน มีคนจำนวนน้อยที่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
ชาวยูเครนสามารถเปิดลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับข้อตกลงได้หรือไม่ ?
ผู้นำยูเครนอ้างผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า 87% ของชาวยูเครนต้องการสันติภาพ ขณะที่ 85% ปฏิเสธการถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส
ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่าการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของโดเนตสก์ หรือแผน 20 ข้อโดยรวมนั้น ไม่สามารถทำได้หากปราศจากการลงประชามติและการหยุดยิง 60 วันเพื่อเตรียม "การลงประชามติเป็นวิธีที่จะยอมรับหรือไม่ยอมรับแผนนี้"
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรค เนื่องจากรัสเซียแย้งว่าการหยุดยิงชั่วคราวจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและนำไปสู่การปะทะกันอีกครั้ง และทรัมป์ก็กล่าวว่าเขาเข้าใจจุดยืนของปูติน
แต่เซเลนสกีเชื่อว่าหากไม่มีการลงคะแนนเสียงดังกล่าว ข้อตกลงก็จะไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งยิ่งเพิ่มปัญหาที่ยุ่งยากให้ต้องแก้ไขเข้าไปอีก











