"ฉันรู้สึกแตกสลาย" เปิดใจหญิงวิ่งอัลตรามาราธอน 1,000 กม. ใน 12 วัน

.

ที่มาของภาพ, Project 1000

คำบรรยายภาพ, นาตาลีวิ่งวันละอย่างน้อย 84 กม. ซึ่งนั่นเทียบเท่ากับการจบมาราธอน 2 มาราธอนในหนึ่งวัน

"ฉันแค่ต้องก้าวไปทีละก้าว ครั้งละ 1 กิโลเมตร… การวิ่งอัลตรา (มาราธอน) คือความสัมพันธ์แบบทั้งรักและเกลียด" คำกล่าวของนาตาลี เดา ซึ่งบันทึกเสียงของเธอขณะที่กำลังวิ่งอยู่ที่ไหนสักแห่งที่บริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออกของมาเลเซีย ระบุ

นักวิ่งวัย 52 ปี รายนี้ วิ่งไปแล้วเป็นระยะ 1 ใน 3 ของระยะทางทั้งหมด 1,000 กม. จากประเทศไทยไปยังสิงคโปร์ และเส้นทางที่เธอกำลังวิ่งเริ่มยากขึ้นเรื่อย ๆ

"วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 วัน ที่ฉันตั้งคำถามว่าฉันจะทำมันได้สำเร็จจริง ๆ หรือเปล่า ฉันชอบความท้าทายของกีฬา ชอบความดิบที่ไม่ปรุงแต่งของทุกอย่าง แต่ฉันก็เกลียดจุดต่ำสุดเหล่านี้ และมันมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง" เธอกล่าว

นาตาลีต้องวิ่งให้ได้วันละ 84 กม. หรือเทียบเท่ากับระยะทางของมาราธอนถึง 2 รอบ เพื่อที่เธอจะบรรลุเป้าหมายการวิ่งภายใน 12 วัน

เธอเป็นนักวิ่งอัลตรามาราธอน หรือการวิ่งที่มีระยะทางเกินกว่า 42.2 กม. แต่ทั้งชีวิตของเธอ นาตาลีไม่ได้ฝึกฝนมาในแบบของนักกีฬา เธอเพิ่งจะมาเริ่มวิ่งในช่วงอายุ 30 ปลาย ๆ มานี้เอง เพื่อฝึกให้ร่างกายมีความแข็งแรงขึ้น

การวิ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก ข้อมูลส่วนมากชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการวิ่งมาราธอนในประเทศตะวันตก ขณะที่ทางเอเชียนั้นหาได้ยาก แม้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้จะเป็นผู้จัดแข่งวิ่งมาราธอนที่ได้รับความนิยม อย่างเช่นไต้หวัน กัมพูชา และญี่ปุ่น

ความท้าทาย คือการค้นหานักวิ่งคนใหม่ ๆ จากในกลุ่มนักกีฬาที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งอาชีพอย่างนาตาลี ซึ่งออกวิ่งด้วยเหตุผลบางอย่าง และมักจะบันทึกการวิ่งที่ยากลำบากลงบนโซเชียลมีเดีย

"ไม่ว่าคุณจะเข้ามาเป็นที่หนึ่งหรือที่โหล่ มันไม่สำคัญเลย คุณได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่เกือบจะเหนือมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประชากรโลก 0.05% จะไม่มีวันทำ" เธอกล่าว

แต่นั่นก็มีราคาต้องจ่าย นาตาลีถูกแดดเผาไหม้และเหนื่อยล้าจากการวิ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงภายใต้แสงอาทิตย์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะโพกของเธอเริ่มมีอาการยึดตั้งแต่วันแรก ต่อมาในวันที่สามของการวิ่ง เธอติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ

ในที่สุดนาตาลี ก็เข้าสู่เส้นชัยที่สิ้นสุด ณ ใจกลางเมืองสิงคโปร์เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา พร้อม ๆ กับนักวิ่งอีกหลายร้อยคนซึ่งคอยสนับสนุนเธอในวันกลางสัปดาห์วันหนึ่ง

เหล่านักวิ่งสวมใส่ชุดวิ่งที่สดใส วิ่งผ่านเขตอุตสาหกรรมของเมืองในช่วงเช้า ระหว่างที่แรงงานรับจ้างรายวันแบกกระเป๋าและถุงอาหารกลางวันหิ้วไปทำงาน

.

ที่มาของภาพ, Project 1000

12 วันแห่งการ "ขึ้น ๆ ลง ๆ"

"ระยะทางที่ฉันวิ่งไกลที่สุดก่อนหน้านี้คือ 200 กม." นาตาลีกล่าวกับบีบีซี ในวันถัดมาหลังจากที่เธอวิ่งเข้าเส้นชัย "ตอนนั้นฉันมองหาว่าจะมีวิธีไหนที่ท้าทายตัวเองได้บ้าง"

เธอมีความคิดว่าจะวิ่งจากชายแดนประเทศไทย ผ่านเข้าไปในมาเลเซีย และมายังสิงคโปร์ ในเดือน ก.ย. และในอีก 8 เดือนถัดมา เพื่อน ๆ หลายคนของเธอก็บินมาร่วมกันวางแผนการวิ่งครั้งนี้ ซึ่งในเวลาต่อมาการวิ่งครั้งดังกล่าว ถูกตั้งชื่อว่า "โปรเจกต์ 1000"

"ตอนนั้นฉันไร้เดียงสาเล็กน้อย และไม่ค่อยรู้อะไรเรื่องการวางแผนว่าการวิ่งแบบนี้จะต้องเตรียมอะไรบ้าง ทีมของฉันถามคำถามฉันมากมายที่ฉันไม่ได้คิดมาก่อนเลย อย่างเช่น ถ้าเกิดคุณต้องการเข้าโรงพยาบาลคุณจะทำอย่างไร คุณวางแผนเรื่องการข้ามแดนอย่างไร หรือเราจำเป็นต้องมีรถตู้เซฟตี้กี่คัน ?"

ในช่วงเวลาที่นาตาลีวิ่งอัลตรามาราธอน 12 วัน นาตาลีได้ส่งเสียงของเธอที่บันทึกการวิ่งเอาไว้ในช่วงกลางคืนให้กับบีบีซี เพื่อติดตามความเป็นไปชนิด "ขึ้น ๆ ลง ๆ" ของเธอในแต่ละวัน

ในวันที่ 5 นาตาลี กล่าวว่า "พวกเรากินมื้อเช้าที่ร้านค้าริมทางและดื่มด่ำวิวทิวทัศน์เป็นเวลาสั้น ๆ 5 นาที ก่อนออกวิ่งอีกครั้ง วันนี้เป็นวันที่ดี แต่ฉันไม่ได้คาดหวังว่ามันจะดีไปตลอดทั้งวัน เรายังเหลือระยะทางอีกมากที่ต้องไป"

.

ที่มาของภาพ, Project 1000

คำบรรยายภาพ, นาตาลีกล่าวว่าการตื่นขึ้นมาในแต่ละวันเป็น "สิ่งที่น่ากลัวที่สุด"

นาตาลีและทีมได้นอนเพียงแค่ 2-3 ชม. ต่อคืน เพราะพวกเขาตัดสินใจในวันที่สามของการวิ่งว่า ควรจะออกวิ่งหลังจากช่วงเวลาเที่ยงคืนเล็กน้อย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความร้อนในช่วงเวลากลางวัน

"กินมื้อค่ำเสร็จตอนสองทุ่ม และตั้งนาฬิกาปลุกขึ้นมาตอนห้าทุ่มครึ่ง มันไม่ใช่เรื่องสนุก" เธอกล่าวในอีกข้อความหนึ่งที่ส่งมาให้บีบีซี

การตื่นขึ้นมาในแต่ละวันเป็น "สิ่งที่น่ากลัวที่สุด" นาตาลีบอกหลังจากเธอวิ่งเสร็จ "ฉันตื่นขึ้นมาในทุก ๆ เช้าด้วยความสงสัยว่า ถ้าเกิดวันนี้ฉันวิ่งไม่ได้ขึ้นมาล่ะ ?"

"เส้นชัยมันอยู่ไกลมากเสียจนคุณนึกถึงมันไม่ออก ฉันมองไม่เห็นตอนสิ้นสุดเมื่อเข้าเส้นชัยด้วยซ้ำ คุณต้องตั้งสติให้วิ่งอยู่ในโซน โดยไม่รู้ว่าเส้นชัยมันมีหน้าตาอย่างไรเลยด้วยซ้ำ"

และขณะที่อยู่ในช่วงเข้าใกล้เส้นชัย นาตาลีอธิบายว่าร่างกายของเธอรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะ "แตกสลายขั้นสุด" เธอพันนิ้วเท้าด้วยพลาสเตอร์เพราะว่าพวกมัน "พุพองไปหมด"

"ฉันเดินได้ลำบากมาก เหน็ดเหนื่อย และแค่ต้องการกลับถึงบ้านและพบเจอครอบครัว ฉันจะพยายามสนุกกับวันพรุ่งนี้ แต่ด้วยความสัตย์จริง ฉันรอแทบไม่ไหวแล้วที่จะข้ามแดนไปยังสิงคโปร์" นาตาลีกล่าวในบันทึกการวิ่งวันที่ 10

"นักวิ่งอัลตราไม่ต้องการความสะดวกสบาย"

นาตาลี บอกว่า นักวิ่งอัลตรามาราธอน เป็นกลุ่มคนที่มีบุคลิกภาพอย่างหนึ่ง

"ในพื้นที่บางแห่งของโลก พวกเราใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย (ดังนั้น) ผู้คนก็พยายามจะหาความไม่สะดวกสบายใส่ตัวอีกนิดหนึ่ง และการวิ่งอัลตราก็เป็นวิธีที่ดีอย่างมากที่จะทำมัน"

นอกเหนือไปจากการบรรลุความสำเร็จส่วนบุคคล นาตาลีหวังว่า "โปรเจกต์ 1000" จะช่วยเสริมพลังให้ผู้หญิง การวิ่งของเธอสามารถเรี่ยไรเงินบริจาคได้รวม 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1,354,990 บาท ให้กับโครงการ GRLS โครงการสาธารณกุศลเพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเล่นกีฬากันมากขึ้น

"ไม่ว่าคนจะบริจาคหรือไม่ มันคือแพลตฟอร์มที่ทำให้สารเหล่านี้ถูกส่งออกไป" นาตาลีกล่าว "อีกทั้ง การทำเรื่องแบบนี้ในฐานะผู้หญิงแก่ ๆ คนหนึ่ง ฉันอยากจะพิสูจน์ให้เห็นอย่างยิ่งว่า เราสามารถท้าทายตัวเองได้เรื่อย ๆ เราจะมีขีดจำกัดก็ด้วยแต่ความเชื่อของเราเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม การวิ่งอัลตรามาราธอนในระดับนี้ ยังคงเป็นเรื่องที่ถือเป็นอภิสิทธิ์อย่างหนึ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาและยังต้องมีสปอนเซอร์และทีมงานสนับสนุนด้วย

.

ที่มาของภาพ, Project 1000

แต่อย่างไรก็ดี นักวิ่งคนอื่น ๆ ที่ร่วมวิ่งอัลตรากับเธอบอกว่า กีฬาขั้นพื้นฐานอย่างการวิ่ง ยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้คนจำนวนมาก

"คุณไม่ต้องใช้อะไรเลยนอกจากรองเท้าคู่หนึ่ง" จอห์น เอลลิส นักวิ่งอัลตราจากฮ่องกง ระบุ

"ในมุมของการแข่งขันและการเอาสังคมจากการวิ่งนั้นเป็นเรื่องสนุก โลกใบนี้ใหญ่มาก มีสถานที่ที่น่าตื่นตา และมันดีที่เราได้ไปที่นั่นและเห็นมัน ขณะที่คุณกำลังผลักดันขีดจำกัดของตัวเองและค้นพบสิ่ง ๆ ใหม่ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง"

มารี ฮุย นักข่าวจากฮ่องกง ซึ่งวิ่งเทรลระยะไกล บอกด้วยว่า การวิ่งยังเป็น "ชุมชนที่น่าอยู่"

"การวิ่งเป็นกลุ่มใหญ่ มีปฏิสัมพันธ์กันมากมายทั้งก่อนและหลัง รวมทั้งการฝึกซ้อมหลายชั่วโมงกับคนเหล่านี้... คุณจะสังเกตเห็นว่า แม้กระทั่งนักวิ่งที่เก่งที่สุดก็อาจมีวันแย่ ๆ ระหว่างการวิ่งเทรลได้ ซึ่งผู้คนเหล่านี้จะช่วยลดอุปสรรค"

เมื่อถามว่าประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นจากการวิ่งได้สำเร็จควรค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญหรือไม่ นาตาลี กล่าวว่า "การผจญภัยและประสบการณ์... สิ่งเหล่านี้คือความคุ้มค่า"