ญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 17 ปี ปิดฉากประเทศสุดท้ายที่ดอกเบี้ยติดลบ

a woman

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปีเตอร์ ฮอสกินส์ และ มาริโกะ โออิ
    • Role, ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นคือประเทศสุดท้ายที่ดำเนินนโยบายการเงินผ่านดอกเบี้ยนโยบายติดลบ

ธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเดิม -0.1% ขึ้นมาเป็นระดับ 0%-0.1% หลังจากระดับค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าและบริการที่ดีดตัวสูงขึ้น

เมื่อปี 2016 ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ต่ำกว่าศูนย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่นิ่งชะงัก

การปรับขึ้นครั้งนี้หมายความว่า ไม่เหลือประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบดอกเบี้ยนโยบายติดลบ

นโยบายดอกเบี้ยแบบติดลบ หมายถึงสภาวะที่ผู้คนต่างจ่ายเงินให้กับธนาคารหากพวกเขานำเงินไปฝากไว้ นโยบายดังกล่าวถูกใช้ในหลายประเทศเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยแทนการฝากไว้กับธนาคาร

Kazuo Ueda, governor of the Bank of Japan (BOJ), during a news conference at the central bank's headquarters in Tokyo, Japan, on Tuesday, Jan. 23, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, คาซูโอะ อูเอดะ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นในเดือน เม.ย. 2023

ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังยกเลิกนโยบายที่รู้จักกันในชื่อ "Yield Curve Control (YCC)" ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อควบคุมอัตราดอกเบี้ย

ธนาคารกลางญี่ปุ่นบังคับใช้มาตรการ YCC มาตั้งแต่ปี 2016 แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการบิดเบือนตลาดด้วยการบังคับไม่ให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น

ในแถลงการณ์การตัดสินใจครั้งนี้ BOJ ระบุว่า ธนาคารฯ จะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล "ในสัดส่วนเท่า ๆ เดิม" และซื้อมากขึ้นในกรณีที่อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลายฝ่ายต่างคาดว่า BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตั้งแต่ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งญี่ปุ่นอย่าง คาซูโอะ อูเอดะ เข้ารับตำแหน่งในเดือน เม.ย. ปีก่อน

ขึ้นดอกเบี้ยคุมเงินเฟ้อ

ตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดสะท้อนว่า แม้ระดับราคาสินค้าและบริการจะปรับสูงขึ้นในระดับที่ช้าลง แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ม.ค. ปีนี้ยังอยู่ที่ 2% ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารฯ

การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนี้ ได้รับอิทธิพลจากการที่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นต่างพากันขึ้นเงินเดือนให้กับลูกจ้างเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น โนบูโคะ โคบายาชิ จากบริษัทให้คำปรึกษา EY-Parthenon บอกกับบีบีซี

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เหล่าบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตกลงที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน 5.28% ซึ่งนับเป็นการขึ้นเงินเดือนที่เยอะที่สุดในรอบกว่าสามทศวรรษ

ระดับค่าจ้างในญี่ปุ่นคงที่มาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เนื่องจากราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างช้ามาก หรือบางครั้งก็ปรับลดลง

ทว่าการกลับมาของอัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นอาจมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายกับเศรษฐกิจ โคบายาชิ กล่าว

"มันจะเป็นข่าวดี ถ้าญี่ปุ่นกระตุ้นผลิตภาพและอุปสงค์ในประเทศได้ แต่มันจะเป็นข่าวร้าย ถ้าเงินเฟ้อทรงตัวเพราะปัจจัยภายนอกอย่างสงครามและการหยุกชะงักของสายการผลิต"

people in Japan

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, บริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตกลงที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงาน 5.28% ซึ่งนับเป็นการขึ้นเงินเดือนที่เยอะที่สุดในรอบมากกว่าสามสิบปี

เมื่อมองไปข้างหน้า ธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ เนื่องจากธนาคารฯ มองว่า "เงื่อนไขทางการเงินแบบผ่อนคลายจะยังคงอยู่ต่อไป"

"ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่กำลังลดลง ก็มีแนวโน้มว่าสหภาพแรงงานจะผลักดันให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนที่น้อยลงในการเจรจาประจำปีหน้า" มาร์เซล ทีเลียนต์ จากบริษัทวิจัย Capital Economics กล่าว

"เนื่องด้วยการเติบโตของค่าจ้างที่แตะจุดสูงสุดในปีนี้ เราคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงลดลงต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่นภายในสิ้นปี ดังนั้นธนาคารกลางจึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกต่อไป'"

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นของญี่ปุ่น Nikkei 225 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุด ณ ตอนปิดตลาด เอาชนะสถิติเดิมเมื่อ 34 ปีที่แล้วได้

เดือนนี้ ญี่ปุ่นยังสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคได้ด้วย หลังจากมีการปรับและอัพเดทตัวเลขข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจ

People walk through the Shinjuku area of Tokyo on March 15, 2024.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ตัวเลขที่ได้รับการทบทวนแล้วพบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาจในประเทศ (GDP) โตขึ้น 0.4% ในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปี 2023 เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนหน้า

ในช่วงวิกฤตโรคระบาด ธนาคารกลางทั่วโลกหั่นอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อหวังสู้กับผลกระทบทางลบของการปิดพรมแดนและการล็อกดาวน์

ในเวลานั้น บางประเทศ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และธนาคารกลางยุโรป ได้ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

นับแต่ตอนนั้น ธนาคารกลางทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เพื่อควบคุมราคาสินค้าและบริการที่พุ่งสูงขึ้น