Tina Turner : ตำนานร็อคแอนด์โรล ผู้ก้าวผ่านการทารุณกรรม สู่ซูเปอร์สตาร์ดังระดับโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
ทีนา เทอร์เนอร์ ศิลปินชาวอเมริกัน ผู้มีลีลาบนเวทีคอนเสิร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ จนได้ชื่อว่า ตำนานราชินีร็อคแอนด์โรล ได้เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 83 ปี ถือเป็นการจากไปของศิลปินที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จของเธอ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมันเป็นถนนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เริ่มต้นจากชีวิตวัยเด็กที่เต็มไปด้วยปัญหาในรัฐเทนเนสซี จนมาสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
เทอร์เนอร์ ทรมานกับความสัมพันธ์ที่กดขี่และทารุณ จนถึงวัย 40 ปี ก่อนจะเปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยว
นับแต่นั้น เธอออกอัลบัมที่ยอดขายถล่มทลายมากมาย กวาดรางวัลอันทรงเกียรตินับไม่ถ้วน และเป็นหนึ่งในศิลปินที่คอนเสิร์ตแสดงสดของเธอ เป็นที่นิยมมหาศาล
วัยเด็กที่เปี่ยมด้วยปัญหา
ทีนา เทอร์เนอร์ มีชื่อแรกเกิดว่า แอนนา เม บุลล็อค เธอเกิดเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 1939 ที่เมืองแถบชนบทชื่อ นัตบุช รัฐเทนเนสซี ของสหรัฐฯ พ่อของเธอ ฟลอยด์ ทำงานในฟาร์มท้องถิ่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชีวิตวัยเด็กของเธอถือว่าเต็มไปด้วยปมปัญหา เธอและพี่สาว ไอลีน ต้องแยกจากกัน หลังพ่อแม่ย้ายไปทำงานในโรงงานผลิตกระสุน โดย แอนนา เม (เทอร์เนอร์) ต้องไปอาศัยกับคุณตาคุณยายที่เคร่งศาสนา
หลังช่วงสงคราม ครอบครัวกลับมาพร้อมหน้ากันอีก แอนนา เม จึงเริ่มร้องเพลงให้กับโบสถ์
แม่ของเธอหย่า และออกจากบ้านไปตอนที่เธออายุ 11 ปี และ 2 ปีต่อมา พ่อของเธอแต่งงานใหม่ แอนนา และพี่สาวของเธอ ถูกส่งไปอาศัยกับคุณยายในเมืองบราวน์วิลล์ รัฐเทนเนสซี
เธอเป็นเชียร์ลีดเดอร์ที่โรงเรียนในพื้นที่ เล่นบาสเก็ตบอล และมีชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป จนเมื่อเธอศึกษาจบในปี 1958 เธอได้งานที่โรงพยาบาลในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี และตั้งใจจะเป็นนางพยาบาล
แต่คืนหนึ่งที่เธอและพี่สาวไปเที่ยวไนต์คลับ และได้พบกับ ไอค์ เทอร์เนอร์ เล่นดนตรีในวงของเขา คือ เดอะ คิง ออฟ ริทึม
โอกาสสำคัญ
ไอค์ เป็นศิลปินที่โด่งดังอยู่แล้วในเวลานั้น วงของเขามีชื่อเสียงในแวดวงเพลง อาร์แอนด์บี
ในการแสดงดนตรีคืนหนึ่ง ทางวงได้ยื่นไมค์ให้ แอนนา เม ร้องเพลง ซึ่งเธอร้องได้ดีมาก จนทำให้ทางวงขอให้เธอมาร้องให้
ในเวลานั้น เธอมีความสัมพันธ์กับนักเล่นแซกโซโฟนของวง คือ เรย์มอนด์ ฮิลล์ และมีลูกด้วยกันชื่อ เรย์มอนด์

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต่อมา เธอได้บันทึกเทปครั้งแรกในฐานะนักร้องสนับสนุน ในปี 1958
แต่โอกาสสำคัญของเธอ เกิดขึ้นในอีก 2 ปีต่อจากนั้น กับเพลง Fool in Love ที่ ไอค์ เทอร์เนอร์ ประพันธ์ขึ้น หลังนักร้องหลัก คือ อาร์ต แลสซิเตอร์ ไม่ปรากฏตัวเพื่อบันทึกเทป แอนนา เม จึงได้รับการร้องขอให้มาร้องแทน โดยตอนแรก ตั้งใจว่า จะเอาเสียงของเธอออกไปในภายหลัง
แต่ ดีเจคนหนึ่งที่ได้ยินเพลงเดโมที่ แอนนา เม ขับร้อง ประทับใจมาก และส่งต่อให้ค่ายเพลงในพื้นที่
ติดชาร์ตเพลง
หลายคนผลักดันให้ ไอค์ วางตัว แอนนา เม มาอยู่แถวหน้าของวง และจูงใจให้เธอเปลี่ยนชื่อเป็น ทีนา ซึ่งภายหลังเขาอธิบายว่า เป็นการป้องกันไม่ให้คนรักเก่าของเธอ ตามมารังควานได้อีก
เพลง Fool in Love ขึ้นชาร์ตอันดับที่ 27 ของบิลบอร์ด (Billboard chart) เพลงต่อมาของเธอคือ Gonna Work Out Fine ติดท็อป 20 ของชาร์ต และส่งให้เธอและไอค์ เทอร์เนอร์ ชนะรางวัลแกรมมี
จนถึงตอนนี้ ทีนา มีความสัมพันธ์กับไอค์ ซึ่งในเวลานั้น หย่ากับภรรยาคนที่ 5 ไปแล้ว โดยทั้งคู่สมรสกันในปี 1962

ที่มาของภาพ, Getty Images
คู่ดูโอศิลปินไอค์และทีนา เทอร์เนอร์ เดินสายจัดแสดงอย่างราบรื่นเป็นเวลา 3 ปี ในชื่อ “ไอค์ แอนด์ ทีนา เทอร์เนอร์ เรวู” แม้ว่าจะไม่มีเพลงฮิตอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาก็ตาม
ทีนา ยังปรากฎตัวแบบฉายเดี่ยวบนช่องโทรทัศน์ของสหรัฐฯ อาทิ “อเมริกัน แบนด์แสตนด์” และ “ชินดิก” (Shindig)
ฟิล สเปกเตอร์ โปรดิวเซอร์ ประทับใจในเสียงร้องของทีนามาก และชวนให้มาบันทึกเสียงที่สตูดิโอของเขา เพื่อบันทึกเพลง River Deep, Mountain High
แต่ด้วยความกังวลต่อตัว ไอค์ ที่มีแนวโน้มที่จะควบคุมศิลปิน และอาจพยายามเข้ามาครอบงำการบันทึกเทปดังกล่าว สเปกเตอร์ จึงจ่ายเงินให้เขาอยู่ให้ห่างจากสตูดิโอ
หนีจากการทารุณกรรม
การบันทึกเทปครั้งนั้น มีการใช้เทคนิกบันทึกเสียง “วอลล์ ออฟ ซาวด์” อันเลื่องชื่อของสเปกเตอร์ ที่สร้างเสียงที่มีความหนาแน่นและมีมิติ โดยในรายละเอียดเพลงให้เครดิตทั้งกับ ไอค์และทีนา เทอร์เนอร์ แม้จะมีแต่เสียงของทีนา ก็ตาม
แม้เพลงจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นักในสหรัฐฯ แต่ได้รับความนิยมสูงในสหราชอาณาจักร
และได้รับความนิยมเพียงพอที่ โรลลิง สโตนส์ ได้ขอให้ ไอค์และทีนา มาเป็นวงสนับสนุนระหว่างเดินสายจัดคอนเสิร์ตในสหราชอาณาจักร ทำให้ชื่อเสียงของไอค์และเทอร์เนอร์ ขยายไปไกลถึงยุโรป
ในช่วงที่ โรลลิง สโตนส์ เดินสายในสหรัฐฯ ก็ได้ร้องขอให้ ไอค์และทีนา มาสนับสนุนเช่นเคย ทำให้พวกเขาได้เล่นคอนเสิร์ตในรายการ “เอ็ด ซัลลิแวน โชว์” (Ed Sullivan Show)
2 ปีต่อมา ทั้งคู่ได้ออกเพลงฮิตยอดนิยม ชื่อ Proud Mary ในอัลบัม Creedence Clearwater Revival

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในปี 1973 ทีนา เดินทางไปกรุงลอนดอน เพื่อแสดงในบทบาท “Acid Queen” ในภาพยนตร์ร็อคโอเปรา เรื่อง ทอมมี (Tommy) ของ เคน รัสเซลล์
ในปีเดียวกัน ไอค์และทีนา เทอร์เนอร์ ออกเพลงฮิตอีกเพลง คือ Nutbush City Limits แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เข้าสู่ช่วงขาลง
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 ไอค์ ติดแอลกอฮอล์และโคเคนอย่างหนัก ทำให้พฤติกรรมควบคุมชีวิตและอาชีพภรรยาของเขา ทวีความรุนแรง ถึงขั้นทำร้ายร่างกาย
เขาทุบตีเธอด้วยไม้แขวนเสื้อ ตอนที่เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ และเทกาแฟร้อนจัดใส่เธอ
ในปี 1976 ทีนา หนีออกจากบ้าน เนื้อตัวมีเงินติดกระเป๋าเพียงไม่มาก โดยไปหลบซ่อนกับเพื่อนนานหลายเดือน ระหว่างการยื่นขอหย่าไอค์
ชีวิตของทีนา เทอร์เนอร์ กลับมาดีขึ้น รวมถึงทางการเงิน จากเอกสิทธิการบันทึกเพลง หลังจากนั้น เธอได้เดินสายเล่นคอนเสิร์ตในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่ไม่มีพันธะใด ๆ กับใคร ซึ่งในช่วงแรกเริ่ม เธอเผชิญความท้าทายไม่น้อย

ที่มาของภาพ, Getty Images
“หลายคนคิดว่า ทีนา เทอร์เนอร์ คงจบแล้ว” เธอให้สัมภาษณ์กับ German Vogue “ผู้คนรู้จักแต่ ไอค์ และทีนา เทอร์เนอร์ และไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ฉันเลยต้องพิสูจน์ตัวเอง”
สองอัลบัมที่เธอออกไปนั้น ไม่ติดชาร์ต ทำให้ ทีนา เปลี่ยนวิธีการร้องเพลงใหม่ ให้น้ำเสียงโดดเด่นมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้เธอได้โอกาสร่วมคอนเสิร์ตกับ ร็อด สจ๊วต และทัวร์คอนเสิร์ตอีกครั้งกับโรลลิง สโตนส์
เพลงฮิตในปี 1983 ชื่อ Let’s Stay Together เป็นจุดเริ่มต้นการกลับสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว โดยอัลบัมชื่อ Private Dancer ที่บันทึกเสียงในกรุงลอนดอน มีเพลงติดชาร์ตถึง 7 เพลง และเปิดทางสู่การเดินสายจัดแสดงคอนเสิร์ตทั่วโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
เธอยังกลับสู่จอภาพยนตร์ด้วยในอีก 2 ปีให้หลัง ในฐานะ Aunty Entity ในเรื่อง Mad Max Beyond Thunderdome โดยเธอยังร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ให้ด้วย รวมถึงเพลงหลักคือ We Don’t Need Another Hero
ถึงจุดนี้ ดูเหมือนชีวิตเธอจะไม่มีอะไรที่น่าผิดพลาดอีกแล้ว กับเพลงฮิตติด ๆ กัน และการเดินสายคอนเสิร์ตของเธอก็จำหน่ายตั๋วได้หมดเกลี้ยง ตลอดทศวรรษที่ 1980
ตำนานที่ยืนยง
แม้จะผ่านไปอีกทศวรรษ ทีนา เทอร์เนอร์ ก็ยังคงประสบความสำเร็จต่อเนื่อง รวมถึงการบันทึกเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ คือเพลง Golden Eye ในภาคแรกที่ เพียซ บรอสแนน รับบทเป็นสายลับ 007
ก่อนเปลี่ยนผ่านศตวรรษ และด้วยวัย 61 ปี เธอประกาศว่า เธอเตรียมจะเกษียณตัวจากวงการกึ่งหนึ่ง
ทีนา เทอร์เนอร์ ได้รับการยกย่องในฐานะสัญลักษณ์แห่งสตรีนิยม และในปี 2003 เธอได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีเชิดชูเกียรติยศ “เคนเนดี เซ็นเตอร์” พร้อมด้วยคนดังอย่าง โอปราห์ วินฟรีย์, อัล กรีน, และ บียอนเซ่
เธอกลับมาจากสภาวะกึ่งเกษียณในปี 2008 ร้องเพลงในพิธีประกาศรางวัลแกรมมี และเริ่มเดินสายเล่นคอนเสิร์ตในโอกาสครบ 50 ปีในฐานะศิลปิน
แม้เวลาจะผ่านไปนาน และสังขารเริ่มร่วงโรย แต่พลังเสียงของเธอยังคงไม่ลดทอนลง และแข็งแกร่งเช่นเดิม
ในปี 2013 เธอเป็นบุคคลที่อายุมากที่สุด ด้วยวัย 73 ปี ที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร Vogue “ฉันจะไม่ยอมแพ้ให้ความชรา จนกว่าฉันจะชรา” เธอกล่าว “และฉันยังไม่แก่”
ต่อมา เธอแต่งงานกับผู้บริหารค่ายเพลง เออร์วิน บาช หลังมีความสัมพันธ์มานาน 27 ปี และสละสัญชาติอเมริกัน เพื่อเป็นพลเรือนสวิตเซอร์แลนด์
ในปี 2020 เธอปล่อยเพลงเวอร์ชันปรับปรุงของเพลง What’s Love Got to Do With It? และขึ้นท็อป 40 ของชาร์ตในสหราชอาณาจักร ถือเป็นศิลปินคนแรกที่ส่งเพลงขึ้นชาร์ตได้ในทศวรรษที่ต่างกันถึง 7 ทศวรรษ
ปีต่อมา เทอร์เนอร์ ขายลิขสิทธิ์เพลงของเธอให้บริษัท BGM Rights ในราคา 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศร็อคแอนด์โรล
ก่อนเธอจะเสียชีวิต เรื่องราวของ ทีนา เทอร์เนอร์ ยังถูกนำไปบอกเล่าผ่านละครเวทีในย่านเวสต์เอนด์ของกรุงลอนดอนด้วย
ครั้งหนึ่ง เธอถูกถามว่า อะไรที่ทำให้เธอผ่านชีวิตที่ยากลำบากและทนกับการกดขี่มาได้
เธอตอบว่า “ฉันยืนหยัดในเส้นทางเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ... เพราะฉันเชื่อในบางสิ่งที่อยู่ในตัวฉัน ที่พร่ำบอกฉันเสมอว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น”










