ภารกิจ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ในวิกฤตกาซา จุดไฟสงครามให้ขยายขึ้นหรือไม่

Antony Blinken meets President Sheikh Mohammed bin Zayed Al Nahyan

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าพบ เชค โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อาลนะฮ์ยาน ประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในนครดูไบเมื่อวันที่ 8 ม.ค.
    • Author, แอนโทนี ซูร์เชอร์
    • Role, บีบีซี

ในบรรดาการเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางทั้ง 4 ครั้ง ในรอบ 3 เดือน ของนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา มีสารเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องการสื่อออกไป

ภารกิจหลักในการเยือนของนายบลิงเคน คือ การทำให้แน่ใจว่าสงครามระหว่างอิสราเอลและกาซาจะไม่ลุกลามขยายตัวเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

ตารางการเดินทางไปยังจุดหมายต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นที่ตุรเคีย, จอร์แดน, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย และอิสราเอล เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคกำลังเปรียบได้กับหม้อต้มน้ำหม้อใหญ่ที่ใกล้จะถึงจุดเดือด

กบฏฮูตีในเยเมนเปิดการยิงขีปนาวุธต่อเนื่องและใช้โดรนโจมตีต่อเป้าหมายเรือของพลเรือนในเขตทะเลแดง ทำให้น่านน้ำสำคัญที่นานาชาติใช้งานใกล้จะเป็นอัมพาต

สหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง หากกลุ่มกบฏยังคงปฏิบัติการต่อไป และการค้าของโลกก็ยังคงหยุดชะงักต่อเนื่อง การส่งกำลังทหารของสหรัฐฯ เข้ามาอาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพัฒนาการเช่นนี้จะยิ่งทำให้ชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เกิดความตระหนกขึ้นได้

"เราไม่เห็นว่าการใช้วิธีทางการทหารจะเป็นทางออก" เชค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลราห์มัน อัล-ธานี นายกรัฐมนตรีกาตาร์ กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ในกรุงโดฮาของกาตาร์ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา

นายกฯ กาตาร์ ระบุว่า ความกังวลที่ใหญ่ที่สุด คือ การกระทำเช่นนี้จะ "ทำให้เราตกอยู่ในวังวนที่ไม่รู้จักจบสิ้นและจะสร้างความตึงเครียดที่แท้จริงให้กับทั้งภูมิภาค"

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ม.ค. กองกำลังกลุ่ม "ฮิซบอลเลาะห์" ทางตอนใต้ของเลบานอน ยิงจรวดถล่มทางตอนเหนือของอิสราเอล เพื่อเป็นการตอบโต้การระเบิดโจมตีสังหารผู้นำกลุ่มฮามาสในเบรุต ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของอิสราเอล ขณะที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยการเปิดการโจมตีทางอากาศมุ่งเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

ขณะที่สถานการณ์กำลังยกระดับขึ้น นายบลิงเคน กล่าวในวันที่เกิดเหตุว่า นี่คือ "ความกังวลที่แท้จริง" พร้อมเรียกร้องให้มหาอำนาจในภูมิภาคซึ่งมีอิทธิพลเหนือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ อันได้แก่ อิหร่าน และตุรเคีย ใช้อิทธิพลของตัวเองรักษาดุลยภาพในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี นั่นก็เป็นการยากยิ่ง ดังที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ทางการสหรัฐฯ กำลังวิตกว่าอิสราเอลอาจกำลังพิจารณาขยายการโจมตีต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เพิ่มขึ้น

Anti-Israel and US protest in Yemen

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ ในเยเมน

"เราเห็นชอบกับแนวทางตามข้อตกลงทางการทูตที่ตกลงกันไว้ แต่เรากำลังเข้าใกล้จุดที่นาฬิกาทรายกำลังจะพลิกด้านกลับ" นายโยอาฟ กัลแลนต์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ระบุเมื่อวันที่ 5 ม.ค.

ขณะเดียวกัน ฐานทัพของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำลังพลประจำการอยู่มากกว่า 3,000 คน ได้ความเสียหายจากการโจมตีด้วยจรวดและโดรนจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักและซีเรีย หลังจากในช่วงปลายเดือน ต.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดรนลำหนึ่งฝ่าแนวป้องกันของสหรัฐฯ เข้าไปโจมตีค่ายทหารแต่ระเบิดไม่ทำงาน ทำให้ทหารอเมริกันรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด

หลังจากนั้น สหรัฐฯ ตอบโต้กลับด้วยการโจมตีทางอากาศที่กรุงแบกแดดของอิรักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และสังหารผู้นำทหารของกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านหนุนหลัง

การโจมตีตอบโต้ในแต่ละครั้ง แสดงถึงภัยคุกคามต่อเสถียรภาพในภูมิภาค ขณะที่ในภาพรวมทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า ภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่เข้าสู่สงครามที่ขยายตัวขึ้น

นายบลิงเคน กล่าวในการเยือนกาตาร์เมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐฯ มีแผนการรับมือกับความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการลดกำลังทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซา ตลอดจนการทำงานร่วมกับชาติอาหรับและอิสราเอลในการสร้างสันติภาพที่ "ยั่งยืน" ให้กับชาวปาเลสไตน์

"สหรัฐฯ มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับวิธีการที่จะเดินไปสู่จุดนั้น นั่นคือการใช้เครื่องมือภายในภูมิภาคตะวันกลางในการสร้างความมั่นคงที่ถาวรสำหรับอิสราเอลและรัฐของชาวปาเลสไตน์" นายบลิงเคน กล่าว "และสิ่งที่ผมได้กลับมาจนถึงตอนนี้ คือ พันธมิตรต่าง ๆ ของเราเต็มใจที่จะมีบทสนทนาที่ยากลำบากและพร้อมจะตัดสินใจบางเรื่องที่ยากยิ่ง"

แต่หนทางนี้ก็ดูมีอุปสรรค เพราะหลังจากที่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าพบเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย นายบลิงเคนระบุว่า เขาเห็นเจตจำนงในการช่วยสร้างเสถียรภาพและฟื้นฟูกาซาหลังจากพ้นช่วงสงครามจากบรรดาผู้นำต่าง ๆ ที่เขาได้พูดคุย แต่ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องทำให้อิสราเอลร่วมในภารกิจนี้ด้วย

Iraqi paramilitaries carry a coffin after US air strike on Baghdad

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทหารอิรักแห่โลงศพ หลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศในกรุงแบกแดด

จังหวะเวลาของการเดินทางเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อาจบอกถึงนัยทางยุทธศาสตร์ของอเมริกา ที่ใช้วิธีทางการทูตแบบเดินสายไปมาระหว่างประเทศ (Shuttle diplomacy) ครั้งล่าสุด การไปเยือนตุรเคียและชาติอาหรับก่อนการไปที่อิสราเอลเพียงสองวัน ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้สัมผัสกับ "อุณหภูมิ" ของผู้เล่นในภูมิภาค ก่อนไปพูดคุยกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และคณะรัฐมนตรีด้านสงครามของอิสราเอล

หลังจากนั้น "ลูกบอล" ดังที่สหรัฐฯ ชอบใช้คำนี้ ก็กลิ้งเข้าไปอยู่ในแดนของอิสราเอล

"ผมจะมีโอกาสได้แบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้ยินได้ฟังมาแก่ผู้นำอิสราเอล" นายบลิงเคน กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา "ผมได้โน้มน้าวให้เห็นว่ามันมีหนทางแห่งอนาคตที่สามารถนำความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืนมาสู่อิสราเอลได้"

เบื้องหลังทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือเกมพนันเสี่ยงโชคในแบบอเมริกันที่ใช้ในการหาทางออกหรืออย่างน้อยก็ลดความความรุนแรงลง สงครามในกาซาจะช่วยลดความตึงเครียดให้กับทั่วทั้งภูมิภาค มันคือเกมเสี่ยงทายที่ว่า วิกฤตการณ์ย่อยต่าง ๆ ในภูมิภาค อย่างในทะเลแดง เลบานอน อิรักและซีเรีย ไม่ได้เป็นแรงขับดันมากพอที่จะเป็นจุดเปลี่ยน

นายกฯ กาตาร์ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า ไม่มีสันติภาพใดในภูมิภาคเกิดขึ้นได้หากปราศจากการรับรองทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางออกที่สันติเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องปาเลสไตน์ แต่คำถามก็คือ มันจะมีสันติภาพที่ไม่มีทางออกได้หรือไม่

ระหว่างการเยือนของนายบลิงเคนเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว เขาบอกกับสื่อทันทีที่เดินทางถึงกรุงอังการาของตุรเคียว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ต้องการสงคราม และกำลังร่วมมือป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

"ในบางครั้ง การหายไปของความเลวร้ายอาจไม่ใช่หลักฐานของความคืบหน้าที่ชัดเจนที่สุด แต่จริง ๆ มันเป็นเช่นนั้น" รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

นับตั้งแต่นั้นมา มีหลักฐานมากพอที่ชี้ว่า ขณะที่การขยายตัวของสงครามอาจไม่เป็นที่ต้องการ แต่โอกาสของใครคนใดคนหนึ่งกลับเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีความตั้งใจที่เปิดเผยและความพยายามของนายบลิงเคนและชาวอเมริกันก็ตาม