You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เข้าสู่วันที่ 5 สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชายังคงปะทะเดือด ด้านอนุทิน เผยทรัมป์ยังไม่ต่อสายมา
สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาย่างเข้าสู่วันที่ 5 แล้วในวันนี้ ขณะที่สถานการณ์โดยรวมในบางพื้นที่ยังคงรุนแรงหลายจุด ฝ่ายไทยยังคงพุ่งเป้าไปยังฐานที่มั่นทางทหาร รวมถึงอาคารกาสิโนที่ทางการไทยระบุว่า ถูกใช้เป็นที่ตั้งอาวุธของกัมพูชา
กองทัพไทยแถลงยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารที่ชายแดนกัมพูชาในวันนี้ยังคงใช้ยุทธวิธีโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตามสิทธิในการป้องกันตนเอง และได้สัดส่วน พร้อมคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
จนถึงตอนนี้ ทหารไทยเสียชีวิตแล้ว 9 นาย และบาดเจ็บอีกกว่า 120 นาย และวันนี้มีรายงานตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 6 นาย รวมกับยอดเมื่อวานนี้เป็น 22 นาย
ขณะที่พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เวลา 8.45 น. วันนี้ระบุตัวเลขความเสียหายจากวันที่ 10 ธ.ค. ว่ามีตัวเลขพลเรือนเสียชีวิต 10 ราย โดยหนึ่งในนี้เป็นทารก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นพลเรือนรวม 60 ราย
อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวอ้างได้อย่างอิสระ
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ระบุจะโทรศัพท์จะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาวันนี้ว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณแจ้งใด ๆ แต่เขาได้พูดคุยและได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียฟังแล้ว
ไทยยืนยันใช้ยุทธวิธีโจมตีก่อนเพื่อป้องกันตามสิทธิในการป้องกันตนเอง
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (10.00 น.) พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวในการแถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันนี้ (11 ธ.ค.) ว่า ฝ่ายไทยใช้ยุทธวิธีโจมตีก่อนเพื่อป้องกัน (Preemptive Strike) โดยกล่าวว่าเป็นการดำเนินการตามสิทธิในการป้องกันตนเอง (Right to Self-Defense) และยืนยันว่าการใช้สิทธิดังกล่าวครบเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ ภัยคุกคามต้องใกล้เกิดขึ้นทันที เป็นทางเลือกสุดท้าย ตอบโต้เท่าที่จำเป็น และโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร เช่น ฐานยิงจรวดหรือศูนย์บัญชาการ ซึ่งไทยระบุว่าปฏิบัติตามทุกข้อเพื่อสร้างความชอบธรรมในการป้องกันไม่ให้กำลังพลและประชาชนถูกโจมตี
ต่อมา พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกชี้แจงสถานการณ์การปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ชายแดน โดยระบุว่า กองกำลังสุรนารีในกองทัพภาคที่ 2 เผชิญการโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายกัมพูชาซึ่งใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และโดรนทิ้งระเบิดโจมตีหลายจุดแนวรบตั้งแต่ช่วงเช้า ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยอาวุธเล็งตรงและอาวุธวิถีโค้งเพื่อควบคุมพื้นที่สำคัญ โดยพื้นที่สำคัญมีจำนวน 5 จุด ได้แก่
- ช่องบก
- ช่องอานม้า
- ปราสาทตาควาย
- ภูมะเขือ
- ปราสาทตาเมือนธม
กองทัพบกกล่าวเน้นถึงพื้นที่ภูมะเขือและปราสาทตาเมือนธมที่ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาพยายาม "ยึดคืน"
"สำหรับในพื้นที่สำคัญทั้ง 4-5 พื้นที่ที่กล่าวมาแล้ว ฝ่ายไทยยังคงพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเข้าควบคุมที่หมายสำคัญต่าง ๆ นั้นให้ได้ ถึงแม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ตาม" พล.ต.วินธัย กล่าว
โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า เป้าหมายคือการต้านทานการโจมตีของทหารกัมพูชาและผลักดันฐานกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตย "เพื่อจะให้ออกไปจากพื้นที่"
สำหรับในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบโดยกองกำลังบูรพา มีสองจุดสำคัญคือบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านคลองแผง กองทัพบกระบุว่าที่บ้านหนองหญ้าแก้วพบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น และระเบิดแสวงเครื่องอีก 2 ชุด ซึ่งประกอบจากกระสุน RPG, ค.60, ปรส.82 และไดนาไมต์ เจ้าหน้าที่ได้เก็บกู้เรียบร้อยแล้ว
ด้าน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ แถลงว่ากองทัพเรือเปิดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่จ.ตราดตั้งแต่เช้ามืด จุดปฏิบัติการหลักคือบริเวณบ้านหนองรี หรือที่เรียกว่า "บ้าน 3 หลัง" ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกทำลายไปแล้ว
ในปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพเรือระบุว่าเป็นการใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง หลังพบ "การยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม" โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชากลับเข้ามาตั้งฐานใหม่ใน โดยมีการเสริมกำลัง ขุดคูเลต ทำบังเกอร์ และสะสมอาวุธหนัก หลังจากโจมตีก็ทำให้ฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามเสียหายราว 80% อาคารหลักและบังเกอร์ถูกทำลาย
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่า กองกำลังไทยยังไม่สามารถเข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามใช้ปืนใหญ่ตอบโต้
ขณะที่ พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่าภารกิจตลอดสองวันที่ผ่านมาได้รับการยืนยันว่าประสบความสำเร็จ โดยกล่าวว่าไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเป้าหมายได้ เพียงแต่ระบุว่ากองทัพอากาศมีเงื่อนไขในการปฏิบัติการทางอากาศว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายไทยหรือฝ่ายกัมพูชา
"(เงื่อนไขดังกล่าว)จึงนำไปสู่การตัดสินใจที่จะใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูงในการโจมตีเป้าหมาย เป็นการใช้ประโยชน์ของขีดความสามารถกำลังทางอากาศคือความแม่นยำครับ จะทำให้เกิด Collateral Damage หรือผลกระทบกับพลเรือนน้อยที่สุด" โฆษกกองทัพอากาศชี้
ในการแถลงครั้งนี้พล.ร.ต.สุรสันต์ยังระบุว่า การปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาเป็นไปตามหลักสากล โดยยึดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) เน้นโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหาร คุ้มครองพลเรือนและผู้บาดเจ็บ จำกัดความรุนแรง และรักษาหลักความได้สัดส่วนและความจำเป็นทางทหาร
- ปฏิบัติการโจมตีอาคารกาสิโน
ตลอดการแถลงข่าว เนื้อหาบางส่วนเน้นถึงปฏิบัติการการโจมตีอาคารกาสิโนในเขตกัมพูชา ปฏิบัติการนี้เห็นได้ชัดในการแถลงของกองทัพบกและกองทัพเรือ
สำหรับปฏิบัติการของกองทัพบกนั้น พล.ต.วินธัย ระบุว่าเกิดขึ้นในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนของกัมพูชาที่ตั้งอยู่ติดชายแดน เนื่องจากกองทัพบกของไทยระบุว่าอาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล และคลังอาวุธของฝ่ายกัมพูชา
"ปัจจุบันกองกำลังบูรพากำลังปฏิบัติการ ณ ที่หมาย โดยพบการโจมตีของทหารกัมพูชาที่ยังคงเข้าขัดขวางด้วยจรวด BM-21 แล้วก็อาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ แล้วก็ปืน ค. อย่างต่อเนื่อง" พล.ต.วินธัย อธิบาย
ขณะที่ปฏิบัติการของกองทัพเรือนั้นเกิดขึ้นที่พื้นที่บ้านท่าเส้น กองทัพเรือระบุว่า พบอาคารกาสิโน พบการติดตั้งสายอากาศกวนสัญญาณต่อต้านโดรน ทำให้กองทัพเรือตัดสินใจโจมตีด้วยโดรนเพื่อทำลายสายอากาศ
ตัวแทนจากกองทัพเรือกล่าวว่า "เราเลือกใช้วิธีที่จะทำความเสียหายอย่างจำกัด ไม่มีความเสียหายต่อตัวอาคาร แล้วก็อาจจะมีพลเรือนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามอาศัยอยู่ในอาคาร เพราะอาคารหลังนั้นก็เป็นอาคารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกาสิโน แล้วก็จากการข่าวก็คือว่าเป็นแหล่งกบดานของสแกมเมอร์อยู่ด้วย"
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่า ต่อมาในช่วงบ่ายพบว่าฝ่ายกัมพูชานำปืนใหญ่มาตั้งบริเวณกาสิโนดังกล่าว ทำให้ฝ่ายไทย "จำเป็น" ต้องตอบโต้เช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบความเสียหาย โดยกองทัพเรือยืนยันว่ากำลังพลยังปลอดภัย ไม่มีการสูญเสีย
นอกจากนี้ พล.ร.ต.สุรสันต์ ยังระบุว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) ผ่านการสร้างภาพปลอม เช่น ภาพโจมตีด้วยเครื่องบินใบพัด และภาพที่เป็นการกล่าวหาไทยโจมตีสถานที่ราชการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมแนะให้ประชาชนตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูล
โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงภาพการทิ้งระเบิดของเครื่องบินใบพัดโจมตีไปยังเป้าหมายกาสิโนซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านเครือข่ายออนไลน์ "ถ้าเผื่อดูในภาพการทิ้งระเบิด ขนาดของวัตถุระเบิด รวมไปถึงขนาดของเครื่องบินเนี่ย แทบจะขนาดเดียวกัน ซึ่งมันเป็นไปได้ (ยาก) ในเรื่องของการที่จะแบกรับ Payload (น้ำหนักบรรทุก) ลักษณะอย่างนั้น"
"รวมไปถึงภาพที่กล่าวหาว่าไทยนั้นโจมตีสถานที่ราชการ" เขากล่าวต่อ "ซึ่งสิ่งที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้เลยนะครับว่า ถ้าไทยโจมตีจริง เรื่องของอย่างสถานที่ราชการ ทำไมปลอกกระสุนถึงไปตกอยู่ด้านหน้าป้ายของสถานที่ราชการนั้น ๆ ซึ่งมันดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้
- ความสูญเสียฝ่ายทหารของไทย
กองบัญชาการกองทัพไทยโพสต์ข้อความเมื่อเวลา 10.20 น. ยืนยันนายทหารไทยเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. เป็นต้นมา จำนวน 9 นาย ในจำนวนนี้เสียชีวิตในวันที่ 10 ธ.ค. 68 จำนวน 3 นาย ได้แก่
- พลทหารชาญชัย ผดุงโชค
- พลทหาร ธนรัตน์ จันทร์ประทัด
- พลทหารธนกร สิงหาชาติ
ในการแถลงช่วงเช้า โฆษกเหล่าทัพฯ ระบุว่ามีกำลังพลบาดเจ็บประมาณ 120 นาย
ส่วน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกตำรวจระบุระหว่างการแถลงในช่วงเช้าว่า มีตำรวจตระเวนชายแดนได้รับบาดเจ็บ 6 นายจากการปฏิบัติร่วมกับทหารแนวหน้า โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งดูแลสิทธิ สวัสดิการ และการรักษาพยาบาล พร้อมสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ชายแดนเตรียมกำลังเต็มที่และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
ต่อในการแถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเปิดในช่วง 16.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์เผยข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค. ว่า ปัจจุบันมีศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนทั้งหมด 934 แห่ง มีประชาชนเข้ามาพักอาศัยในศูนย์พักพิงทั้งหมด 258,617 คน โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ 19 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 180 แห่ง
"ที่ผ่านมา มีประชาชนไทยเสียชีวิตมาแล้ว 4 ราย จากสาเหตุของโรคประจำตัว บางท่านอาจจะช็อกจากเหตุการณ์หรือผลข้างเคียงจากเหตุการณ์ปะทะกัน(ระหว่างไทยและกัมพูชา)ที่ผ่านมา" โฆษกกระทรวงกลาโหม อธิบาย
ชี้แจงเหตุที่ต้องประกาศ "เคอร์ฟิว" 4 อำเภอชายแดนใน จ.สระแก้ว
หลังจากวานนี้ (10 ธ.ค.) กองกำลังบูรพา ได้ใช้กฎอัยการศึกออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว ได้แก่ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ อ.คลองหาด ตั้งแต่เวลา 19.00 - 05.00 น. ในเช้าวันนี้ (11 ธ.ค.) พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงเหตุผลประกาศ "เคอร์ฟิว" 4 อำเภอชายแดนใน จ.สระแก้ว ดังกล่าวมาจากฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง เครื่องยิงลูกระเบิดต่าง ๆ ผลกระทบไม่ใช้เกิดขึ้นเฉพาะหน่วยทหารที่ปฏิบัติการผลักดันการรุกล้ำอธิปไตยในสามพื้นที่เท่านั้น แต่เกิดผลกระทบกับชาวบ้านในหลายพื้นที่อย่างมาก
"แม้ว่าจะมีการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว แต่ก็ได้รับรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนและสาธารณูปโภคจำนวนมาก จึงได้มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในเวลา 1 ทุ่มถึงตี 5 ใน 4 อำเภอชายแดนใน จ.สระแก้ว วัตถุประสงค์คือ ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ จากที่เราเห็นแล้วว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้การโจมตีเข้ามาในยามวิกาลสองคืนติด การประกาศเคอร์ฟิวจะช่วยให้ประชาชนปลอดภัย" พ.อ.ริชฌา กล่าว
ขณะเดียวกันกองทัพภาคที่ 1 ยังรายงานว่าชาวกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่ตลาดโรงเกลือเริ่มทยอยเดินทางกลับประเทศ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยผ่านการตรวจสอบเอกสารก่อนเดินทาง โดยมียอดรวมราว 800 คน
ด้านผลกระทบจากการสู้รบต่อประชาชน กองทัพบกแถลงว่าพบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ โสกขามป้อม ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด ทำให้บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้กองทัพบกยังรายงานว่าพบปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา โดยยังไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเช่นกัน
กัมพูชาประณามไทยต่อเนื่อง โดยกล่าวหาว่า "ก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศ"
รัฐบาลกัมพูชา นำโดยพล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงข่าววันนี้ (11 ธ.ค. 68) เวลา 8.45 น. ระบุตัวเลขความเสียหายจากวันที่ 10 ธ.ค. ว่ามีพลเรือน เสียชีวิต 10 ราย โดยหนึ่งในนี้เป็นทารก เพิ่มขึ้น 1 รายจากการรายงานเมื่อวานนี้ (10 ธ.ค.) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นพลเรือนรวม 60 ราย
ในการแถลงครั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายังระบุรายละเอียดการโจมตีของฝ่ายไทยเพิ่มเติมจากการแถลงวานนี้ โดยรายงานสถานการณ์เพิ่มเติมในพื้นที่ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ระบุว่าเริ่มยิงปืนใหญ่ใส่กู่พระโกนาเวลา 04.40 น. ก่อนจะเล็งเป้าพื้นที่เขตทมอดาและส่งรถถังเข้าพื้นที่ดังกล่าวเวลา 05.00 น. ก่อนยิงต่อเนื่องที่พื้นที่เขตตาเส็มและพื้นที่เขตโอร์เสม็ด ใน จ.อุดรมีชัย และปิดท้ายด้วยการโจมตีปราสาทตาควายเวลา 06.35 น.
ทั้งนี้ การแถลงดังกล่าวกล่าวเน้นย้ำคำอ้างที่ว่ากองกำลังของไทยโจมตีโบราณสถานสำคัญของกัมพูชา ได้แก่ ปราสาทพระวิหาร และปราสาทตาควาย รวมถึงโรงเรียนและกาสิโนใน จ.บันเตียเมียนเจย และ จ.โพธิสัตว์
โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวย้ำว่า สถานที่ทางประวัติศาสตร์ทั้งสองแห่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมรดกโลกอีกด้วย
"การกระทำที่มุ่งร้ายนี้สะท้อนถึงความไร้ศีลธรรมและปราศจากการคำนึงถึงวัฒนธรรม อารยธรรมและมรดกอันศักดิ์สิทธิ์แต่โบราณที่มนุษยชาติมีร่วมกัน" พล.ท.หญิง มาลี กล่าวโดยระบุว่ารัฐบาลกัมพูชายืนยันว่าฝ่ายตนปฏิบัติการเพื่อป้องกันตนเองโดยมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และเรียกร้องให้ไทยหยุดการโจมตี ถอนกำลังออกจากดินแดนกัมพูชา และกลับมาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมขอให้ประชาคมโลกประณามการกระทำของไทย
พล.ท.หญิง มาลีกล่าวต่อไปว่าว่ากองทัพไทยกระทำการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหลายครั้ง รวมถึงการใช้เครื่องบินรบ F-16 โจมตีพื้นที่พลเรือน การใช้แก๊สพิษ รวมถึงการยิงอาวุธหนักโดยไม่เลือกเป้าหมาย ซึ่งทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ โดยกองทัพไทยไม่เพียงแต่ไม่รับผิดชอบต่อการกระทำที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม แต่กลับกล่าวหากัมพูชาโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างข้ออ้างในการรุกรานอธิปไตยและโจมตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ของกัมพูชา
ทั้งนี้ กองทัพบกของไทยปฏิเสธต่อข้อกล่าวหาที่ระบุว่า ไทยได้มีการยิงแก๊สพิษหรือควันพิษใส่ฝ่ายกัมพูชา โดยชี้ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริง
"อนุทิน" เผย "โดนัลด์ ทรัมป์" ยังไม่ได้โทรคุยสงบศึก
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (11 ธ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ระบุจะโทรศัพท์จะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาวันนี้ว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณแจ้ง แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา
นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวานนี้ (10 ธ.ค.) ถ้านายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรมาหาตน ก็จะอธิบายและชี้แจงให้ทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา และเชื่อว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืนคือไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย
เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขอะไรที่ไทยวางไว้สำหรับการกลับไปสู่โต๊ะเจรจา นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เขาได้พูดคุยและได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียฟังแล้ว
กัมพูชา ส่งหนังสือพร้อมข้อเรียกร้อง 5 ประการต่อ UNSC
วันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายเจีย แก้ว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติยังได้ยื่นหนังสือถึงนายซามูเอล ซบอร์การ์ ผู้แทนถาวรสโลวีเนียและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UNSC) โดยกล่าวหาว่า ไทยจงใจโจมตีพื้นที่พลเรือนซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง พร้อมย้ำว่ากัมพูชายังคงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและข้อตกลงหยุดยิง แม้จะใช้ความอดกลั้น 24 ชั่วโมง แต่ยังสงวนสิทธิในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51
นอกจากนี้ยังระบุว่าการกระทำของไทยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ รวมถึงการใช้แผนที่ฝ่ายเดียวที่ขัดต่ออนุสัญญาและคำตัดสินศาลโลก กัมพูชาจึงเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติดำเนินการทันทีเพื่อหยุดการโจมตีและรักษาระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ
ในที่นี้ กัมพูชาได้เสนอข้อเรียกร้อง 5 ประการต่อคณะมนตรีความมั่นคง ดังนี้
- ให้ประณามไทยอย่างไม่มีเงื่อนไขจากการที่รุกรานกัมพูชาด้วยอาวุธโดยไม่ได้มีเหตุยั่วยุ
- ให้กองทัพไทยยุติการโจมตีทั้งหมดทันที ซึ่งรวมถึงการระดมยิงปืนใหญ่และการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่
- ให้กองทัพไทยยุติการรุกรานด้วยอาวุธที่ผิดกฎหมายและหยุดความพยายามที่จะรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชาโดยใช้แผนที่ที่วาดขึ้นฝ่ายเดียว
- ให้ไทยยุติการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการโจมตีพื้นที่พลเรือน
- ให้มีการจัดส่งคณะผู้ค้นหาข้อเท็จจริงอิสระของสหประชาชาติเพื่อตรวจสอบการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของไทยในพื้นที่
ทั้งนี้ ผู้แทนถาวรกัมพูชาได้ขอให้ประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ ดำเนินการเผยแพร่จดหมายฉบับนี้ไปยังสมาชิกในฐานะเอกสารอย่างเป็นทางการ
ด้านทางการไทยมีการส่งหนังสือในลักษณะเดียวกันนี้ต่อประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับหนังสือจากทางการกัมพูชา หนังสือจากทางการไทยระบุชนวนเหตุ ณ เวลา 14.15 น. ของวันที่ 7 ธ.ค. โดยขณะที่กัมพูชาอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน หนังสือของไทยระบุว่าในเวลาดังกล่าวทหารกัมพูชาได้เปิดยิงใส่ทหารไทยซึ่งปฏิบัติภารกิจปรับปรุงเส้นทางภายในดินแดนของไทยในพื้นที่ภูผาเหล็ก – พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในเวลาดังกล่าว
หนังสือระบุต่อมาว่า "วันที่ 8 ธ.ค. เวลา 05.05 น. ทหารกัมพูชาได้เริ่มโจมตีฐานทหารไทยโดยปราศจากการยั่วยุใด ๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ตามด้วยการโจมตีในวงกว้างอย่างไม่เลือกเป้าหมายตลอดหลายพื้นที่ภายในดินแดนของไทยใน จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี"
นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติระบุว่า การโจมตีของกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อ 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และย้ำว่าการตอบโต้ของไทยเป็นไปตามข้อ 51 ของกฎบัตรฯ โดยใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน พร้อมพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน
ตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าวยังระบุว่ากัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยอ้างว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน พร้อมย้ำว่ากัมพูชาเป็นผู้ละเมิดพันธกรณีตามถ้อยแถลงร่วมที่ลงนามเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา และการประชุมคณะกรรมการชายแดน
"เป็นที่น่าเสียใจว่า ในทันทีภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ข้างต้น ทางการของกัมพูชาได้ตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ โดยกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อน... ไทยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้มูลความจริงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในประชาคมระหว่างประเทศ"
หนังสือทางการไทยกล่าวต่อไปอีกว่า "การโจมตีทางอาวุธล่าสุดของกัมพูชาสะท้อนรูปแบบความเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและทวีความรุนแรงขึ้น รูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาหลังจากการกระทำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าและเป็นการยั่วยุของกัมพูชา ซึ่งรวมถึงการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ใหม่ของกัมพูชาอย่างผิดกฎหมายในดินแดนของไทยหลายครั้ง ทำให้ทหารไทยพิการถาวรรวม 7 นาย โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. และต่อมา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ทหารกัมพูชาจงใจเปิดยิงใส่ทหารไทยในดินแดนอธิปไตยของไทย"
ไทยประณามการที่กัมพูชาโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เลือกเป้าหมาย พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบและยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ รวมถึงขอให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันกัมพูชาเพื่อฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน
นอกจากนี้ ทางการไทยยังส่งหนังสือใจความเดียวกันอีกฉบับไปยังเลขาธิการสหปรชาชาติในวันเดียวกัน และขอให้มีการเวียนหนังสือในฐานะเอกสารของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 80 ภายใต้ระเบียบวาระที่ 31 อีกด้วย
ยูเนสโกแถลงการณ์ห่วงใยโบราณสถานในพื้นที่พิพาท
องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อความตึงเครียดที่กลับมาระหว่างกัมพูชาและไทย โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก พร้อมเรียกร้องให้มีการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมในทุกมิติอย่างเร่งด่วน พร้อมส่งข้อความย้ำเตือนทุกฝ่ายถึงพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญากรุงเฮกปี 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีเกิดความขัดแย้ง และอนุสัญญาปี 1972 ว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ
นอกจากนี้ องค์การยูเนสโกยังระบุว่าจะติดตามสถานการณ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งพิกัดทางภูมิศาสตร์ของแหล่งมรดกโลกและสถานที่สำคัญระดับชาติให้ทุกฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
"องค์การพร้อมให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม และดำเนินมาตรการป้องกันทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย" แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ดังกล่าวเผยแพร่หลังวานนี้ (10 ธ.ค.) กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะของกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยว่าโจมตีทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงปราสาทตาควายซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศ เช่น ยูเนสโกและอาเซียน กดดันไทย พร้อมยืนยันจะใช้ทุกช่องทางทางกฎหมายเพื่อให้ไทย "รับผิดชอบ" ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะที่กองทัพบกของไทยยืนยันว่าการตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระบุว่ากัมพูชาตั้งใจใช้พื้นที่โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ทำให้พื้นที่ดังกล่าวสูญเสียความคุ้มครองตามอนุสัญญากรุงเฮก ปี 1954 และไทยตอบโต้ตามความจำเป็นเพื่อป้องกันภัยคุกคาม
"เมื่อฝ่ายกัมพูชาตั้งใจใช้อาณาบริเวณโบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร... จึงควรเป็นฝ่ายกัมพูชาเองที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายมนุษยธรรม และทำผิดกติกาสากลเอง รวมถึงเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม ฝ่ายไทยจึงมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปกป้องภัยคุกคามเหล่านั้นได้ตามความเหมาะสมและได้สัดส่วน ตามหลักกติกาสากล"
กองทัพของไทยยังแสดงภาพถ่าย 9 ภาพ แสดงภาพปั้นจั่นและฐานปฏิบัติการซึ่งทางการไทยระบุว่าเป็น "เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ รวมทั้งระบบแอนตี้โดรน" ที่กองกำลังฝ่ายกัมพูชาติดตั้งไว้บริเวณปราสาทพระวิหาร
ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันนี้ (11 ธ.ค.) กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชายังคงเดินหน้าแถลงการณ์ประณามกองทัพไทยโดยระบุว่าทำลายปราสาทตาควาย โดยระบุว่าในวันที่ 10 ธ.ค. ลักษณะและโครงสร้างของปราสาทดังกล่าวได้ถูกทำลายจนหมดสิ้น แม้กระทรวงจะเคยเรียกร้องให้หยุดการโจมตีแล้วก็ตาม
สมเด็จพระสันตะปาปาสวดภาวนาให้มีการหยุดยิง
สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงทันที จากการรายงานของสำนักข่าววาติกันนิวส์
สมเด็จพระสันตะปาปากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ระหว่างช่วงเวลาการเข้าเฝ้าแบบทั่วไปประจำวันของวันที่ 10 ธ.ค. 68 โดยกล่าวว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างยิ่งต่อข่าวความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอีกครั้งตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา มีผู้เสียชีวิต รวมถึงพลเรือน และประชาชนหลายพันคนต้องละทิ้งบ้านเรือน ข้าพเจ้าขอร่วมภาวนาเพื่อประชาชนที่รักเหล่านี้"
สำนักข่าววาติกันยังรายงานต่อไปว่าสมเด็จพระสันตะปาปายังกล่าวในตอนท้ายของช่วงเข้าเฝ้าฯ ว่าทรงร้องขอให้ทุกฝ่ายหยุดยิงและหวนคืนสู่การเจรจา