You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จีนพบบังเกอร์สยองแห่งใหม่ของ “หน่วย 731” ชี้ญี่ปุ่นใช้ทดลองอาวุธชีวภาพ
หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ (SCMP) รายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ทีมนักโบราณคดีจากสถาบันมรดกวัฒนธรรมและโบราณคดีแห่งมณฑลเฮยหลงเจียง ได้เปิดเผยถึงการค้นพบซาก “บังเกอร์สยอง” (horror bunker) ของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ที่เมืองอันต๋าทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
บังเกอร์สยองหรือห้องลับใต้ดินดังกล่าว เป็นของทหารหน่วย 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งได้เข้ายึดครองบางส่วนของดินแดนจีนในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะก่อตั้งหน่วยทดลองลับที่วิจัยอาวุธชีวภาพและทำการทดสอบทางการแพทย์อื่น ๆ อย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรมกับชาวจีนและชาวเกาหลี รวมทั้งกับเชลยศึกชาวอเมริกันและรัสเซียด้วย
รายงานระบุว่ากองทัพญี่ปุ่นเคยใช้งานบังเกอร์สยองที่ค้นพบล่าสุด ระหว่างช่วงปี 1935-1945 โดยสถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยเครือข่ายของอุโมงค์และห้องใต้ดินกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละห้องมีการใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
เครือข่ายห้องลับดังกล่าวอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 1.5 เมตร มีศูนย์กลางเป็นกลุ่มห้องรูปตัวยู (U) ความยาว 33 เมตร กว้าง 20.6 เมตร ซึ่งในจำนวนนี้มีห้องทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เมตร ที่คาดว่าใช้สังเกตการณ์มนุษย์ผู้เข้ารับการทดลองหลังได้รับเชื้อโรคร้ายหรือสารเคมีที่เป็นพิษเข้าไป
ทางการจีนค้นพบบังเกอร์สยองแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2019 โดยในตอนนั้นมีเพียงซากอาคารและลานบินที่ถูกทำลายหลงเหลืออยู่บนผิวดิน แต่ยังไม่สามารถเข้าไปสำรวจภายในบังเกอร์ใต้ดินได้ จนกระทั่งในเวลาต่อมาทีมนักโบราณคดีได้เข้าทำการขุดค้นสำเร็จ โดยใช้เทคนิคทางธรณีฟิสิกส์และการขุดเจาะสมัยใหม่เข้าช่วย
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ “มรดกวัฒนธรรมภาคเหนือ” (The Northern Cultural Relics) ของวงการโบราณคดีจีนเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าการค้นพบบังเกอร์สยองแห่งนี้อาจให้ข้อมูลและหลักฐานใหม่เกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามในอดีตได้ เนื่องจากเชื่อว่ากองทัพญี่ปุ่นสร้างห้องลับใต้ดิน ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อโรคร้ายที่ใช้ในการทดลองอาวุธชีวภาพหลุดลอดหรือแพร่กระจายออกไป
มีการค้นพบหลักฐานว่าบังเกอร์สยองแห่งนี้ถูกใช้ทำการทดลองกับคนเป็น ๆ โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นทำให้คนที่มีสุขภาพแข็งแรงต้องติดเชื้อโรคร้ายต่าง ๆ ก่อนจะเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายผู้ป่วย รวมทั้งผ่าตัดชิ้นส่วนอวัยวะน้อยใหญ่ออกมาติดตามการแพร่กระจายของโรค
ในบางครั้งกองทัพญี่ปุ่นยังจงใจทำให้เกิดการระบาดของไข้ทัยฟอยด์ อหิวาตกโรค รวมทั้งกาฬโรคในหมู่ประชากรจีน โดยใช้เชื้อโรคและเซลล์ติดเชื้อที่มาจากห้องทดลองลับเหล่านี้
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผลการค้นคว้าจากเอกสารลับยังเผยให้เราทราบว่า ข้อมูลความรู้จากการทดลองที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมของกองทัพญี่ปุ่น ถูกถ่ายโอนไปอยู่ในความครอบครองของทหารสหรัฐฯ ที่ฐานทัพฟอร์ตเดทริก (Fort Detrick) รัฐแมริแลนด์ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ช่วยปกปิดและยกเว้นความผิดให้นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ต้องรับโทษหรือถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรสงคราม เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับข้อมูลอันมีค่าดังกล่าว ซึ่งต่อมาสหรัฐฯ นำไปพัฒนาอาวุธชีวภาพที่ใช้ในช่วงสงครามเย็น
หน่วย 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1930 ในฐานะกองทหารที่ดูแลงานด้านสาธารณสุขในแคว้นแมนจูกัวและดินแดนจีนที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครอง แต่ในเวลาต่อมาหน่วย 731 ได้กลายไปเป็นผู้ดำเนินการทดลองเพื่อพัฒนาอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพที่มีอานุภาพร้ายแรง
ภายใต้บัญชาการของพลเอก ชิโร อิชิอิ มีคำสั่งให้ตัดแขนขาและอวัยวะสำคัญของคนเป็น ๆ เพื่อศึกษาผลกระทบจากบาดแผลและการสูญเสียเลือด มีการทดลองใช้อาวุธประเภทต่าง ๆ กับคนเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงระเบิดมือ ระเบิดลูกปราย ปืนพ่นไฟ บางคนถูกบังคับเข้าห้องลดความดันจนลูกตาถลนออกจากเบ้า บ้างก็ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า ถูกฉีดเลือดสัตว์เข้าร่างกาย หรือโดนรังสีเอกซ์ในปริมาณสูงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต
คาดว่ามีผู้เสียชีวิตในบังเกอร์สยองแห่งต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 3,000-12,000 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก สตรี และคนชรา นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกหลายแสนคนจากการทดลองใช้อาวุธชีวภาพกับประชากรจีน
หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยบอกกับเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า “การค้นพบครั้งนี้ได้ทำให้โลกเห็นว่า มรดกแห่งความโหดร้ายป่าเถื่อนของหน่วย 731 ยังคงส่งผลกระทบต่อความพยายามของหลายประเทศทั่วโลก ที่ต่างช่วยกันยับยั้งป้องกันสงครามอาวุธชีวภาพไม่ให้เกิดขึ้นอีกในยุคปัจจุบัน”