หนึ่งเดือนที่ยังหาผู้รับผิดไม่ได้ รวมคำชี้แจงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุตึก สตง. ถล่ม

การที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้าง เป็นตึกเดียวในกรุงเทพมหานครที่พังถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่มีศูนย์กลางในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ยังคงทิ้งข้อกังขาไว้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

ขณะที่การค้นหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไป โดยในขณะนี้มีผู้สูญหาย 29 ราย ส่วนยอดผู้ที่เสียชีวิตอยู่ที่ 65 ราย

ในภาคส่วนการสืบสวนหาสาเหตุของการพังถล่มรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องก็กำลังเดินการต่อไปเช่นกัน โดยเส้นตายของรัฐบาลต่อเรื่องนี้คือ 90 วัน จนถึงวันนี้ก็กินระยะเวลาไปแล้วกว่าหนึ่งในสามของเวลาทั้งหมด

โดยที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีตึกสตง. ถล่มเป็นคดีพิเศษใน 3 ฐานความผิด คือคดีนอมินี ตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542, ขยายผลเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และฮั้วประมูล รวมถึงได้เรียกตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง สอบปากคำ และดำเนินการจับกุมผู้ที่มีความผิดบางส่วนแล้ว

แล้วที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงต่อประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมสงสัยอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยรวบรวมคำชี้แจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ มาดังนี้

ผู้รับเหมา: อิตาเลียนไทยฯ แจงไม่มีหน้าที่ดูแลด้านโครงสร้าง

การก่อสร้างที่ทำการตึกสตง. แห่งใหม่ ได้ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ภายใต้กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) โดยเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในกรณีดังกล่าว โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ก่อนเดินเข้าห้องประชุมว่า ตนได้เตรียมเอกสารมาพร้อมชี้แจง และไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นอื่น ๆ แต่อย่างใด

ขณะที่พ.ต.ท.อมร หงษ์ศรีทอง ผู้อำนวยการกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า รองประธานบริหารอาวุโส บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้ให้ความร่วมมือที่ดีในการสอบปากคำ และชี้แจงในที่ประชุมถึงสัดส่วนการแบ่งงานระหว่าง บมจ.อิตาเลียนไทยฯ และบริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ ว่า บริษัทไม่มีหน้าที่ดูแลในส่วนของโครงสร้างตึก สตง.

"สัดส่วนการแบ่งงานระหว่างเขา [อิตาเลียนไทยฯ] กับไชน่า เรลเวย์ฯ ในส่วนของอิตาเลียนไทยก็จะทำเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเข็มเจาะ แล้วก็ส่วนที่เป็นวิศวกรรมระบบ ในส่วนของไชน่า เรลเวย์ฯ เท่าที่เขา [นายเกรียงศักดิ์] ให้การ รับผิดชอบในส่วนของการทำโครงสร้างทั้งหมด" พ.ต.ท.อมร ระบุ

ด้านบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ยังไม่เคยมีการให้สัมภาษณ์ หรือชี้แจงในประเด็นตึก สตง. ถล่ม แต่อย่างใด แม้หนึ่งในกรรมการบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด 49% ชาวจีนคือ นายชวนหลิง จาง ถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. แต่ล่าสุดศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 5 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ 3 คนไทย ผู้ร่วมถือหุ้นบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) รวมกัน 51% ได้แก่ นายโสภณ มีชัย ถือหุ้น 40.7997% นายประจวบ ศิริเขตร ถือหุ้น 10.2% และนายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้น 0.0003% ก็ได้เข้ามอบตัวแล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน ด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสดราคาประกันคนละ 300,000 บาท

ทั้งนี้ตัวแทนจากกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) มีการหารือข้อเสนอแนวทางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตึกสตง. ถล่ม เมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) พร้อมแจ้งความประสงค์ที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ดีเอสไอ ระบุว่า กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี "ประสงค์ให้สภาทนายความ ซึ่งเป็นคนกลางเข้าร่วมพิจารณาหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บแต่ละราย เมื่อมีหลักเกณฑ์และข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันแล้ว กิจการร่วมค้า ITD - CREC พร้อมจะชำระเงินให้กับผู้มีสิทธิหรือผู้แทนโดยชอบธรรมในทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข"

ผู้รับจ้างควบคุมงาน ยังไร้คำชี้แจงประเด็นปลอมลายเซ็นวิศวกร

ตึกที่ทำการสตง. ถูกควบคุมการก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า พีเคดับเบิลยู (PKW) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด ร่วมค้ากับ บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อายัดสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราวของกิจการร่วมค้าดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตึกลานจอดรถของที่ทำการใหม่ของอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา

ทั้งนี้กิจการร่วมค้าพีเคดับเบิลยู ถูกกล่าวหาเรื่องการปลอมลายเซ็นวิศวกร โดยหนึ่งในวิศวกรที่อ้างว่าตนถูกปลอมลายเซ็นคือนายสมเกียรติ ชูแสงสุข ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

"โครงการอาคาร สตง.นี้เคยติดต่อผมมาเมื่อปี 2563 ชวนให้มาร่วมงานกัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการติดต่อกัน จนลืมไปแล้วว่าเคยมีการติดต่อเรื่องโครงการนี้ นี่ถ้าอาคารไม่ได้เกิดการถล่มลงมา จนมีการตรวจสอบกัน จะไม่รู้เลยว่ามีการอ้างชื่อผมเป็นวิศวกรควบคุมงาน เป็นเวลาถึง 5 ปี"

โดยนายสมเกียรติ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกิจการร่วมค้าพีเคดับเบิลยู เป็นที่เรียบร้อย

โดยปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งเรียกวิศวกร 40 คน ที่ปรากฏลงลายมือชื่อในการก่อสร้างอาคาร สตง. มาให้ข้อมูล โดยเริ่มการสอบสวนขึ้นเมื่อวานนี้ (29 เม.ย) เป็นวันแรก

บริษัทออกแบบตึก สตง. ถูกกล่าวหาเรื่องวิศวกรขายลายเซ็น

อีกหนึ่งกรณีที่เป็นข้อถกเถียงของสังคมคือลายเซ็นของนายพิมล เจริญยิ่ง วิศวกรอายุ 85 ปี ในฐานะผู้ออกแบบ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักงานข่าวอิศราว่า เขาเป็นวิศวกรของบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานออกแบบอาคาร สตง. แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับงานเซ็นชื่อออกแบบก่อสร้างอาคาร สตง.

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ในที่ประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวว่า นายพิมลได้เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ และยอมรับว่าตนเป็นที่ปรึกษา โดยได้รับค่าจ้างจากการให้คำปรึกษาเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท และหลังจากนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างตึก สตง. อีก และได้เซ็นในฐานะที่ปรึกษา ส่วนการดำเนินการส่วนอื่นเป็นของวิศวกรคนอื่นเป็นหลัก

ขณะที่นายธีระ วรรธนะทรัพย์ กรรมการของบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะหัวหน้าผู้ออกแบบ ได้เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีสัญญาการออกแบบโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งใหม่ เมื่อวานนี้ (29 เม.ย) โดยไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ของผู้สื่อข่าว นอกจากเพียงย้ำว่าตนได้เตรียมเอกสารมาพร้อมชี้แจงกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ทั้งนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์ตึกถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) ในฐานะผู้รับจ้างออกแบบ ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่เป็นข้อสังเกตข้างต้นแต่อย่างไร

ผู้ผลิตเหล็ก "ซิน เคอ หยวน" ระบุว่า เหล็กได้มาตรฐาน

ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่ามีการตรวจพบเหล็กเส้น 2 ขนาดที่ตกมาตรฐาน ซึ่งถูกผลิตโดยบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อีกทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมยังเคยมีคำสั่งปิดบริษัทผลิตเหล็กดังกล่าวชั่วคราวไปเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการอายัดเหล็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านมาตรฐานไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ได้จัดงานแถลงข่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าร่วมโดยทนายความตัวแทนบริษัท 3 ราย คือนายปิยะพงศ์ คงมะลวน นายสุรศักดิ์ วีระกุล และนายปัทมากร ภิญโญชัยพลกุล

โดยนายสุรศักดิ์ ระบุว่ามาตรฐานการตรวจเหล็กของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ที่ได้นำตัวอย่างเหล็กของบริษัท SKY ไปตรวจ โดยมีรายงานผลออกมาว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐานเรื่องค่าโบรอนนั้น มีสาเหตุเนื่องจากเครื่องมือของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ไม่สามารถตรวจวัดค่าโบรอนได้ตามมาตรฐาน มอก.

บริษัท SKY จึงได้ส่งเหล็กชุดเดียวกันที่ตกมาตราฐานจากการตรวจสอบโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ไปตรวจสอบที่สถาบันยานยนต์ ซึ่งมีเครื่องมือที่บริษัท SKY อ้างว่าสามารถตรวจสอบค่าโบรอนได้ตามมาตรฐานของมอก. โดยผลการตรวจสอบเหล็กชุดเดียวกัน บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อ้างว่าผลออกมา ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด

"ผลการตรวจออกมาจากสถาบันยานยนต์ ค่าโบรอนทางเคมีของเหล็กซิน เคอ หยวน ที่ตรวจกับทางสถาบันเหล็กกล้าว่าตกเกณฑ์(นั้น) ทุกตัวผ่านหมด" นายสุรศักดิ์ กล่าวในงานแถลงข่าว

ทั้งนี้นายสุรศักดิ์ เสริมด้วยว่า บริษัท SKY ได้ทำหนังสือร้องขอไปยังสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ว่าขอความกรุณาให้ดำเนินการส่งเหล็กตัวอย่างดังกล่าวไปตรวจสอบยังสถาบันยานยนต์ แต่กลับได้รับการปฏิเสธ

ก่อนหน้านั้น นายเอกนัฏ กล่าวในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ถึงสาเหตุที่ไม่อนุญาตให้บริษัทซิน เคอ หยวน นำเหล็กไปตรวจสอบอีกครั้งว่า "ไม่มีสิทธิ์ไปขอตรวจใหม่ ผลตรวจออกมาแล้ว แม้จะขอตรวจคู่ขนานเราก็ไม่ยอม ซึ่งสถาบันยานยนต์ก็มีมาตรฐานกำหนด เชื่อว่าแม้ตรวจสอบผลก็จะเหมือนกัน"

สตง. ยันทุกขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบราชการ

"ในการดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว สตง. ได้ยึดหลักความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรวจสอบได้..กล่าวคือ สตง. ได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างโดยมีการเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน" นี่คือท่อนหนึ่งของถ้อยแถลงการณ์แรกจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เผยแพร่ออกมา 2 วันให้หลังวันเกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม หลังสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน ฮั้วประมูล ของโครงการก่อสร้างดังกล่าว

จดหมายแถลงการณ์ของ สตง. ข้างต้นยังกล่าวด้วยว่า หน่วยงานได้แสดงเจตนารมณ์ด้านการป้องกันการทุจริต โดยได้จัดทำพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรมกับองค์กรณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

อย่างไรก็ตาม นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวในโพสต์บนเฟซบุ๊กขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าข้อตกลงคุณธรรมดังกล่าว ถูกจัดทำขึ้นล่าช้า หลังที่การประมูลโครงสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่ตรงตามแนวทางการปฏิบัติ จึงอาจทำให้มีช่องโหว่ในการตรวจสอบได้

"โดยปกติโครงการจะเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เริ่มเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เขียนข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) เพื่อป้องกันการล็อคสเปก การฮั้วประมูล และการตั้งงบประมาณสูงเกินจริง ให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฏหมายอย่างเปิดเผยโปร่งใส แต่โครงการนี้ กลับไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐให้เข้าโครงการข้อตกลงคุณธรรม ทำให้ไม่มีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมตั้งแต่ต้น" นายมานะ ระบุ

นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งสำคัญที่มีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตึก สตง. ถล่มลงมา คือการแก้แบบผนังปล่องลิฟต์ โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ระบุผ่านรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" สำนักงานข่าวพีพีทีวี เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการถล่มของตึก โดย สตง. ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊กว่า การดำเนินการแก้แบบผนังปล่องลิฟต์ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยได้รับความเห็นชอบจากทั้ง ผู้รับจ้างออกแบบ ผู้รับจ้างควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยเอกสารชี้แจงจาก สตง. ระบุว่า

"กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตาม...สตง. จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ"

โดยวันนี้ (30 เม.ย.) นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง. ได้เดินทางไปรัฐสภา เพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ปมตึกถล่ม โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นเรื่อง การตกแต่งหรูหราของตึก สตง. ที่ถล่มลงมา ที่ทางชมรม STRONG ต้านทุจริตแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเผยแพร่ก่อนหน้านั้น

"เก้าอี้แพงมีเพียงชุดเดียวคือ เก้าอี้ของประธาน และเก้าอี้ของกรรมการในห้องประชุม หลายคนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ สตง.ทุกคนต้องนั่งเก้าอี้ตัวละ 90,000 บาท แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ไปดูรายละเอียดจากกรมบัญชีกลางได้ เจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งเก้าอี้ปกติ" นายมณเฑียร กล่าว

เมื่อถูกนักข่าวถามถึงข้อผิดพลาดใดที่คาดว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่มลงมา นายมณเฑียร กล่าวว่า ขณะนี้ สตง. กำลังรอการสืบสวนจากกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาล ประกอบด้วย นายกสภาวิศวกรรมสถาน อาจารย์วิศวกรรม กรมโยธาธิการฯ รวม 22 คน

"เราพบว่าอาคารแห่งนี้ การออกแบบไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงและมาตรฐาน..การพิจารณาความไม่ปกติของอาคารเน้นไปที่เรื่องโครงสร้าง ไม่ปกติในทางดิ่งและทางผังอาคาร รวมทั้งหมด 13 ด้าน" รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. และหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้างอาคาร สตง.แห่งใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม รศ.เอนก กล่าวอีกด้วยว่า แม้จะตรวจพบความไม่ปกติของโครงสร้างของตึก สตง. แต่คกก. ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุของการถล่ม เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน

ทั้งนี้เขาคาดว่า คกก. อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วันในการสอบสวน เพื่อหาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการถล่มของตึกสตง. ในครั้งนี้

ด้านนายมณเฑียร ยืนยันว่า สตง. พร้อมรับผิดชอบ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิดทั้งคดีฮั้วประมูลและนอมินี และหากพบคู่สัญญาทำผิด สตง.จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการยกเว้น

"เป็นความผิดของใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนที่มารับจ้างหรือข้าราชการสตง. เราดำเนินคดีถึงที่สุด ทุกคนไม่เว้น" นายมณเฑียร กล่าว