อดีตเด็กยากจนต้องยืมรองเท้าใส่วิ่ง วันนี้ขึ้นแท่นแชมป์มาราธอนโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, Celestine Karoney
- Role, BBC Sport Africa
เมื่อตอนที่ เคลวิน คิปทัม เตรียมลงแข่งวิ่งรายการสำคัญระดับท้องถิ่นครั้งแรกในปี 2018 นักวิ่งมาราธอนดาวรุ่งของเคนยาผู้นี้ ต้องใช้รองเท้าวิ่งที่ขอยืมมา เพราะเขาไม่มีเงินมากพอแม้แต่จะซื้อรองเท้าวิ่งธรรมดา ๆ สักคู่
แต่ในการแข่งขันชิคาโกมาราธอนเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา คิปทัมสามารถทำลายสถิติโลก โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 35 วินาที วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ทว่าคราวนี้เขาสวมรองเท้าวิ่งไฮเทคของไนกี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่น “ซูเปอร์ชูส์” (super-shoes) ทำให้บางคนมองว่า รองเท้าอัจฉริยะนี้มีส่วนช่วยให้เขาได้ชัยชนะและยังสร้างสถิติใหม่ได้อย่างเหลือเชื่อ
ทุกวันนี้คิปทัม วัย 23 ปี เดินทางไปแข่งวิ่งมาราธอนในรายการสำคัญต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางวิ่งหฤโหด แต่ไม่มีรายการใดจะยากลำบากไปกว่าเส้นทางชีวิตของเขาเองอีกแล้ว
“เส้นทางสู่การเป็นนักวิ่งอาชีพ ถือเป็นการเดินทางที่ยาวนานเหลือเกินสำหรับผม” คิปทัมบอกกับผู้สื่อข่าวกีฬาของบีบีซีแผนกแอฟริกา หลังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่ง “นักกรีฑาชายระดับโลกแห่งปี” ขององค์กรกรีฑาโลก (World Athletics)
“ผมพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด เพื่อไล่ตามความฝันที่จะทำลายสถิติโลกลงให้ได้” คิปทัมกล่าว “ตอนนี้ความฝันเป็นจริงแล้วและผมรู้สึกดีใจมากจริง ๆ ขณะนี้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปแล้ว”
การต้อนรับคิปทัมกลับบ้านเยี่ยงวีรบุรุษของชาวเคนยา พิสูจน์ว่าเขาได้ขึ้นแท่นดาวรุ่งขวัญใจประชาชนแล้วอย่างแท้จริง โดยมีการแห่แหนเฉลิมฉลองตลอดสองวัน จากกรุงไนโรบีเมืองหลวงของเคนยา ไปยังบ้านเกิดของเขาในทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
คิปทัมเคยครองแชมป์รายการที่มีชื่อเสียง อย่างเช่นการแข่งขันลอนดอนมาราธอนมาแล้ว แต่ในบางครั้งเขาก็ยังดูเขินอายเมื่อต้องกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าญาติมิตร สื่อมวลชน และบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเคนยา
คิปทัมยังบอกว่าก่อนหน้านี้ เขาเกือบยกเลิกการลงแข่งชิคาโกมาราธอน ซึ่งเป็นรายการสำคัญที่เขาได้ทำลายสถิติโลก “ระหว่างฝึกซ้อมระยะสุดท้ายผมไม่สบายนิดหน่อย ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหนีบแถมยังมีอาการโรคมาลาเรียกำเริบอีก จนผมคิดว่าคงลงแข่งไม่ได้แล้ว เพราะต้องหยุดซ้อมไปนาน 2-3 วัน”
“แต่หนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน สุขภาพของผมเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง และผมรู้ว่าตนเองได้ฝึกซ้อมมาอย่างดีตลอด 4 เดือนก่อนหน้านั้น”

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจอร์เวส ฮาคิซิมานา โค้ชของคิปทัมซึ่งเป็นอดีตนักวิ่งชาวรวันดา ได้ใช้เวลาหลายเดือนก่อนหน้านี้ฝึกซ้อมคิปทัมโดยมุ่งเป้าทำลายสถิติโลก ดังนั้นเขาจึงคัดค้านไม่ให้คิปทัมถอนตัวจากการแข่งขันชิคาโกมาราธอน โดยพยายามโน้มน้าวใจคิปทัมว่า “พักฟื้นก่อนสักสองสามวัน แล้วค่อยกลับมาซ้อมใหม่”
ความสัมพันธ์แบบโค้ชและนักกีฬาของทั้งสอง เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2018 แต่ฮาคิซิมานาได้รู้จักกับคิปทัมมานานก่อนหน้านั้น ตั้งแต่คิปทัมยังเป็นเด็กอายุเพียง 9 ขวบ
“ผมรู้จักเขาตั้งแต่ตอนยังเป็นเด็กเลี้ยงวัวเดินเท่าเปล่า เมื่อราวปี 2009 ผมไปฝึกซ้อมอยู่ใกล้ ๆ กับฟาร์มของพ่อเขา คิปทัมชอบเข้ามาแหย่ผมโดยเตะส้นเท้า ผมก็จะไล่ตะเพิดเขาให้ออกไปไกล ๆ” ฮาคิซิมานาเล่า “ตอนนี้ผมต้องขอบคุณเขาที่ประสบความสำเร็จ”
เส้นทางสู่การวิ่งอันยอดเยี่ยม
แม้ตอนนี้คิปทัมจะเป็นเจ้าของสถิติโลกในการวิ่งมาราธอน และเป็นเจ้าของสถิติการวิ่งระยะไกลที่เร็วที่สุด 2 ใน 6 รายการ รวมทั้งครองแชมป์มาราธอนได้หมดทั้ง 3 รายการที่ลงแข่ง แต่ก่อนหน้านี้เพียงปีเดียว เขายังเป็นนักวิ่งที่ไม่เคยลงแข่งมาราธอนที่ไหนมาก่อนเลย
ปัจจุบันคิปทัมเป็นคุณพ่อลูกสอง เขายังเป็นนักกรีฑารุ่นใหม่ของเคนยา ผู้เริ่มต้นเส้นทางอาชีพสายนี้แบบแหวกแนว โดยไม่ทำตามขนบดั้งเดิมของนักกรีฑา ที่มักจะเริ่มต้นจากการวิ่งในลู่ระยะสั้น แล้วค่อยปรับเปลี่ยนไปวิ่งระยะไกลในภายหลัง
คิปทัมบอกว่า การตัดสินใจเข้าสู่วงการวิ่งระยะไกลตั้งแต่แรก เป็นเพียงเพราะเขาขาดทรัพยากรสนับสนุน “ผมไม่มีเงินค่าเดินทางไปแข่งวิ่งระยะสั้นในสนาม สถานที่ฝึกซ้อมของผมไม่มีสภาพเหมือนลู่วิ่งมาตรฐานเลย ดังนั้นผมจึงเริ่มฝึกซ้อมกับพวกที่วิ่งระยะไกลตามท้องถนน จนได้ไปแข่งมาราธอนในที่สุด”
ฮาคิซิมานาบอกว่า คิปทัมใช้เวลาตรึกตรองเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อยู่นานทีเดียว เพราะในตอนแรกเขามองว่า การลงแข่งวิ่งมาราธอนเป็นสิ่งที่ยากเกินไป “เขามีความกลัวอยู่บ้าง เลยเลือกลงแข่งวิ่งฮาล์ฟมาราธอนซึ่งมีระยะทางที่สั้นกว่าก่อน จนกระทั่งปี 2022 นั่นแหละ ที่เขายอมลงแข่งวิ่งมาราธอนในที่สุด”
คิปทัมเป็นนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่ดี แต่การก้าวกระโดดสู่วงการมาราธอนซึ่งต้องวิ่งไกลกว่ากันถึง 42 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงและการยอมรับระดับโลกให้กับเขา โดยนับตั้งแต่เดือนธันวาคมของปีที่แล้ว คิปทัมสามารถคว้าแชมป์มาราธอนได้หมดทั้งสามรายการที่ลงแข่ง โดยล้วนเป็นงานวิ่งรายการสำคัญ ทั้งที่เมืองวาเลนเซียของสเปน, กรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร, และที่นครชิคาโกของสหรัฐฯ
มาร์ติน เคโน นักวิจารณ์ข่าวกีฬาและอดีตนักวิ่งระยะไกลชาวเคนยา บอกว่าประเทศของเขาคือแหล่งกำเนิดนักวิ่งมาราธอนระดับโลกมาแล้วหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเลียด คิปโชเก อดีตเจ้าของสถิติโลกและสองเหรียญทองโอลิมปิก ส่วนคิปทัมนั้นมีคุณสมบัติในตัวบางอย่างที่ทำให้เขาโดดเด่นเป็นพิเศษ
“ความกล้าหาญไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดที่เขาแสดงออกมาในการแข่งขันนั้น คือสิ่งที่นักกีฬาจำเป็นต้องมี เพื่อไต่ขึ้นสู่อันดับสูงสุด” เคโนกล่าว
“คิปทัมจะออมแรงไว้ในการวิ่งมาราธอนช่วงแรก แล้วจึงเร่งฝีเท้าอย่างสุดกำลังในช่วงหลัง โดยเขาเร่งความเร็วขึ้นชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน การแข่งขันแบบนี้หาดูได้ยากจริง ๆ”

ที่มาของภาพ, Golazo Kenya
จุดประกายความฝัน
ด้วยเทคนิคการวิ่งนี้ คิปทัมผันตัวเองจากนักกรีฑาโนเนมที่ไม่มีใครรู้จัก ขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าของสถิติโลกได้ภายในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นรางวัลสำหรับความวิริยะอุตสาหะในการไล่ตามความฝัน แม้ในยามที่ไม่มีใครสนับสนุนหรือให้กำลังใจเลย
ความมีใจรักในการวิ่งของคิปทัม เกิดจากการได้เห็นลูกพี่ลูกน้องของเขาเป็นคู่ซ้อมวิ่งให้กับ ไฮลี เกเบรเซลาสซี สุดยอดนักวิ่งชาวเอธิโอเปีย แต่บรรดาคนใกล้ชิดของคิปทัมกลับคัดค้านความฝันที่จะเป็นนักวิ่งของเขาอย่างหนัก โดยพ่อของเขาต้องการให้มุ่งเรียนต่อในวิทยาลัยมากกว่า
“พ่ออยากให้ผมเรียนจบและได้ประกาศนียบัตรช่างไฟฟ้า แต่ผมเถียงว่าผมต้องเป็นนักวิ่ง เพราะมีใจรักทางนี้แล้ว” คิปทัมเล่า “ตอนเริ่มต้นมันยากลำบากมากสำหรับผม เพราะต้องฝึกซ้อมอยู่ถึง 4 ปี แต่ก็ไม่มีความสำเร็จเกิดขึ้นเลย คนรอบข้างต่างผิดหวังในตัวผม แต่ผมก็ยังพยายามต่อไป”
ในที่สุดพ่อของคิปทัมยอมโอนอ่อนตามความต้องการของลูก และช่วยปลุกเขาให้ลุกขึ้นมาซ้อมวิ่งตอนเช้าหลายครั้ง หลังคิปทัมคว้าชัยชนะในหลายรายการมาครองได้สำเร็จ พ่อของเขาชื่นชมลูกชายอย่างออกนอกหน้าว่า “เขาเป็นลูกที่เชื่อฟังและได้ดังใจพ่อแม่ที่เลี้ยงมา”
คิปทัมจะทำสถิติใหม่ วิ่งมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ได้หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
แม้คิปทัมจะดูมีอนาคตที่สดใส แต่โค้ชฮาคิซิมานามองว่า ยังมีอุปสรรคสำคัญบางประการที่น่าเป็นห่วงอยู่ “เขาฝึกหนักมาก และถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาอาจได้รับอันตรายจากภาวะบาดเจ็บเพราะฝีเท้าที่เร็วเกินไปได้”
“ผมแนะให้เขาชะลอฝีเท้าลงหน่อย แต่เขากลับไม่อยากจะทำตาม ผมเลยบอกไปว่าเส้นทางอาชีพนักวิ่งของเขาจะสิ้นสุดลงใน 5 ปีนับจากนี้ หากไม่ลดความแรงของตัวเองลงเพื่อที่จะอยู่ในวงการได้นานขึ้น”
ทว่าคิปทัมกลับเห็นตรงกันข้าม เขาบอกกับบีบีซีว่า การพิชิตสถิติโลกในครั้งนี้ทำให้เขามีเป้าหมายใหม่ นั่นก็คือการเป็นคนแรกของโลกที่วิ่งมาราธอนโดยใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง
เมื่อปี 2019 เอเลียด คิปโชเก ซึ่งถือเป็นนักวิ่งมาราธอนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก อ้างว่าสามารถทำลายสถิติดังกล่าวลงได้แล้ว แต่องค์การกรีฑาโลกไม่ยอมรับสถิติดังกล่าว เพราะไม่ได้มาจากการแข่งขันแบบเปิดกว้างอย่างเป็นทางการ
คิปทัมได้รับแรงบันดาลใจในเรื่องนี้มาจากคิปโชเก และหวังว่าจะได้มีโอกาสประชันฝีเท้ากับเพื่อนร่วมชาติคนนี้สักครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจพบกันที่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกกรุงปารีสในปีหน้า
“เอเลียดเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคน เขาเป็นต้นแบบให้คนรุ่นใหม่อย่างเราดำเนินรอยตาม” คิปทัมกล่าว “ถ้าผมมีโอกาสได้เป็นตัวแทนประเทศในกีฬาโอลิมปิก นั่นจะเป็นครั้งแรกของผมที่ได้ลงแข่งรายการนี้ และผมจะตั้งใจคว้าเหรียญรางวัลมาให้ได้ เพราะนั่นคือความฝันของผมเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ข่าวกีฬาอย่างเคโนมองว่า แชมป์รุ่นพี่อย่างคิปโชเกคงต้องระวังหลังให้ดี เพราะดาวรุ่งพุ่งแรงที่มาใหม่อย่างคิปทัม อาจแย่งทั้งสถิติโลกและเหรียญทองโอลิมปิกไปจากเขาได้
“ในขณะที่คิปโชเกเข้าสู่ช่วงท้ายของเส้นทางอาชีพนักวิ่ง เรากลับเริ่มเห็นอนาคตสดใสที่รออยู่ สำหรับวงการมาราธอนในเคนยา” เคโนกล่าวสรุป











