วิเคราะห์: ก้าวไกล “ตายสิบเกิดแสน” จริงไหม หลังยุบพรรคสีส้มภาค 2

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

พรรคก้าวไกล (ก.ก.) คือพรรคการเมืองที่ 3 ในสารบบการเมืองไทย ที่ชนะการเลือกตั้ง ก่อนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรค ก.ก. โดยระบุเหตุผลไว้ตอนหนึ่งว่าพฤติการณ์ของพรรค ก.ก. ที่เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อหวังคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง มุ่งหมายให้สถาบันฯ อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน “ผู้ถูกร้อง (พรรค ก.ก.) มีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือทําให้อ่อนแอลง อันนําไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด การกระทําของผู้ถูกร้องจึงเข้าลักษณะการกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ในระหว่างเปิดแถลงข่าวที่พรรค ก.ก. ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค ระบุว่า สิ่งที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศางรัฐธรรมนูญ และสำคัญกว่าการดำรงอยู่ของพรรค ก.ก. และ กก.บห. คือ หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“คำวินิจฉัยในวันนี้ ส่งผลอย่างสำคัญเป็นการวางบรรทัดฐานในการตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่อันตราย สุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อหลักการสำคัญและคุณค่าพื้นฐานที่ควรจะเป็นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของพวกเราในอนาคต” ชัยธวัช กล่าว

“มีนัยที่อันตรายอยู่จากคำวินิจฉัย และสุ่มเสี่ยงทำให้ระบอบนี้ของเราสูญเสียสมดุลระหว่างคุณค่าหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย และการดำรงอยู่ของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ” ชัยธวัช กล่าว

ด้าน ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบคำถามบีบีซีไทยว่าทำไมเมืองไทยถึงยุบพรรคกันง่ายเหลือเกินว่า “พรรคถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบ”

ก่อนวันพิพากษาชะตากรรมของพรรคสีส้ม 7 ส.ค. อาจารย์สิริพรรณ “ไม่กล้าฟันธง” เพราะคิดว่ายังมีโอกาสรอด 50-50 ไม่ว่าพิจารณาจากเหตุผลทางกฎหมายหรือมิติทางการเมือง แต่สุดท้ายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาแบบ “ไม่พลิกความคาดหมาย” ของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม

ในทัศนะของ ศ.ดร.สิริพรรณ การยุบพรรคยังเป็น “เครื่องมือ” ของชนชั้นนำในการลดทอนพลังของพรรคการเมืองที่ “มีประสิทธิภาพ-ทรงพลัง-ใช้ได้ผลจริง” เปรียบเสมือน “การลอกกาวของความเหนียวแน่นภายในพรรค” เพราะทุกครั้งที่พรรคถูกยุบ จะมีแกนนำพรรคบางส่วนถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้ในที่สุดบางคนจะกลับมาได้ แต่บางกลุ่มก็กระเซ็นกระสายออกไปและยากจะดึงกลับมา

เธอจึงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า “ยุบไปก็เท่านั้น” “ยุบใหม่โตกว่าเดิม” “ตายสิบเกิดแสน”

พรรค ก.ก. ซึ่งชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดด้วยคะแนนมหาชน 14 ล้านเสียง ถือเป็น “พรรคทายาท” ของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเมื่อปี 2563 และตัดสิทธิ กก.บห. เป็นเวลา 10 ปี จากกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ปล่อยเงินกู้ 191 ล้านบาทให้แก่พรรคตัวเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ต่างในเหมือน บริบทยุบ 3 พรรคทักษิณ-2 พรรคธนาธร

หากย้อนประวัติศาสตร์การยุบพรรคที่ถูกมองว่ามีศักยภาพในการ “ท้าทาย-ต่อกร” กับชนชั้นนำเก่า ประกอบด้วย 3 “พรรคทักษิณ” กับ 2 “พรรคธนาธร” ศ.ดร.สิริพรรณ ชี้ให้เห็นความเหมือน-ความต่าง

  • พรรคไทยรักไทย (ทรท.) พยายามจัดระเบียบอำนาจทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยการเขย่าความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ ซึ่งรวมถึงชนชั้นนำ กลุ่มทุน ทหาร ระบบราชการ และประชาชน “การแตะกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายราชสำนัก ทำให้ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่ถูกเขย่าไปกระทบชิ่งและดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามา”
  • พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) พยายามสร้างสัมพันธ์กับอำนาจเดิม ด้วยการ “ทำให้ลงมาเป็นผู้เล่นทางการเมือง”
  • พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พยายามตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจ ระหว่างประชาชน พรรคการเมือง ทหาร ชนชั้นนำ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว

“สิ่งที่เหมือนกันโดยภาพรวมคือไปกระทบการจัดระเบียบอำนาจในสังคม แต่กรณีก้าวไกลมันไปไกลกว่า ไทยรักไทยแค่เขย่าแล้วปล่อยให้มันจัดของมันเอง แต่ก้าวไกลตั้งคำถามและพยายามแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในแง่ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ความน่ากังวลสำหรับคนที่จะถูกจัดระเบียบคือไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาแบบไหน ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ใหม่จะออกมาในลักษณะไหน” ศาสตราจารย์แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา (2544-2566) เป็นที่ประจักษ์ว่าพรรคการเมืองของฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ว่าตั้งขึ้นมาภายใต้กลไกใดก็ตาม ล้วนไม่ประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้ง ตรงกันข้ามชัยชนะของพรรค ทรท. และพรรค ก.ก. ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากมวลชนกว่า 10 ล้านเสียง น่าจะทำให้ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมเกิดความหวาดวิตกมิน้อย ทว่าต้นเหตุแห่งความกลัวที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมีต่อ 2 ค่ายการเมืองนั้นแตกต่างกัน

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพรรคการเมืองและระบบเลือกตั้ง ระบุว่า ในยุคไทยรักไทยเป็นความกลัวจากความสำเร็จเชิงนโยบายของและการบริหารราชการแผ่นดิน “จึงต้องยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือเอาคุณสมัคร (สุนทรเวช นายกฯ คนที่ 25 และหัวหน้าพรรค พปช.) หรือคุณยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร นายกฯ คนที่ 26) ออกจากตำแหน่งในระหว่างที่นั่งบริหารประเทศอยู่ และหาทางไม่ให้บริหารประเทศได้”

แต่กรณี อนาคตใหม่-ก้าวไกล ยังไม่เคยบริหารประเทศ เป็น “ความกลัวในจินตนาการ” และเป็น “ความกลัวที่ลึกลับ ลึกซึ้ง และหลอนกว่า” ปรากฏในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เพราะมันสามารถกระจายตัวในเชิงอุดมการณ์ได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็วาบไหวมากกว่า

“วิธีการของฝ่ายอนุรักษนิยมจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม กรณีคุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค อนค.) คือไม่ให้แม้แต่จะเข้าไปเป็นผู้นำในสภาได้ เช่นเดียวกับกรณีคุณพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก.)” ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

เครื่องมือ “เผด็จการขี้เขิน” ยุบพรรคคู่แข่ง-ยืมมือพรรคฉากหน้า

แม้พรรคการเมืองเหล่านี้จะ “แพ้คาศาล” ในคดียุบพรรค แต่ก็หวนกลับมา “กำชัยชนะในสนามเลือกตั้ง” ได้หลังจากนั้น คำถามที่เกิดขึ้นคือ การยุบพรรคเป็นเครื่องมือเดียว-เครื่องมือดีที่สุดที่ชนชั้นนำเก่ามีในมือหรือ?

“ใช่ เพราะพวกเขาไม่สามารถสร้างเครื่องมืออื่นที่มาแข่งขันในการเลือกตั้งได้” นักรัฐศาสตร์หญิงแห่งรั้วจามจุรีบอก

เมื่อมองย้อนกลับไป ศ.ดร.สิริพรรณ พบว่า เผด็จการไทยหลายช่วงเป็นอำนาจที่ “ขี้เขิน” และ “ยังมียางอาย” จึงไม่ได้ใช้อำนาจเผด็จการแบบประธานาธิบดี ฮูโก ซาเวซ และ นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ที่ครองอำนาจยาวนานและใช้ทุกองคาพยพเพื่อรักษาอำนาจของตนและพวกพ้อง หรืออยู่กันไปยาว ๆ แบบกัมพูชา หรือรัฐบาลทหารเมียนมา แต่ของไทยทุกครั้งที่มีรัฐประหาร สักพักจะปล่อยให้มีการเลือกตั้ง เพราะชนชั้นนำไทยมองว่าพื้นที่เลือกตั้งยังจำเป็นต่อความชอบธรรมของพวกเขาอยู่ พวกเขามีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูง จะทำแบบกัมพูชา เมียนมา เวเนซุเอลาไม่ได้ เพราะจะทำให้สูญเสียเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล

“แต่ในเมื่อไม่สามารถชนะได้ในพื้นที่เลือกตั้ง จึงต้องกำจัดคู่แข่งทางทางการเมือง แล้วหา proxy party (พรรคหน้าฉาก) ขึ้นมาต่อสู้แทน ซึ่งในสมัยไทยรักไทยมีความพยายามจะใช้ประชาธิปัตย์ แต่มันล้มเหลว มาตอนนี้ก็ใช้เพื่อไทยหรือภูมิใจไทยมาต่อกรกับก้าวไกล” ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

จาก ดีลมหาประลัย ถึง ดีลลับ

กับข้อวิเคราะห์ที่ว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกโค่นอำนาจด้วยรัฐประหาร 2549 และต้องพเนจรอยู่ต่างแดน 17 ปี มีโอกาสกลับบ้านบ้านเกิดเมื่อ 22 ส.ค. 2566 เพราะชนชั้นนำเก่าหวาดกลัวพลังการเมืองใหม่แบบก้าวไกล ทว่าก่อน 7 ส.ค. 2567 กลับมีนักวิเคราะห์บางส่วนอ้างว่าหากพรรค ก.ก. จะรอดพ้นจากคดียุบพรรค ก็เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการใช้พรรคสีส้มคาน-ถ่วงอำนาจ ทักษิณ ซึ่งออกมารุกหนักทางการเมือง

“เคยได้ยินเหมือนกัน” ศ.ดร.สิริพรรณ บอก แต่ส่วนตัวเธอคิดว่า ไม่ว่า ทักษิณ จะได้กลับบ้านหรือไม่ภายหลังการเลือกตั้ง 2566 อย่างไรเสียเพื่อไทยต้องได้เป็นรัฐบาล ไม่ใช่ก้าวไกล เพราะไม่มีตัวเลือกอื่น ไม่มีพรรคการเมืองใดมีเสียงมากพอที่จะกุมสภาพในสภาผู้แทนราษฎรได้

“คุณทักษิณฉวยจังหวะนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจการต่อรอง เป็นส่วนหนึ่งของดีล แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณทักษิณต่อรองไม่สำเร็จ ไม่ได้กลับบ้าน แล้วพรรคเพื่อไทยจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะเพื่อไทยถูกเลือกแล้วให้จับมือกับขั้วเก่าทางการเมือง”

อย่างไรก็ตามก็ไม่มีใครรู้ว่าเนื้อหาของ “ดีลลับ” เป็นอย่างไร นอกจากคนในดีล

เช่นเดียวกับคำถามที่ยังไม่ถูกบันทึกคำตอบแน่ชัดว่า ทักษิณ ได้เคลียร์ปรากฏการณ์ “แผ่นดินไหวทางการเมือง” เมื่อ 8 ก.พ. 2562 หรือไม่และอย่างไร ภายหลังพรรค ทษช. เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรค จนนำไปสู่คำสั่งยุบพรรคเลือกตั้ง 2562 และทำให้ยุทธศาสตร์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” ของพรรคทักษิณต้องพังลงไม่เป็นท่า โดยพรรค พท. ตกที่นั่งฝ่ายค้านแม้ชนะการเลือกตั้งก็ตาม

ในเวลานั้น ทุกฝ่ายชี้ว่า ทักษิณ คือผู้อยู่เบื้องหลัง “ดีลมหาประลัย” จึงน่าสงสัยว่าแล้วอดีตนายกฯ รายนี้เป็นที่ไว้วางใจของเครือข่ายราชสำนักได้อย่างไร ถึงสามารถกลับบ้านเกิด-กลับมาแสดงบารมีทางการเมืองได้อีกครั้ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์สิริพรรณวิเคราะห์ว่า ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของดีล แต่ไม่ได้หมายความว่า ทักษิณ เป็นที่ไว้วางใจทั้งหมดแล้ว กลุ่มอนุรักษนิยมเดิมที่เคยเกลียด ทักษิณ อย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น ไม่ได้แปลว่าพอกลับมาแล้ว ภาพในอดีตที่เคยมีจะถูกลบไปจากความทรงจำ และขณะนี้ชนชั้นนำไทยก็กระจัดกระจายพอสมควร พออดีตนายกฯ กลับมาก็ยังเจอคดีมาตรา 112 และเป็นสิ่งที่ ทักษิณ ต้องสู้ด้วยตัวเอง

“ถ้ามองว่าดีลสำเร็จ กลับมาต้องเคลียร์หมดแล้ว แต่นี่ไม่ใช่ ส่วนตัวยังยืนยันในจุดเดิมคือดีลนี้ดีลเพื่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ส่วนกรณีคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ หรือกรณีอื่น ๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาก็ต้องค่อย ๆ ว่ากันไป คือเขาไม่ได้ให้ไฟเขียวไปทุกเรื่อง” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์กล่าว

แม้ ศ.ดร.สิริพรรณ เชื่อว่า ชนชั้นนำไทยใช้กลยุทธ์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” แยก เพื่อไทย-ก้าวไกล ออกจากกัน แต่เธอไม่ได้คิดไปถึงขั้นว่าพรรค ก.ก. จะรอดจากคดียุบพรรคเพื่อไว้สร้างสมดุลทางอำนาจกับพรรค พท. เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าชนชั้นนำยังมี “หมัดหนัก” อื่น ๆ ที่จะใช้จัดการทั้ง ทักษิณ พิธา และก้าวไกลได้

“เขาสามารถเล่นเกมลดยางอายลงมาได้เสมอ จึงไม่ได้คิดว่าถ้าจะไม่ยุบก้าวไกล เพราะไว้บาลานซ์กับคุณทักษิณ แต่ถ้าจะไม่ยุบตอนนี้ ก็เพื่อเก็บไว้ยุบใกล้ ๆ เลือกตั้งเพื่อให้ก้าวไกลตั้งตัวไม่ติดมากกว่า” เธอให้ความเห็น

ผู้นำเงาในการเมืองหลังม่าน

ผลเสียที่จะเกิดขึ้นทันทีจากคำสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง กก.บห. คือ ทำให้การเมืองไทยย้อนยุคกลับไปสู่จุดที่มองไม่เห็น เพราะคนหน้าฉากไม่ใช่ตัวจริง คนบงการจริงนั่งบัญชาการอยู่หลังม่าน

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์บอกว่า นอกจากพรรค พท. จะเป็น proxy party ของชนชั้นนำแล้ว เราจะมีการเมืองที่เป็น proxy leadership หรือผู้นำเงา เพิ่มขึ้น สังคมจะเห็นคนอย่าง ทักษิณ ชินวัตร, เนวิน ชิดชอบ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรค ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้คนทั่วไปไม่อาจเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของชนชั้นนำได้ เพราะมันอยู่หลังฉากไปหมด จึงมีแนวโน้มจะตัดสินสินบนความกลัว ความวิตกกังวล และบนฐานวิเคราะห์ของ “นักวิแคะทางการเมือง” ซึ่งค่อนข้างสร้างความหวาดกลัว เนื่องจากวาระของตัวเองที่อยู่บนการเลือกข้าง ผลประโยชน์ส่วนตน และอคติ

“ถ้ามองการเมืองต่อจากนี้มันก็จะไร้เสถียรภาพ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในสถาบันทางการเมืองได้”

“ต่อจากนี้ ที่เห็นไม่ใช่ ที่ใช่ไม่เห็น หรือต่อให้ที่เห็นใช่ แต่คนอาจจะไม่เชื่อหรือเลือกที่จะไม่เชื่อ”

เพดานทางอุดมการณ์

ชนวนเหตุในการถูกทุบพรรคสีส้มระลอก 2 เป็นผลจากการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (เฉพาะมาตรา 112) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และใช้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง 2566 ในยุคหลังการลาถนนของผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “ราษฎร 2564”

ต่อมาถูก สว. และ สส. บางส่วน ได้ใช้นโยบายแก้ไขมาตรา 112 เป็นข้ออ้างในการสกัดกั้นไม่ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคอันดับ 1 ของสภาล่าง ขึ้นแท่นนายกฯ คนที่ 30 ก่อนที่พรรค พท. จะพลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “ผสมพันธุ์ข้ามขั้ว 2566” ได้สำเร็จ

ศ.ดร.สิริพรรณ ย้ำว่า มาตรา 112 เป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่จะเล่นงานก้าวไกลได้ เพราะเป็นภาพสะท้อนความพยายามของพรรค ก.ก. ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่

“สิ่งที่ชนชั้นนำกลัวคือการลดสถานภาพของสถาบันฯ ที่จะไม่ได้ทรงอยู่แบบแตะต้องไม่ได้เหมือนเดิม เขามองไม่ออกว่าถ้าเปลี่ยนสถานภาพนี้ ความสัมพันธ์จะออกมาหน้าตาแบบไหน”

คำแถลงปิดคดียุบพรรคที่ก้าวไกลยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระบุตอนหนึ่งว่า พรรคเล็งเห็นความจำเป็นที่จะเสนอปรับปรุงแก้ไขมาตรา 112 ด้วย “มีเจตนาที่จะฟื้นฟูสายสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างสมดุลใหม่ที่ได้สัดส่วนระหว่างการคุ้มครองพระเกียรติยศแห่งองค์พระประมุข กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาดุลยภาพ และความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของไทย”

ทว่าเมื่อการหาเสียงให้แก้มาตรา 112 และการกระทำต่อเนื่องของชาวก้าวไกลกลายเป็น “สิ่งต้องห้าม” เพราะเข้าข่าย “ล้มล้างการปกครอง” จึงน่าสนใจว่าพรรคที่มีอุดมการณ์การเมืองแบบ อนาคตใหม่-ก้าวไกล ยังจะมีที่ทางหรือไม่ในการเมืองไทยหลัง 7 ส.ค.

“มีแน่นอน และจำเป็นจะต้องมีด้วย” คือคำตอบจาก ศ.ดร.สิริพรรณ ก่อนขยายความว่า ผลงานของพรรค ก.ก. ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย ทั้งบรรยากาศการทำงานในสภา คณะกรรมาธิการ การอภิปราย การจุดประเด็น โดยเฉพาะบทบาทในการตรวจสอบที่ชัดเจนเข้มข้นมาก ทำให้ดึงมวลชนมาใกล้กับพรรคการเมืองมากขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคสีส้มประสบความสำเร็จเพราะชูจุดขาย-จุดแข็งในเชิงอุดมการณ์ แต่อุดมการณ์ก็ทำให้พรรค “ชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ปกครอง” และทำให้พรรค “ล่มสลาย (ทางโครงสร้าง)” เป็นครั้งที่ 2

หากพลพรรคสีส้มรุ่น 3 ต้องการมุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องลดเพดานทางอุดมการณ์-ต้องปรับโทนการนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่

จากการสังเกตการณ์ของอาจารย์สิริพรรณ พบว่า พรรค ก.ก. ปรับโทนแล้วหลังจากคำวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครองฯ เมื่อ 31 ม.ค. โดยถอดเนื้อหาทุกอย่างออกจากเว็บไซต์ของพรรค และแทบไม่มีใครพูดถึงมาตรา 112 อีก ยกเว้นกรณีนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่ให้รวมคดี 112 ด้วย แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจมีคนตั้งคำถาม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เลือกพรรค ก.ก. ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็เพราะมาตรา 112 ดังนั้นก็อยู่ที่ว่าการปรับโทนจะมีท่าทีท่วงทำนองอย่างไรที่ทำให้ไม่เสียฐานสนับสนุนคนกลุ่มนี้

“มาตรา 112 อาจเป็นประเด็นที่เขาต้องถอยห่าง แต่ไม่ถึงขั้นปิดตาย ไม่พูดถึงโดยสิ้นเชิง”

เธอเชื่อว่า บททดสอบเรื่องนี้จะปรากฏในช่วงทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าพรรค ก.ก. ยังจะผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตราต่อไปหรือไม่

ส่วนการพูดถึงมาตรา 112 และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ต่อสาธารณะ คิดว่ายังทำได้อยู่ เนื่องจากคำวินิจฉัยศาลไม่ได้ห้ามพูด แต่ให้เลิกการกระทำ และห้ามหาเสียง และไม่ได้ห้ามแก้ไขมาตรา 112 แต่ต้องทำด้วยวิธีการซึ่งเป็น “กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ”

“พรรคฝ่ายประชาธิปไตย”

ศ.ดร.สิริพรรณ สรุปว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยที่มั่นคงของไทยคือ จะยอมรับชัยชนะของพรรคใดก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองนั้นจะเป็นเฉดใด สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการประนีประนอม ซึ่งเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในประชาธิปไตย

นักวิชาการรายนี้ยังเตือนให้ระวังการอ้างถึงความเป็น “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” อยู่พรรคเดียวด้วย โดยยกกรณีพรรค Podemos ของสเปน ซึ่งนักวิชาการต่างประเทศใช้คำว่า left populist party คือพรรคประชานิยมเทคโนแครตที่มีจุดยืนไปทางซ้าย มาเทียบเคียง ซึ่งจุดที่ทำให้พรรค Podemos เสื่อมศรัทธาเกิดจากการแบ่งคนในชาติเป็น 2 ฝั่ง แบ่งเขา-แบ่งเรา และยกตัวเองเหนือกว่า

“ขอยืนยันเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าพอพรรคเพื่อไทยมารวมกับฝั่งอำนาจนิยมแล้วจะทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคอำนาจนิยมในทันที แต่แน่นอนว่าเพื่อไทยต้องยอมรับการลงโทษจากผู้เลือกตั้งที่รู้สึกผิดหวังในสิ่งที่เคยสัญญาเอาไว้ในช่วงหาเสียง”

“ความน่ากลัวของการต่อสู้แบบนี้ต้องระวังไม่ให้ narrative (เรื่องเล่า) ของการต่อสู้กลายเป็นการแบ่งขั้วทางการเมือง เพราะว่าในที่สุดต้องย้อนกลับไปภาพใหญ่ อนาคตการต่อสู้ทางการเมืองมันต้องมีพรรคที่เข้มแข็ง และไม่ได้มีพรรคเดียว ดังนั้นต้องเป็นการต่อสู้ที่ไปด้วยกัน ต่อสู้ภายใต้แนวคิดประชาธิปไตยด้วยกัน อย่าผลักว่าเราเป็นประชาธิปไตยพรรคเดียว แล้วพรรคอื่นไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่กังวล” ศ.ดร.สิริพรรณ กล่าวทิ้งท้าย