ชีวิตติดบ่วงของหญิงไทยในอังกฤษ
- Author, อิสสริยา พรายทองแย้ม และ ลารา โอเวน
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี
คำเตือน* อาจมีเนื้อหาที่อ่านแล้วทำให้ไม่สบายใจ
นกวางแผนอยู่นานหลายสัปดาห์ การพาลูกหนีกลับไปเมืองไทยดูจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้พ้นไปจากความสัมพันธ์อันรุนแรงเสียที
เธอโหมทำงานติดต่อกันหลายกะ เมื่อถึงวันเงินเดือนออก ก็จองตั๋วเครื่องบินกลับไทยทันที
หลังเก็บข้าวของจำเป็นของตัวเองกับลูกใส่กระเป๋า นกมุ่งหน้าไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ด้านนอก ในหัวอกของเธอเต็มไปด้วยความอ้างว้าง
แต่เมื่อถึงสนามบิน ความรู้สึกแปลกแยกกลับแทรกตัวขึ้นมา ดูเหมือนที่นั่นจะมีแต่ครอบครัวที่มีความสุข กำลังจะพากันไปเที่ยวต่างประเทศ
นกพยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป อุ้มลูกเดินไปที่ประตูทางออกเพื่อขึ้นเครื่องบิน อีกไม่นานเธอก็จะเป็นอิสระแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ ตำรวจหลายนายเดินตรงมาหาเธอในห้องพักผู้โดยสารรอขึ้นเครื่อง พาเดินไปอีกมุมหนึ่ง และพยายามแยกลูกออกไป แต่หนูน้อยร้องไห้จ้า
ตำรวจนำตัวนกเดินออกจากอาคารผู้โดยสารไปยังลานจอดรถ ที่นั่นเธอเห็นว่าสามีของเธอยืนอยู่
ลูกซึ่งตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของตำรวจหญิง เหลียวหลังมองเธอไม่วางสายตา

นกถูกควบคุมตัวอยู่ราว 5 เดือน โดยไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูก ตอนถูกตำรวจสอบปากคำเธอสารภาพว่าเคยทิ้งลูกไว้ที่บ้านคนเดียวและออกไปทำงานเพื่อเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทย
สุดท้ายแล้วตำรวจไม่ได้ตั้งข้อหาลักพาตัวลูก แต่นกถูกตั้งข้อหากระทำทารุณกรรมเด็ก เพราะเธอเคยทิ้งลูกไว้ที่บ้านโดยไม่มีใครอยู่ดูแล
สนามบินแห่งเดียวกันนี้ คือสถานที่ที่เมื่อสองเดือนก่อน นก วัย 20 ปี (ในขณะนั้น) เพิ่งเดินทางมาถึงพร้อมลูก ด้วยความหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอังกฤษ
เธอกับโทบี เป็นคู่รักทางไกลกันอยู่สองถึงสามปี หลังพบกันที่คลับแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตอนนั้นนกไปงานปาร์ตี้วันเกิดเพื่อน ส่วนเขาเพิ่งเดินทางไปถึงเมืองไทย ทั้งสองตัดสินใจออกเดทกันทันที
นกรู้ตัวว่าตั้งท้องตอนที่ยังเรียมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ทั้งสองคนตัดสินใจรอให้ลูกโตสักนิด ก็จะย้ายไปอยู่อังกฤษ และแต่งงาน เธอคิดว่าถ้าย้ายไปอังกฤษ ลูกน่าจะได้รับการศึกษาดีกว่าที่เมืองไทย
“หนูรู้สึกคิดถึงบ้าน เพราะหนูไม่รู้จักใครเลยที่นี่ ก็มีแต่เขา แต่หนูคิดว่าทำเพื่อครอบครัว หนูอยู่ได้” นกบอก
แต่เพียงไม่นานชีวิตราวเทพนิยายที่เธอเคยวาดฝันไว้ ก็กลับกลายเป็นฝันร้าย นกกับสามีเริ่มทะเลาะกันด้วยเรื่องที่เขาทำแต่งาน ไม่ค่อยมีเวลาสนใจครอบครัว จากเรื่องระหองระแหงขยายกลายเป็นเรื่องร้ายแรง นกรู้สึกว่าเธอโลกของเธอแคบลงทุกที
“เขาดึงฟิวส์โทรทัศน์ออก ทำให้หนูดูโทรทัศน์ไม่ได้ เขายังปิดเครื่องทำความร้อนในบ้านด้วย ตอนนั้นหนูไม่รู้ว่าจะไปเปิดมันได้ที่ไหน” นกเล่า
นกไม่ลืมการกระทำร้ายแรงที่สุดของเขาครั้งหนึ่งคือตอนที่เธองีบหลับอยู่บนโซฟา ลูกนั่งเล่นอยู่ใกล้ ๆ
“จู่ ๆ เขาก็เดินตรงมา ถีบหน้าหนู แล้วก็ออกไป…เท้าเป็นอะไรที่ต่ำที่สุดแล้วสำหรับคนไทย หนูเริ่มคิดว่านี่ไม่ใช่แล้วนะ”
โทบีเริ่มไม่ให้เงินซื้อกับข้าว ซื้อผ้าอ้อมให้ลูก และยังกดดันให้เธอย้ายออกไปจากบ้าน
นกบอกเขาว่าเธอจะกลับไปเมืองไทยและจะพาลูกไปด้วย
สองวันถัดมาตำรวจมาเคาะประตูบ้าน บอกเธอว่าไม่ให้พาลูกออกไปนอกประเทศ นกเล่าว่าเธอบอกตำรวจว่าอยู่ที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว เพราะถูกเขาทำร้ายร่างกายเวลาที่ทะเลาะกัน
เราสอบถามเรื่องนี้กับหน่วยตำรวจท้องถิ่น และได้รับคำตอบเป็นแถลงการณ์อธิบายว่าได้สอบถามคนทั้งสองเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่ “ไม่พบว่ามีการกระทำใด ๆ ที่ถือเป็นความผิดทางอาญา”
สองสัปดาห์หลังจากนั้น นกพาลูกไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับไทย และถูกจับกุม
วันนี้นกแต่งงานใหม่แล้ว ส่วนลูกนั้น อดีตสามีเป็นคนได้สิทธิในการดูแลลู เธอนกได้เวลาพบลูกเดือนละสองวัน นั่นเป็นข้อตกลงกับเขาผ่านการไกล่เกลี่ย
เธอรอให้ลูกโตอีกสักนิด ก็จะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ลูกฟัง

สิ่งที่เกิดกับนกเป็นเรื่องน่าอึ้ง แต่ยังมีผู้หญิงไทยอีกหลายคนในสหราชอาณาจักร ที่ยังติดบ่วงดิ้นไม่หลุดจากความสัมพันธ์อันรุนแรง หรือไม่รู้หนทางเรียกหาความเป็นธรรม
สถิติล่าสุดชี้ว่า ในปี 2022 มีผู้หญิงไทยมากกว่าพันคน แต่งงานกับชายชาวอังกฤษ
“คู่สมรสบางคนมีพฤติกรรมรุนแรงเป็นธรรมชาติของเขามาอยู่ก่อนแล้ว แต่เราไม่ได้ศึกษาดูใจกันมาก่อน มาอยู่ในอังกฤษแล้วถึงเห็นว่าเป็นแบบนี้” คณิตญา เนียมกลิ่น ประธานเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร อธิบาย
คณิตญาและสมาชิกในเครือข่ายฯ พยายามทำให้ชุมชนคนไทยที่นี่หันมาพูดเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น
ยังมีเรื่องน่าสนใจให้อ่านต่อไปอีก
“สตรีแห่งขุนเขา”

ที่มาของภาพ, North Yorkshire Police
เรื่องที่ถือว่าสะเทือนขวัญและปริศนาที่สุดที่คณิตญาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย น่าจะเป็นกรณีของ “สตรีแห่งขุนเขา”
นักเดินเขากลุ่มหนึ่งพบศพของลำดวน อาร์มิเทจ สีกันยา แม่ลูกสาม บนยอดเขาห่างไกลในเขตยอร์คเชียร์เดล เมื่อปี 2004
ร่างของเธออยู่ในสภาพท่อนบนเปลือยเปล่า สวมเพียงกางเกงยีนส์สีเขียว ยี่ห้อมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ กับเสื้อชั้นในตะขอหักที่หลุดห้อยมาอยู่ที่แขนซ้าย
เป็นเวลานานถึง 15 ปี ที่ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร ชาวบ้านเลยตั้งชื่อให้เธอว่า “สตรีแห่งขุนเขา”
สภาตำบลของหมู่บ้านฮอร์ตัน เมืองริบเบิลส์เดล ไม่ห่างจากจุดที่นักปีนเขาพบร่างของเธอ ช่วยกันจัดพิธีศพแบบเรียบง่ายและฝังร่างเธอไว้ที่สุสานของโบสถ์
ไม่มีใครในอังกฤษที่ไปแจ้งความกับตำรวจเรื่องที่เธอหายตัวไป รวมทั้งเดวิด อาร์มิเทจ สามีที่เธอมีลูกกับเขาสองคนด้วย
เรื่องราวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเธอยังไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่ตำรวจซึ่งเข้ามารื้อคดีนี้อีกครั้งในปี 2016 เชื่อว่าเธอถูกฆาตกรรม
กระทั่งปลายปี 2018 บัวทอง สมฆ้อง ลูกพี่ลูกน้องของลำดวน เห็นภาพในโพสต์ทางเฟซบุ๊กของคนที่เธอรู้จัก
ข้อความในโพสต์พูดถึงผู้หญิงชาวเอเชียคนหนึ่งที่ตำรวจพยายามสืบค้นว่าเป็นใคร บัวทองคลิกลิงก์ในโพสต์ ซึ่งเผยให้เธอได้เห็นภาพสเก็ตช์ของผู้หญิงที่มีหน้าตาคล้ายลูกพี่ลูกน้องของเธอ

ที่มาของภาพ, ฺ BBC
โพสต์ทางเฟซบุ้กนี้ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ เช่นว่าผู้หญิงคนนี้สวมแหวนทอง และสวมกางเกงสีเขียว นั่นทำให้บัวทองถึงกับขนลุก เธอมีภาพถ่ายของลำดวนที่สวมกางเกงสีเขียว เธอถามตัวเองว่า นี่มันจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญรึเปล่า? แต่เธอเองก็ไม่ได้พบหน้าลำดวนบ่อยนัก ครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองคุยกันก็คือช่วงต้นปี 2004 ปีเดียวกับที่ลำดวนหายตัวไป
บัวทองติดต่อไปหาคณิตญาที่เครือข่ายภาคีหญิงไทยฯ ส่งภาพถ่ายของลำดวนที่เธอมีอยู่ไปให้ดู คณิตญาเองก็คิดว่าดูคล้ายกันกับภาพสเก็ตช์ของตำรวจ

ที่มาของภาพ, BBC
เครือข่ายภาคีหญิงไทยฯ ประสานไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ขณะที่พ่อแม่ของลำดวน ยินยอมให้ตรวจดีเอ็นเอซึ่งผลที่ได้ยืนยันว่า “สตรีแห่งขุนเขา” คือลูกสาวที่พวกเขาพยายามตามหามานานหลายปี
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังได้รับอนุญาตามกฎหมาย และผ่านพ้นช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ทีมสืบสวนสอบสวนของตำรวจในเขตนอร์ทยอร์คเชียร์ ก็เดินทางไปไทย และได้พูดคุยกับคนในครอบครัวของลำดวน
ตำรวจต้องการคุยกับพ่อแม่ของลำดวน เดวิด อาร์มิเทจ สามีของเธอ และลูกสาว ในฐานะพยาน
ดีเอสไอ บอกเราว่าหลังจากทางการอังกฤษส่งหนังสือร้องขออย่างเป็นทางการไปยังทางการไทย ดีเอสไอ “ได้ติดต่อเดวิด และลูกสาว เพื่อให้มาพูดคุย และเก็บดีเอ็นเอ”
“เราทำตามที่ทางการสหราชอาณาจักรร้องขอ แต่คนทั้งสองไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ ด้วยเหตุผลส่วนตัวของเขา”
ที่ผ่านมาเดวิดยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการเสียชีวิตของลำดวน

ที่มาของภาพ, FAMILY HANDOUT
เขารับปากว่าจะอธิบายทุกอย่างกับบีบีซีผ่านทางอีเมล แต่จนถึงขณะนี้บีบีซียังไม่ได้รับการติดต่อจากเขา
การสืบสวนคดีนี้ยังคงดำเนินต่อไป
แต่นั่นสายเกินไปแล้วสำหรับจูมศรี
“ไม่อยากจะคิดอะไรอีกแล้ว คิดถึงเรื่องลูกสาวแล้วมันนอนไม่หลับ”
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งช่วยตำรวจอังกฤษสืบสวนคดีนี้ในเมืองไทยเห็นว่าการสืบสวนคดีของทางการอังกฤษล่าช้าเกินไป
“ในอดีตก่อนจะมาเป็นดีเอสไอ ผมเป็นตำรวจมาเก่า เราทำเคสอย่างนี้มาเยอะมาก ไม่เคยพบลักษณะที่บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วปฏิเสธจะไม่ให้ความร่วมมือ…ถ้าคดีนี้เกิดขึ้นในเองไทย ป่านนี้ได้ข้อสรุปไปแล้ว” พันตำรวจตรีสุริยา สิงกล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุ
สิ่งที่ครอบครัวของลำดวนต้องการในเวลานี้คือนำร่างที่เหลือของเธอกลับบ้านที่เมืองไทย
“นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย” อดัม ฮาร์แลนด์ ผู้ควบคุมทีมสืบสวนหลักของหน่วย โคลด์ เคส (cold case) หรือคดีเก่าที่ยังค้างคาไม่ได้รับการคลี่คลายของสำนักงานตำรวจเขตยอร์กเชียร์เหนือ กล่าว
สำหรับบัวทอง เธอยังคงไปเยี่ยมเยือนหลุมฝังศพลำดวนเป็นประจำทุกปี และไม่ลืมเอาอาหารอีสานที่ลำดวนเคยชอบไปฝาก
“เราก็ทำได้แค่นี้ บางทีลำดวนอาจไปเกิดใหม่แล้วก็ได้
ดาว
ช่วงที่นักปีนเขาพบร่างของลำดวน เป็นปีเดียวกันกับที่ดาวเดินทางมาอยู่อังกฤษ
เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าความสัมพันธ์กับไบรอันจะทำร้ายเธอได้ขนาดไหน
ตอนเริ่มคุยกับไบรอัน ชายอังกฤษ ทางอินเตอร์เน็ต ดาวมีอายุยี่สิบต้น ๆ ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ดาวจะถอยฉากออกมา
แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน จู่ ๆ ไบรอัน ก็มาหาเธอที่จังหวัดบ้านเกิด

“เขาบอกว่าอยากมาเซอร์ไพร์สเรา เขาบอกว่าตอนนั้นคุยอยู่กับผู้หญิงหลายคน แต่เขาเลือกเรา เพราะเขาชอบเรามากที่สุด”
ครอบครัวของดาวรู้สึกขายหน้าที่ลูกสาว “เดท” กับฝรั่ง และต้องการให้เธอรีบแต่งงาน
ซึ่งก็เกิดขึ้นจริง ๆ และหลังจากดาวตั้งครรภ์ได้เดือนครึ่ง เธอก็ย้ายไปอังกฤษกับเขา
จังหวะนั้นเองที่หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
“เขาไม่ยอมให้เราเจอใครเลย มีแต่เขา…ถ้าจะออกไปข้างนอก เขาจะพาไปเอง หรือถ้าเราจะออกไปเองก็ทำได้แค่ไปซื้อกับข้าว หรือเจอเพื่อนเขาที่บ้านอยู่ห่างกันไปไม่กี่หลัง”
ตอนที่ท้องได้สามเดือน ไบรอันบอกว่าเธอต้องออกไปหางานทำ เขาจับแวลาตอนเดินจากบ้านไปที่ทำงาน และเดินกลับ เขาเก็บพาสปอร์ตของเธอไว้กับเขา และเป็นคนคุมเงินเดือนที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ
“เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์เข้าบัญชีเขาหมดเลย เขาแค่แบ่งมาให้อาทิตย์ละ 20-30 ปอนด์ ซื้ออาหารและทุกอย่างที่จำเป็น”
เพื่อนที่ทำงานบอกดาวว่าเธอน่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรด้วย แต่พอถามเรื่องนี้ขึ้นมาก็กลายเป็นเรื่องรุนแรง
“เขาตบที่หน้า” เธอเล่าด้วยเสียงสะอื้น
แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ดาวต้องเจ็บตัว หลายครั้งหลายคราวที่เขาเตะเธอเวลาที่เดินผ่าน พอเห็นเธอล้มลง เขาก็หัวเราะแล้วก็เดินไป
ดาวอยู่ในบ้านหลังนั้นอย่างเงียบงัน จะเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุตอนที่เขาอยู่บ้านไม่ได้ เขาห้ามทำเสียงดังในบ้าน
คนที่ดาวรู้จักในตอนนั้นก็มีแต่เพื่อนของเขา ที่รับรู้เรื่องราวแค่เพียงเปลือกนอก คิดว่าเธอและเขาอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ระแคะระคายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังประตูบ้าน
ดร.แองเจลา วิลค็อก นักวิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับประสบการณ์ของภรรยาชาวไทยในอังกฤษ มาตั้งแต่ปี 2022 รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดกับดาวไม่ใช่เพียงแค่กรณีเดียว
ดร.วิลค็อก พบว่ามีผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชายอังกฤษ อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วสหราชอาณาจักร และส่วนใหญ่มักต้องมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว
“พวกเธอไม่รู้ว่าจะไปขอความช่วยเหลือได้ที่ไหน ไม่มีคนนอกครอบครัวที่จะพูดคุยด้วยได้ โดยเฉพาะคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้”

ที่มาของภาพ, BBC
เธอบอกว่าการเหมารวมว่าภรรยาชาวไทยจะต้องเป็น “เมียสั่งทางไปรณีย์” หรือ “คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมทางเพศ” สามารถทำให้ผู้หญิงไทยอยู่ในสภาพที่สุ่มเสี่ยง
“ในแง่ของพฤติกรรมบังคับควคุม เป็นสิ่งที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา และขยับไปเป็นการละเมิดที่หนักข้อขึ้นไปกว่านั้น ดิฉันคิดว่าด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายกับผู้หญิงไทย”
ดาวเคยพาลูกหนีจากไบรอันหลายครั้งหลายครา แต่ก็มักจะกลับมา เพราะเชื่อว่าเขาจะเปลี่ยนตัวเองได้อย่างที่รับปาก
แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นเลวร้ายลงจนถึงจุดต่ำสุด ที่ดาวพยายามคิดฆ่าตัวตาย
“ตอนที่ลูกนอนหลับอยู่ข้างบนบ้าน แม่ก็ลงมานั่งในครัว เอามีดมากรีดแขนกรีดขาตัวเอง เราถามตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม”
แต่ดาวยังทนอยู่ในสภาพนั้นอีกนานหลายปี จนถึงวันที่ทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“ฟางเส้นสุดท้ายก็คือตอนที่เขาตบลูก ลูกแค่ถามว่าพ่อทำร้ายแม่ทำไม…แม่ทำอะไรผิด? ถ้าเขาไม่ทำร้ายลูกเราอยู่ได้ แต่นี่เขาทำร้ายลูกเราถึงต้องหนี นั่นเป็นจุดเปลี่ยนจริง ๆ”
ดาวถือโอกาสเล่าความจริงทั้งหมดให้เพื่อนฟัง และเพื่อนนั่นเองที่เป็นคนพาเธอหนีไป
ตอนที่ดาวพบสามีทางอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว แต่โลกออนไลน์ในปี 2023 เปลี่ยนไปมหาศาล
ตอนนี้ผู้หญิงในสหราชอาณาจักรรวมตัวตั้งกลุ่มกันทางเฟซบุ๊ก แลกเปลี่ยนประการณ์สะเทือนใจและขอคำปรึกษากันอย่างเปิดเผยในกลุ่มของตัวเอง
มองกลับไปที่เมืองไทย อินฟลูเอนเซอร์บนโลกโซเชียลพากันขายฝันว่าชีวิตหญิงไทยจะสวยหรูแค่ไหนหากได้สมรสกับชาวต่างชาติ บางคนก็สอนว่าจะหา “สาย ฝอ” ได้ที่ไหน อย่างไร คำแนะนำยังรวมไปถึงการแต่งตัว การทำตัว จะพูด จะวางจริตอย่างไร
ติ๊กตอกเกอร์คนหนึ่งสอนให้เอาตัวเข้าไปอยู่ใน “สังคม” ชายต่างชาติ เพราะนั่นคือเส้นทางสู่ความสำเร็จของบรรดาสาวสาย ฝอ
หลายคนอ้างว่าการแต่งงานกับฝรั่งจะช่วยให้พ้นความจนได้
“ผู้ชายฝรั่งเขายอมจ่ายเงินเพื่อพวกเธอ เขายอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางมาหาเธอ”
โลกออนไลน์นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างชายอังกฤษและหญิงไทยหลายคู่
คณิตญา เนียมกลิ่น บอกว่าจุดเริ่มเช่นนี้อาจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว
“ปัญหาเริ่มมาจากเรื่องการไม่เข้าใจทั้งภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือการได้รู้จักกันมากน้อยแค่ไหนก่อนตัดสินใจแต่งงานและย้ายมาอยู่อังกฤษด้วยกัน หลายคู่มีปัญหาเรื่องภาษา และทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจไม่ตรงกัน”
เธอบอกกว่าจุดที่น่าห่วงอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องที่ผู้หญิงไทยต้องพึ่งพาสามีอังกฤษให้เป็นสปอนเซอร์ในการขอวีซ่า
ผู้หญิงหลายคนที่คณิตญาคุยด้วยไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่อวีซ่าด้วยตัวเองได้อย่างไร
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ อนุญาตให้ผู้หญิงที่เดินทางเข้าประเทศโดยใช้วีซ่าคู่สมรส แต่ความสัมพันธ์ต้องจบลงโดยมีต้นเหตุมาจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือถูกทำร้ายร่งกาย สามารถสมัครขอวีซ่าเพื่อพำนักในอังกฤษอย่างถาวรได้ โดยไม่ต้องรอให้อยู่ที่นี่ครบห้าปี
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษบอกในแถลงการณ์ที่ส่งถึงบีบีซีว่า “เรามีภารกิจที่จะให้ความช่วยเหลือเหยื่อการใช้ความรุนแรงในครอบครัวทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีสถานะในการเข้าเมืองอย่างไร”
“ผู้ตกเป็นเหยื่อซึ่งเดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักรโดยใช้วีซ่าติดตามคู่ชีวิตหรือคู่สมรสสามารถเข้าถึงเงินกองทุนสาธารณะได้นานสามเดือน ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยได้”
แต่ถึงอย่างนั้นผู้หญิงไทยด้วยกันก็ยังต้องลุกขึ้นมาเติมเต็มช่องว่าง ให้คำแนะนำทั้งทางกฎหมายและวีซ่า เพื่อให้ผู้ที่ประสบปัญหาเข้าใจถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น
สรีรัตน์

ที่มาของภาพ, bbc
สรีรัตน์ พีย์ดซิงห์ (แคท) เป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวสองครั้งสองครา เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้านานถึงสี่ปีหลังแยกทางจากอดีตสามี เธอยังกลับไปบวชชีที่เมืองไทยนานหนึ่งเดือน
ในปี 2020 สรีรัตน์ ตัดสินใจว่าต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยชุมชนผู้หญิงไทยในอังกฤษ
สตรีรัตน์ก่อตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้น รวบรวมสิ่งของบริจาคทั้งอาหาร เสื้อผ้า และเงิน ที่มีผู้บริจาคผ่านกลุ่มทางเฟซบุ๊ก บรรจุกล่อง เอาใส่ท้ายรถของตัวเอง ขับเอาไปให้ผู้หญิงไทยที่ต้องการสิ่งต้องการความช่วยเหลือตามเมืองต่าง ๆ
“ผู้หญิงไทยบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรของคนไทยคอยให้ความช่วยเหลือกันเอง” เธอบอก
ตอนนี้ข้าวของบริจาคเริ่มร่อยหรอ เดือนนี้เธอช่วยผู้หญิงไทยไปแล้วหลายคน ตัวเธอเองก็มีลูกสองคนที่ต้องเลี้ยงดู
ลูกสองคนคือกำลังใจที่ทำให้เธอลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งหลังความสัมพันธ์ร้าวฉาน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เธอช่วยเหลือคนอื่น
“จำไว้ว่า ต้องมองหน้าลูกเข้าไว้ และบอกตัวเองว่าต้องสู้ต่อไป” เธอเอ่ย
แคทเชื่อว่าเป็นไปได้ที่ผู้หญิงไทยซึ่งผ่านประสบการณ์ถูกทำร้ายจะเริ่มต้นตั้งหลักชีวิตใหม่อย่างช้า ๆ โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างถูกต้องเหมาะสม
สิ่งที่แคท รวมทั้งผู้หญิงคนอื่น ๆ อย่าง ดร.แองเจลา วิลคอก และคณิตญา ทำ สะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างความตระหนัก ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และให้ความช่วยเหลือผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวอังกฤษให้ตรงจุด
เรื่องที่เคยต้องเก็บงำเป็นความลับ ควรต้องถูกหยิบยกมาพูดถึงให้มากขึ้น
สำหรับคนที่รอดพ้นจากความทุกข์ระทมในอดีต วันนี้ต่างพากันมองไปข้างหน้า
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนูต้องยืนบนลำแข้งตัวเองให้ได้” นกบอก
“หนูไม่หวังอะไรจากใคร ชะตาชีวิตมันอยู่ในมือของหนูเอง”
สำหรับดาว เธอต้องทนอยู่ในสัมพันธ์อันเป็นพิษอยู่เกือบสิบปี ก่อนจะหลุดพ้นออกมามีชีวิตใหม่ของตัวเอง
“รู้สึกโล่ง มีความสุขมากเลย จะทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ไม่ต้องทำอะไรตามที่มีคนเคยสั่งให้ทำ” ดาวอธิบาย
“เป็นอิสระเสียที”












