จีนต้องการอะไรจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส

    • Author, เทสซา หว่อง
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีนิวส์

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เกิดพัฒนาการที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมา เมื่อจีนเล่นบท “ตัวกลางสร้างสันติภาพ” ทว่ามีข้อจำกัดบางประการในการบรรลุเป้าหมาย

หวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน หารือเรื่องความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส กับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดสงครามใหญ่ระดับภูมิภาค โดยสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกับจีนเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

นายหวังยังได้พูดคุยกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังจาก ไจ๋ จุน ผู้แทนพิเศษของจีนประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง บินไปพบกับผู้นำชาติอาหรับ

นอกจากนี้ จีนยังเป็นหนึ่งในชาติที่เสียงดังที่สุดที่สนับสนุนให้อิสราเอลและฮามาสหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ

หลายฝ่ายตั้งความหวังว่าจีน ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านซึ่งให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน จะช่วยยับยั้งความรุนแรงของสถานการณ์ได้

จีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเมื่อต้นปีนี้ จีนยังเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอาระเบียด้วย โดยรัฐบาลอิหร่านกล่าวว่า “พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับจีน” เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในฉนวนกาซา

รองศาสตราจารย์ ดอว์น เมอร์ฟี แห่งวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผู้ศึกษานโยบายต่างประเทศของจีน กล่าวว่า รัฐบาลจีนมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสมดุลกับทุกตัวแสดงในความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้ถูกมองว่าเป็น “ตัวกลางที่ซื่อสัตย์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับชาวปาเลสไตน์ อาหรับ ตุรกี และอิหร่าน

“หากร่วมมือกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับอิสราเอล พวกเขาสามารถนำผู้เล่นทั้งหมดมาร่วมโต๊ะเจรจาได้” เธอกล่าว

ขณะที่ผู้สังเกตการณ์คนอื่น ๆ มองว่า จีนยังคงเป็นผู้เล่นเบอร์รองในการเมืองตะวันออกกลาง

“จีนไม่ใช่ตัวแสดงหลักในประเด็นนี้ เมื่อพูดคุยกับคนทั่วภูมิภาคแล้ว ไม่มีใครคาดหวังว่าจีนจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้” โจนาธาน ฟุลตัน นักวิชาการอาวุโสชั่วคราวของสภาแอตแลนติก (Atlantic Council) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับตะวันออกกลาง กล่าว

แถลงการณ์ฉบับแรกของจีนเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ สร้างความไม่พอใจแก่อิสราเอลอย่างมาก โดยอิสราเอลระบุว่า “ผิดหวังอย่างมาก” ที่จีนไม่ได้ประณามกลุ่มฮามาส หรือกล่าวถึงสิทธิในการป้องกันตนเองของอิสราเอล

นักรบฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างไม่คาดคิดเมื่อ 7 ต.ค. คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 1,400 ราย และจับตัวประกันไปอย่างน้อย 239 ราย

นับแต่นั้นเป็นต้นมา อิสราเอลได้ตอบโต้กลับด้วยการโจมตีฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 8,000 ราย ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาส ขณะนี้อิสราเอลได้ส่งกำลังทหารและรถถังเคลื่อนเข้าไปในดินแดนกาซาแล้ว

หลังเกิดความขุ่นเคืองต่อแถลงการณ์ฉบับครั้งแรก นายหวังกล่าวกับอิสราเอลในเวลาต่อมาว่า “ทุกประเทศมีสิทธิในการป้องกันตัวเอง” ทว่าเขาได้กล่าวในต่างที่ต่างกรรมต่างวาระว่า การกระทำของอิสราเอล “เกินขอบเขตในการป้องกันตนเอง”

จีนเผชิญกับการรักษาสมดุลที่ยากลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมาจีนได้แสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างเปิดเผยต่อปัญหาของชาวปาเลสไตน์มาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปในยุค เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำประเทศและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ จีนได้ส่งอาวุธไปให้ชาวปาเลสไตน์เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า "การปลดแอกแห่งชาติ" ทั่วโลก เหมายังเปรียบเทียบอิสราเอลกับไต้หวันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ว่าเป็นฐานของจักรวรรดินิยมตะวันตก

ในหลายทศวรรษต่อมา จีนเปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิสราเอล ซึ่งปัจจุบันมีความสัมพันธ์ทางการค้ามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อกัน แต่ถึงกระนั้น จีนก็ยังแสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังคงสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ต่อไป

ในสงครามความขัดแย้งระลอกล่าสุด เจ้าหน้าที่จีน และแม้แต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เอง ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ

หนึ่งในผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นคือ กระแสต่อต้านชาวยิวในโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบล็อกเกอร์ที่มีแนวคิดชาตินิยม สื่อสังคมออนไลน์จีนบางส่วนเปรียบเทียบการกระทำของอิสราเอลกับลัทธินาซี โดยกล่าวหาอิสราเอลว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ทำให้สถานทูตเยอรมันในกรุงปักกิ่งต้องออกมาประณาม

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุแทงสมาชิกในครอบครัวของเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลในกรุงปักกิ่งด้วย จึงยิ่งทำให้ความกระอักกระอ่วนระหว่างจีนและอิสราเอลเพิ่มขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้อาจดูไม่ดีนักสำหรับจีนที่พยายามเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ก็เกิดคำถามว่าทำไมจีนต้องเข้าไปพัวพันในสงครามครั้งล่าสุดนี้ด้วย?

เหตุผลข้อแรกคือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น

ขณะนี้ปักกิ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าประมาณครึ่งหนึ่งมาจากประเทศใกล้อ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ ประเทศในตะวันออกกลางยังได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของจีน

ส่วนเหตุผลอีกข้อคือ ความขัดแย้งนี้เป็นโอกาสทองของจีนที่จะพัฒนาชื่อเสียงให้แก่ตนเอง

ดร.เมอร์ฟีย์ชี้ว่า จีนเชื่อว่า "การยืนหยัดเพื่อชาวปาเลสไตน์ ทำให้จุดยืนของจีนสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศอาหรับ ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และผู้คนจำนวนมากในซีกโลกใต้"

สงครามอิสราเอล-ฮามาสปะทุขึ้นในห้วงเวลาที่จีนกำลังนำเสนอตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจโลกได้ดีกว่าสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นปีนี้ จีนแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระเบียบโลกใหม่ภายใต้การนำของจีน ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่มองว่าเป็นความล้มเหลวของ “ผู้ครองอำนาจนำ” ของโลกอย่างสหรัฐฯ

ทางการจีนงดเว้นจากวิจารณ์สหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอิสราเอล แต่ในเวลาเดียวกัน สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนก็กำลัง "ปลุกกระแสตอบโต้แบบชาตินิยม... โดยพยายามเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางว่ามาจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล" ดร.เมอร์ฟีย์กล่าว

พีแอลเอ เดลี หนังสือพิมพ์ของกองทัพจีน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่า "เติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟ" ซึ่งเป็นวาทศิลป์แบบเดียวกับที่ปักกิ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์วอชิงตันกรณีสนับสนุนเคียฟในสงครามยูเครน-รัสเซีย เดอะโกลบอลไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของรัฐ เผยแพร่การ์ตูนล้อเรื่องลุงแซมมือเปื้อนเลือด

หนึ่งในมุมมองจากผู้สังเกตการณ์เห็นว่า ปักกิ่งกำลังเปรียบเทียบจุดยืนที่แตกต่างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพื่อลดทอนจุดยืนระดับสากลของคู่แข่งชาติตะวันตก แต่การไม่ประณามกลุ่มฮามาสอย่างชัดเจน ทำให้จีนเสี่ยงที่จะบ่อนทำลายจุดยืนของตนเองเช่นกัน

จีนยังต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาว โดยหนึ่งในนั้นคือการทำให้จุดยืนทางการทูตสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของตน

ในขณะที่จีนร่วมแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับประเทศต่าง ๆ ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และต่อต้านการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์ของอิสราเอล แต่รัฐบาลจีนยังคงถูกกล่าวหาว่ากระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมอุยกูร์ซึ่งเป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อยในภูมิภาคซินเจียงทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า นี่อาจจะไม่เป็นปัญหาสำหรับโลกอาหรับ เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่จีนได้สร้างไว้กับพวกเขา ทว่าปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ปักกิ่งเสี่ยงจะถูกมองว่าเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างผิวเผินในการสู้รบ หรือถ้าแย่กว่านั้นคือ เข้าไปใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

สมมติฐานของจีนคือ "หากบอกว่าคุณสนับสนุนปาเลสไตน์ คุณจะได้คะแนนกับประเทศอาหรับ และนั่นเป็นแนวทางแบบเดิม ๆ ที่ซ้ำซากจำเจ" ดร.ฟุลตันกล่าว พร้อมสังเกตว่า ในหมู่ประเทศอาหรับไม่มีเอกภาพต่อประเด็นที่มีความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นนี้

นายหวังอ้างว่า จีนมุ่งแสวงหาสันติภาพในตะวันออกกลางเท่านั้น และไม่มี “ผลประโยชน์แบบเห็นแก่ตัวบนปัญหาของชาวปาเลสไตน์”

ความท้าทายคือการโน้มน้าวให้โลกเห็นว่านี่เป็นเรื่องจริง