หัวหน้าใหม่ไม่ใช่คนตระกูล "ชินวัตร" ฟังเสียงคนเพื่อไทย เหตุผลแท้จริง แพทองธาร ทิ้งเก้าอี้ผู้นำพรรค

อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนที่ 8 ถ่ายภาพร่วมกับแกนนำและ สส. ของพรรค ในวันที่เธอแจ้งการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนที่ 8 ถ่ายภาพร่วมกับแกนนำและ สส. ของพรรค ในวันที่เธอแจ้งการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เมื่อ 22 ต.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยให้เหตุผลว่า "เพื่อเปิดทางให้ยกเครื่องพรรคได้อย่างอิสระ" ทว่าอีกเหตุผลสำคัญที่ไม่อยู่ในจดหมายของ "อุ๊งอิ๊ง" คือการปิดช่องไม่ให้ "นักร้อง(การเมือง)" ยื่นตีความต่อเนื่องใน "คดีจริยธรรม"

สส. กว่า 100 ชีวิตถูกตามตัวเข้าร่วมประชุมพรรค ณ ที่ทำการพรรค ถ.วิภาวดี เป็นการด่วนในช่วงเช้าวันพุธ (22 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรปกติ เพื่อรับทราบการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ น.ส.แพทองธาร โดยสมาชิกบางส่วนได้สวมกอดให้กำลังใจและถ่ายภาพร่วมกับผู้นำพรรคที่กลายเป็น "อดีต" ไปแล้ว

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ได้ร่อนจดหมายถึงสมาชิกพรรค ผู้สนับสนุนพรรค และประชาชนทุกคน แจ้งถึงความตั้งใจของเธอว่าเป็นการเริ่มต้น "ยกเครื่องพรรค" ตามที่ประกาศไว้เมื่อ 7 ต.ค. โดยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงพรรค พท. ต้องเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด จึงเลือกการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค "เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคยกเครื่องได้อย่างอิสระ และสร้างพรรคใหม่ที่สมบูรณ์แบบ"

จดหมายของอดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ของเพื่อไทยระบุว่า เธอยังเป็นสมาชิกพรรค พท. เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และจะร่วมกับทุกคนสร้างพรรค พท. ยุคใหม่ ที่พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชน และทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อประเทศชาติที่รักของเราทุกคน

ผลจากการ "ไขก๊อก" ของหัวหน้าพรรค พท. ทำให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) อีก 22 คนที่เหลือต้องพ้นไปด้วย แต่ยังต้อง "รักษาการ" ต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมวิสามัญพรรคเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค และ กก.บห. ชุดใหม่ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดไว้วันที่ 31 ต.ค. ในระหว่างนี้คาดว่านายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 จะทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค พท.

แกนนำคนสำคัญของเพื่อไทยบอกใบ้ว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็น "คนนอก" ตระกูลชินวัตร แต่เป็นคนในพรรค

แพทองธาร ชินวัตร ทักทายสื่อมวลชน ณ ที่ทำการพรรค พท.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, แพทองธาร ทักทายนักการเมืองและสื่อมวลชน ณ ที่ทำการพรรค พท.

อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร วัย 39 ปี เป็นบุตรสาวคนเล็กของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ซึ่งเดินตามรอยเท้าบิดาเข้าสู่สนามการเมือง และขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะนายกฯ คนที่ 31 ก่อนต้อง "ตกเก้าอี้" ผู้นำฝ่ายบริหาร ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 29 ส.ค. ใน "คดีคลิปเสียง" สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร) "ทำให้ประชาชนขาดความภูมิใจและไว้วางใจซึ่งนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ"

นอกจาก "คดีคุณสมบัติ" ที่ถูกชี้ชะตาโดยศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว น.ส.แพทองธารยังอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีคลิปเสียง ซึ่ง สว. ไปยื่นคำร้องเอาไว้ โดยองค์คณะไต่สวน ป.ป.ช. แยกการตรวจสอบเป็น 2 ส่วนคือ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเป็น "คดีอาญา" และ "คดีมาตรฐานจริยธรรม" ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตหาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดและมีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ

อีกเหตุผลที่ไม่อยู่ใน จม. ของแพทองธาร

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ "คดีคลิปเสียง" เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ น.ส.แพทองธารตัดสินใจลงจากเก้าอี้ผู้นำพรรคที่บิดาของเธอก่อร่างสร้างมา เนื่องจากคนเพื่อไทยบางส่วนวิเคราะห์ว่า หาก น.ส.แพทองธารเป็นผู้ลงนามรับรองการส่งผู้สมัคร สส. อาจมีบรรดา "นักร้อง(การเมือง)" ไปยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญได้ว่าให้ผู้ถูกตัดสินคดีจริยธรรมมาเซ็นรับรองผู้สมัคร สส. จึงต้องการปิดทุกช่องทางที่อาจทำให้พรรคต้องเผชิญกับนิติสงคราม

นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า น.ส.แพทองธารถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งประเด็นจริยธรรม "เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาขู่ สส. พรรคเรา ผู้สมัครของเราในการดึงตัวในอนาคต และเพื่อรักษาพรรคไว้ มองว่าหากสามารถทำอะไรได้ที่เป็นการรักษาพรรคไว้ก็จะทำ"

สอดคล้องกับความเห็นของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส. พรรค พท. ที่กล่าวยืนยันว่า ข้อบังคับของพรรค พท. ไม่ได้เขียนเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเอาไว้ ไม่ได้ห้าม ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ แต่คิดว่า "เพื่อไม่ให้ใครมีปัญหา หรือไปร้องเรียนอะไร รวมถึงคนที่ปรารถนาดีต่อพรรค ก็ไม่อยากให้เป็นข้อกังวลในการทำหน้าที่ของหัวหน้าพรรค"

"เรื่องนี้ทุกคนบอกสารพัด บางคนก็นึกไปเองว่าคนนั้นมาบีบ คนนี้มาบีบ ไม่มีใครบีบหัวหน้า เพราะมีความตั้งใจว่าต้องการให้พรรคเดินหน้า และสนับสนุนการทำงานของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มที่" ประธาน สส. พรรค พท. กล่าว

แกนนำเพื่อไทยประสานเสียง "พรรคไม่แกว่ง"

แม้อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตรต้องทิ้งสถานะผู้นำพรรค แต่บรรดาแกนนำเพื่อไทยต่างยืนยันว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์ของพรรคย่ำแย่ลง หรือมี สส. ย้ายค่าย-ไหลออกจากพรรคมากขึ้น

รักษาการเลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า น.ส.แพทองธารยังเป็น "เสาหลักสำคัญในการเลือกตั้ง" อดีตหัวหน้าบอกว่า "พร้อมสนับสนุน" และ "ยืนยันที่จะอยู่คู่พรรคต่อไป" ดังนั้นสถานการณ์ในพรรคจะ "ไม่แกว่ง"

ประธาน สส. ของพรรค กล่าวว่า อดีตหัวหน้าพรรค พท. ยังอยู่เบื้องหลังเพื่อที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ "(สส.) ที่ไหลออกก็ไหลออกไปหมดแล้ว ไปเพราะอะไร สื่อก็รู้ดีอยู่ วันนี้คนที่เข้ามาใหม่ก็เยอะแยะ บางเขตก็มีคนมาแสดงตัวเป็นผู้สมัคร 4-5 คน ซึ่งก็อยู่ในการพิจารณาคัดเลือกของพรรค ไม่มีความกังวลอะไร"

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แถลงปฏิเสธข่าวบีบให้แพทองธารลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยการขู่ยก 70 สส. ออกจากพรค โดยเขาได้ตั้งทนายความฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แถลงปฏิเสธข่าวบีบให้แพทองธารลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยการขู่ยก 70 สส. ออกจากพรรค โดยเขาบอกว่าเป็นการ "ใส่ร้่าย" และจะฟ้องดำเนินคดีถึงที่สุดกับนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ปฏิเสธข่าวบีบให้ น.ส.แพทองธารลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้จะพา 70 สส. ไปไหน มีแต่จะพา สส. เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ครบ 200 คนตามที่ได้ประกาศไว้

ก่อนหน้านี้ "หัวหน้าอุ๊งอิ๊ง" ได้แต่งตั้งนายสุริยะเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรค โดยที่เขาประกาศเป้าหมายนำ สส. 200 คนเข้าสภาหลังการเลือกตั้งปี 2569

ส่วนที่กระแสข่าวว่านายสุริยะจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค พท. คนต่อไป เจ้าตัวขอปฏิเสธโดยบอกว่า ไม่พร้อม เพราะอายุมากแล้ว คงต้องหาคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้นำพาพรรคเข้าสู่การเลือกตั้ง และไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นหัวหน้า ส่วนตัวเขาและ สส. ในกลุ่มที่สนิทสนมกันก็พร้อมสนับสนุน

นักการเมืองอาวุโสที่ผ่านการเป็นรัฐมนตรีและลูกพรรคของผู้นำจากตระกูลชินวัตร ทั้งรุ่นพ่อ-รุ่นอา-รุ่นลูก ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค จะสามารถลบภาพ ''ชินวัตร'' ออกจากเพื่อไทยได้หรือไม่นั้น โดยเขาบอกว่า พรรค พท. ผูกพันกับชินวัตร เพราะนายทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งพรรค และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จากการผลักดันนโยบายต่าง ๆ จนเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ต่อเนื่องมาถึงยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

"ดังนั้นคงไม่สามารถปฏิเสธตระกูลชินวัตรที่สร้างคุณูปการให้กับพรรค... แต่ไม่ว่าอย่างไรหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนแปลง และทราบว่าจะมีการหาบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร เป็นคนนอก (ตระกูล) แต่เป็นคนในพรรค" นายสุริยะกล่าว

4 ปีในเส้นทางทางการเมืองของ อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร

น.ส.แพทองธาร เป็นสมาชิกคนที่ 4 ของครอบครัวที่เข้ามาทำงานการเมือง และขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้นำประเทศที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยวัยเพียง 37 ปีขณะเข้ารับตำแหน่ง

เธอเดินตามรอยเท้าบิดา นายทักษิณ นายกฯ คนที่ 23 (2544-2549), อาเขย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ คนที่ 26 (2551) และ "อาปู" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 28 (2554-2557) เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล โดยบิดาต้องพ้นจากอำนาจเพราะถูกรัฐประหารปี 2549 ส่วนอาเขยและอาหญิงพ้นจากตำแหน่งด้วยคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน

ในปีที่อายุครบ 35 ซึ่งทำให้ น.ส.แพทองธารมีคุณสมบัติเป็นนายกฯ ได้ตามรัฐธรรมนูญ เธอเข้ามาชิมลางการเมือง-เปิดตัวในฐานะที่ปรึกษาพรรค พท. เมื่อ ต.ค. 2564

5 เดือนต่อมา บุตรสาวคนสุดท้อง-น้องคนเล็กของบ้าน "ชินวัตร" กลายเป็น "หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" รับหน้าที่ดูแลบ้านหลังที่ 3 ของพรรคทักษิณ ซึ่งก่อร่างจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ก่อนกลายเป็นพรรคพลังประชาชน (พปช.) และมาถึงพรรค พท. โดยมีภารกิจสำคัญคือการ "ห้ามเลือด" ไม่ให้ สส. ไหลไปอยู่พรรคอื่น และเรียกคืนความเชื่อมั่นจากผู้สนับสนุนพรรคโดยเฉพาะ "คนเสื้อแดง" บางส่วนที่ปันใจไปให้พรรคการเมืองอื่นที่อยู่ "ขั้วเดียวกัน"

ในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2566 น.ส.แพทองธารอุ้มท้องลูกคนที่ 3 เดินสายพบปะประชาชน-ขึ้นปราศรัยหลายเวที โดยคาดหวังว่าพรรคจะครองใจประชาชนในสนามเลือกตั้งเช่นทุกครั้งภายใต้แคมเปญ "แลนด์สไลด์"

พรรคสีแดงส่งชื่อ น.ส.แพทองธารเป็นแคนดิเดตนายกฯ หมายเลข 1 ในบัญชีของพรรค ทว่าบุตรสาวผู้ประกาศตัวเป็น "ดีเอ็นเอทักษิณ" นำพรรคไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อเพื่อไทยประสบความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีให้แก่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยมียอด สส. ต่างกันอยู่ 10 เสียง

แต่ท้ายที่สุด น.ส.แพทองธารก็ได้ขึ้นเป็นประมุขฝ่ายบริหารต่อจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ คนที่ 30 เมื่อปี 2567 ทว่านั่งเก้าอี้ได้เพียง 1 ปีก็ต้องลาจากอำนาจ

อิ๊ง

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

  • 28 ต.ค. 2564 - อุ๊งอิ๊งเปิดตัวทำงานการเมืองในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค ด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม โดยประกาศตอนหนึ่งบนเวทีประชุมใหญ่สามัญพรรค พท. ที่ จ.ขอนแก่น ว่า "พ่อไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินไทย" และ "ปรารถนาอย่างมากที่จะได้กลับมากราบแผ่นดินไทยอีกครั้ง"
  • 20 มี.ค. 2565 - พรรคเพื่อไทยเพิ่มบทใหม่-สถานะใหม่ให้อุ๊งอิ๊งเป็น "หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย" ระหว่างเปิดเวทีที่ จ.อุดรธานี
  • 10 ก.ย. 2565 - สมาชิกในครอบครัวชินวัตรร่วมกิจกรรม "ครอบครัวเพื่อไทย" อย่างพร้อมเพรียงที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายทักษิณ แม้แต่คุณหญิงพจมานที่ไม่เคยร่วมกิจกรรมใด ๆ ของพรรคในรอบ 16 ปี ก็ยังปรากฏตัวในงาน
  • 10 ต.ค. 2565 – อุ๊งอิ๊งมีอีกตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาตั้งศูนย์ปฏิบัติการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย
  • 5 เม.ย. 2566 – พรรคเพื่อไทยเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ประกอบด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร, นายเศรษฐา ทวีสิน, นายชัยเกษม นิติสิริ
  • 15 พ.ค. 2566 - อุ๊งอิ๊งแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ ยอมรับว่า "ผิดหวัง" แต่ยืนยันว่า "ไม่มีแนวความคิดที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคก้าวไกล" อย่างไรก็ตาม แคนดิเดตนายกฯ หมายเลข 2 ของพรรคคือ นายเศรษฐาได้ขึ้นเป็นนายกฯ หลังความพยายามของพรรค ก.ก. ในการส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเป็นผู้นำไม่สำเร็จ เพราะได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด
  • 27 ต.ค. 2566 - ที่ประชุมใหญ่พรรค พท. มีมติเอกฉันท์เลือก น.ส.แพทองธารเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 โดยเธอยอมรับว่า "ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมาก ๆ"
  • 15 ส.ค. 2567 พรรคร่วมรัฐบาล "ผสมข้ามขั้ว" ชุดเดิม แถลงข่าวสนับสนุน น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ คนใหม่ หลังจากนายเศรษฐาต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็น รมต. ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ
  • 16 ส.ค. 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 319:145เสียง เห็นชอบให้ น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ คนที่ 31 โดยถือเป็นผู้นำประเทศที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยวัย 37 ปี
  • 18 ส.ค. 2567 น.ส.แพทองธารเข้าพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ คนที่ 31 ประกาศ "ประสานพลังของคนทุกรุ่น" และทำให้ไทยเป็น "ประเทศแห่งโอกาส" ซึ่งในวันเดียวกันนี้นายทักษิณกลายเป็น "ผู้บริสุทธิ์" หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อ 17 ส.ค. 2567 และได้เข้าร่วมพิธีสำคัญของบุตรสาว
  • 4 ก.ย. 2567 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. "แพทองธาร 1" โดยมี 6 พรรคร่วมรัฐบาล และ 1 กลุ่มการเมือง ร่วมวงฝ่ายบริหาร
  • 24-26 มี.ค. 2568 ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ แต่เธอรอดศึกซักฟอกมาได้ด้วยผลโหวตไว้วางใจ 319:162 เสียง
  • 18 มิ.ย. 2568 สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ปล่อยคลิปเสียงสนทนากับนายกฯ แพทองธาร โดยเนื้อหาที่เรียกเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางคือเรียกสมเด็จฮุน เซน ว่า "อังเคิล" และเรียกแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า "คนของฝั่งตรงข้าม" ก่อนนำไปสู่การยื่นคำร้องของ 36 สว. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็น รมต. ของเธอสิ้นสุดลง
  • 1 ก.ค. 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม. "แพทองธาร 1/1" โดยนายกฯ ควบเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม อีกตำแหน่ง ทำให้เธอยังสามารถเข้าร่วมประชุม ครม. ได้ในระหว่างถูก "พักงาน" ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
  • 1 ก.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9:0 รับคำร้องของ สว. ไว้พิจารณา และมีมติ 7:2 สั่งให้ น.ส.แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ชั่วคราว
  • 29 ส.ค. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 วินิจฉัยว่าความเป็น รมต. ของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงจาก "คดีคลิปเสียง"
  • 9 ก.ย. 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ 1 ปี ใน "คดีชั้น 14" โดย อุ๊งอิ๊ง, เอม, ลูกเขยทั้ง 2 คน เดินทางไปฟังคำสั่งศาลพร้อมกับผู้นำครอบครัวด้วย
  • 7 ต.ค. 2568 อุ๊งอิ๊งปาฐกถา "ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย" ในระหว่างเปิดตัวผู้สมัคร สส. ของพรรคล็อตแรกราว 180 คน โดยเน้นย้ำจิตวิญญาณของเพื่อไทยที่ว่า "นโยบายที่ทำได้จริงเพื่อประชาชน" และนำเสนอแผนยกเครื่อง 2 ส่วน ในจำนวนนี้คือการปรับโครงสร้างพรรค และนั่นกลายเป็นงานสุดท้ายในฐานะหัวหน้าพรรค พท.
  • 22 ต.ค. 2568 อุ๊งอิ๊งเรียกประชุม สส. ด่วน เพื่อแจ้งว่าตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม