สำรวจ "พื้นที่สีเหลือง" ในความขัดแย้งชายแดนไทย - กัมพูชา ที่ยังคงวิถีชีวิตเดิมท่ามกลางเสียงสู้รบ

    • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เสียงครืน ๆ ของอาวุธหนักดังต้อนรับพวกเราทันทีที่บีบีซีไทยลงจากรถในชุมชนที่อยู่ติดกับเขตอำเภอ "พื้นที่สีแดง" ที่มีการประกาศอพยพใน จ.อุบลราชธานี

เสียงดังและส่งแรงสั่นสะเทือนคล้ายฟ้าร้องดังถี่ช่วงก่อนเที่ยงทั้งที่วันนี้ท้องฟ้าสดใส โรงเรียนปิดเงียบเหลือแต่สุนัขที่เข้ามาทักทาย แต่ผู้คนในชุมชนโดยรอบที่อยู่ในเขตที่พวกเขารับรู้กันว่าเป็น "พื้นที่สีเหลือง" แห่งนี้ ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ

ความเห็นของผู้คนเท่าที่บีบีซีไทยได้พูดคุยแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งที่ชินแล้วกับการได้ยินเสียงปะทะและไม่รู้สึกว่ามันส่งผลกระทบกับชีวิตของพวกเขามาก กับอีกส่วนที่ยังไม่วางใจว่าการปะทะจะมาไม่ถึงพวกเขาตามการยืนยันของผู้นำท้องถิ่น

"ลูกปืนบ่มาถึงทางเฮา"

สมศรี ปัญญาวัน วัย 61 ปี บอกกับบีบีซีไทยอย่างมั่นใจว่ารัศมีการยิงของจรวด BM-21 อย่างไรก็มาไม่ถึงชุมชนของเธอ ส่วนระบบขีปนาวุธพิสัยไกล PHL-03 ที่มีรายงานว่ากัมพูชามีในครอบครอง และสามารถยิงไกลได้ถึง 130 กม. นั้น เธอเชื่อว่าหากจะมีการนำมาใช้จริง อย่างไรทหารไทยก็จะสามารถสกัดไว้ได้ทัน

ขณะที่จันทนา ประถมไชย วัย 70 ปีที่นั่งอยู่ด้วยกัน กล่าวเสริมว่าหากสกัดไม่ทัน พิสัยการยิงของมันก็น่าจะเลยข้ามหัวเธอไปตกที่อื่นอยู่ดี "เฮาเชื่อมั่นว่ามันสิข้ามหัวเฮาไป" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ "คิดอย่างนั้นมันก็เลยสบายใจไง อย่าไปคิดให้มันได้ซีเรียส"

"อย่าไปคิดให้มันกังวล เดี๋ยวมันจะนอนไม่หลับ" สมศรีกล่าวเสริม ผู้สูงอายุทั้งสองรายนี้บอกว่าพวกเธอยังใช้ชีวิตและนอนหลับได้ปกติ แม้จะได้ยินเสียง "ปืนใหญ่" ดังมาเป็นระยะ ส่วนหนึ่งเพราะคุ้นชินแล้วเพราะในการปะทะกันเมื่อเดือน ก.ค. ก็มีเสียงดังแบบนี้ แต่หมู่บ้านก็อยู่รอดปลอดภัยดี และรอบนี้เสียงก็เบาลงจากเดิมด้วย ซึ่งพวกเธอมองว่าอาจเพราะทหารไทยย้ายฐานที่ตั้งยิงอาวุธอยู่ห่างออกไปจากเดิม

"ก็บึ้มแหละ ปืนใหญ่ ก็ไม่เป็นไร" จันทนาบอก "รอบแรกน่ะกลัวอยู่ แต่รอบสองเนี่ย... ชินกับเสียงเขาแล้ว" เธอบอกว่าความรู้สึกของเธอที่อยู่กับเสียงของการปะทะมาทั้งสองครั้งไม่แตกต่างกันมาก เพียงแต่ว่า "รอบก่อนกลัวหน่อย ๆ อยู่ เขาบอกเตรียมอพยพก็เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าอยู่แต่ไม่ได้ไป"

สิ่งที่อาจจะแปลกไปจากวิถีชีวิตเดิมของพวกเธออยู่บ้าง คือการที่โรงเรียนต่าง ๆ แทบทั้งอำเภอปิดเรียนเกือบทั้งหมดอย่างไม่มีกำหนด และมีการสั่งห้ามไม่ให้มี "มหรสพ" เพราะ "กลัวมีแสงไฟแล้วเขาสิยิงมาใส่"

บ้านของจันทนาเป็นร้านขายของชำที่ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนซึ่งถูกปิดชั่วคราว เธอยอมรับว่าการที่ไม่มีนักเรียนและครูมาโรงเรียนตามปกติทำให้ขายของได้น้อยลง แต่เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันส่งผลกระทบกับเธอมากนัก

ขณะที่สมศรีกล่าวเสริมว่าเธอยังไม่แน่ใจว่าโรงเรียนต่าง ๆ จะกลับมาเปิดเมื่อไหร่ แต่คาดว่าน่าจะต้องรอสถานการณ์คลี่คลายก่อน เธอเห็นว่ามีการให้เด็กโตเรียนออนไลน์ด้วยเช่นกัน แต่สำหรับเด็กเล็กระดับชั้นประถมศึกษาก็หยุดเรียนไปเลย

ทั้งคู่บอกตรงกันว่า หากความขัดแย้งขยายวงและพื้นที่ที่เธออยู่กลายเป็นจุดที่ไม่ปลอดภัย พวกเธอก็พร้อมอพยพและทิ้งบ้านเรือนทรัพย์สินให้เจ้าหน้าที่ดูแล

"ถ้าผู้ใหญ่บ้านบอก[ให้]อพยพ ออก ๆ ก็ต้องไป นี่เขายังไม่ประกาศ" จันทนาบอก "ก็ต้องไป เพราะว่าทหารเขาก็ต้องมาบังคับให้ออกไป ไม่ให้อยู่ ที่บ้านเขาก็จะมาดูแลให้"

"ย่านลูกปืน ลูกระเบิดตกมาใส่"

"เที่ยวนี้มันบ่เป็นตาย่านแฮง (น่ากลัวมาก) เท่าเที่ยวที่แล้วนะ" บุญลอง ทองคำ วัย 37 ปี เปิดเผย "เที่ยวก่อนมันกลัวแฮงเพราะว่าเฮาก็บ่เคยพ้อ (พบ) แบบว่ามันรัวหนัก" เธอบอกว่าจากบ้านของเธอสามารถพบแสงไฟสีแดงวาบผ่านเมื่อมีการใช้อาวุธโต้ตอบกัน แต่คนในชุมชนก็บอกเธอว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นลูกปืนฝั่งไทยที่ยิงไป ไม่ใช่จากฝั่งกัมพูชาที่ยิงมา ซึ่งตนเองก็เชื่อไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ

เธอได้ยินถ้อยคำทำนองว่าชุมชนของเธอคือจุดที่จรวดพิสัยใกล้ (BM-21) ยิงมาไม่ถึง และหากใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล (PHL-03) ก็จะลอยข้ามหัวไปเช่นกัน แต่ถ้าถามว่าเธอมั่นใจเช่นนั้นหรือไม่ บุญลองรับว่าเธอยัง "ผวา" โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

ขณะที่สมจิตร การะเกษ วัย 43 ปี เพื่อนบ้านที่นั่งอยู่ด้วยกันเสริมว่า "จะว่าเชื่อได้ไหมมันก็เชื่อบ่ได้ แต่ว่าเฮาก็ต้องเชื่อ เขาบอกปืนมันมาบ่ฮอด (ถึง) เฮา"

ทั้งคู่เล่าว่าเมื่อคืนวันอังคารที่ 9 ก.ค. มีการประกาศให้ทุกคนในหมู่บ้านปิดไฟให้หมด โดยบอกว่าโดรนพลีชีพจะมา ทำให้พวกเธอยิ่งหวาดระแวง ตั้งแต่คืนนั้นคนในหมู่บ้านต้องรีบกินข้าวเย็น เข้าบ้านแล้วปิดไฟให้มืดสนิทตั้งแต่หัวค่ำ

"เมื่อคืนวานเพิ่นประกาศว่า ให้เฮาปิดไฟเบิด (หมด) ทุกหลังคา เพราะว่าโดรนพลีชีพสิมา ตอนนี้เฮาก็เลยย่าน" ขณะที่สมจิตรเสริมว่าเธอก็ "ย่านแฮง คือย่านลูกปืน ลูกระเบิด ตกมาใส่ เป็นไปได้อยากให้มีบังเกอร์"

ทั้งสองคนเล่าว่า ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ในโซนพื้นที่สีแดง หมู่บ้านของพวกเธอไม่มีบังเกอร์ใด ๆ ไว้สำหรับหลบภัยในยามคับขัน แม้จะอยู่ห่างจากพื้นที่สีแดงมาไม่กี่กิโลเมตร พวกเธออยากให้มีทหารหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยสร้างหรือแนะนำวิธีการสร้างบังเกอร์ เพราะคนในชุมชนไม่มีความรู้ว่าจะสร้างอย่างไรให้ปลอดภัย

"เขาบ่เฮ็ดให้เฮาเลย แล้วเฮาก็บ่ฮู้ว่าเฮาสิเฮ็ดจังได๋" บุญลองกล่าว เธอบอกว่าสิ่งเดียวที่คนในชุมชนพอจะมี คือท่อระบายน้ำคอนกรีต 2 ท่อที่ถูกฝังอยู่ใต้ถนนในชุมชน โดยหลังการปะทะเมื่อเดือน ก.ค. ผู้นำชุมชนได้ชวนชาวบ้านไปช่วยกันถางหญ้ารอบ ๆ และทำความสะอาดท่อระบายน้ำไว้เผื่อต้องใช้หลบภัยในยามคับขัน

เธอยังให้คนในครอบครัวเก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็น รวมถึงจัดเตรียมเสบียงไว้เพื่อให้พร้อมหากต้องอพยพอย่างเร่งด่วน แต่ตัวเธอยืนยันว่าจะไม่ไปไหน

"คิดให้แต่น้องไปกับหลานกับแม่ เจ้าของ(ตัวเอง)นี่ว่าจังได๋ก็ได้อยู่ เพราะว่าของหลาย(มีมาก) ไปบ่ได้ วัวสิบ่ได้กินหญ้า" บุญลองกล่าว เธอบอกว่าเธอต้องอยู่ดูแลวัวที่เลี้ยงไว้กว่า 30 ตัว แต่หากจะต้องอพยพแล้วมีหน่วยงานเข้ามาดูแลวัวให้ เธอก็พร้อมไป

บุญลองเลี้ยงวัวเพื่อขายเนื้อ และเธอยังมีรถบรรทุกไว้รับจ้างขนมันสำปะหลังจากเกษตรกรที่จะนำไปขาย แต่รายได้ส่วนหลังของเธอหายไปหลังเกิดการปะทะรอบนี้ จากการที่เกษตรกรไม่สามารถนำผลผลิตในพื้นที่สีแดงออกไปขายได้ ส่วนสมจิตรมีแผงขายล็อตเตอรี่อยู่ที่ อ.น้ำยืน ซึ่งเมื่อถูกประกาศเป็นพื้นที่ที่ต้องอพยพ เธอก็ขาดรายได้จากการขายล็อตเตอรี่ไปเลย

"อยากให้ฟ่าวแล้ว ฟ่าวเฮ็ดให้มันแล้ว" บุญลองกล่าว เธออยากให้การสู้รบจบลงได้ในเร็ววัน และจบแบบเด็ดขาดแบบที่ไม่ต้องมีการสู้รบกันอีก ไม่ว่าผลจะออกมาในแง่ไหนก็ตาม

"มันลำบาก ลำบากผู้อยู่ ทำมาหากินบ่ได้" เธอสะท้อน