6 ประเด็นร้อนของแฮร์ริส-ทรัมป์ ในศึกดีเบตชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ

ทรัมป์ แฮร์ริส

ที่มาของภาพ, AFP/getty images

    • Author, เกรแฮม เบเคอร์ และ บีบีซี เวริฟาย
    • Role, บีบีซีนิวส์

การประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรกในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และกมลา แฮร์ริส มีขึ้นเป็นเวลา 90 นาที เมื่อคืนวันอังคารที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ABC ให้ชาวอเมริกันทั่วประเทศและผู้สนใจทั่วโลกได้ชมกัน โดยมีเหตุการณ์เด่นและประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. “ยินดีที่ได้พบคุณ”

เมื่อได้เวลาเริ่มการประชันวิสัยทัศน์ แฮร์ริสได้เดินตัดข้ามเวทีเข้าไปหาทรัมป์ ซึ่งกำลังเข้ายืนประจำที่ตรงแท่นบรรยายของตนเอง พร้อมกับยื่นมือออกไปแสดงการทักทาย “กมลา แฮร์ริสค่ะ เรามาสร้างการอภิปรายที่ดีกันเถอะ”

ทรัมป์จับมือกับแฮร์ริสในการพบหน้ากันครั้งแรกของทั้งสอง พร้อมทั้งกล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบคุณ ขอให้สนุกนะ”

การจับมือกันระหว่างคู่แข่งในครั้งนี้ ถือว่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ของการประชันวิสัยทัศน์เพื่อชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ แต่ทว่าหลังจากนั้น แฮร์ริสใช้เวลาส่วนใหญ่ระหว่างการอภิปรายมองตรงไปยังทรัมป์ โดยมักจะอมยิ้มอย่างมีเลศนัย, ส่ายหัวแสดงความไม่เชื่อถือ, หรือไม่ก็หัวเราะออกมาดังลั่น เมื่อทรัมป์ตอบคำถามของพิธีกร ในขณะที่ตัวเขาเองมักจะมองตรงไปข้างหน้าเมื่อแฮร์ริสกำลังพูด พร้อมกับส่ายหัวแสดงการไม่ยอมรับเป็นระยะ

ทรัมป์ แฮร์ริส

ที่มาของภาพ, Getty Images

2. “ผมกำลังพูดอยู่นะ”

แฮร์ริสซึ่งเป็นรองประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรคเดโมแครต เริ่มต้นการอภิปรายด้วยการรุกโจมตีทรัมป์อย่างดุเดือด โดยยั่วยุและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องคดีอาชญากรรมของคู่แข่ง รวมทั้งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของทรัมป์ระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

แฮร์ริสยังกล่าวหาทรัมป์หลายครั้งว่า เขามักจะใช้ประเด็นทางเชื้อชาติ “มาแบ่งแยกชาวอเมริกัน” อยู่เสมอ ซึ่งการกล่าวหานี้ตอบโต้กรณีที่ทรัมป์เคยกล่าวโจมตีแฮร์ริสมาก่อนในอดีตว่า เธอได้ “กลายเป็นคนผิวดำไปแล้ว”

ส่วนทรัมป์นั้นอภิปรายวนเวียนอยู่กับประเด็นปัญหาเงินเฟ้อและผู้อพยพ ซึ่งเป็นจุดอ่อนทางการเมืองของแฮร์ริส เขากล่าวว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และแฮร์ริสนั้น “ทำลายประเทศชาติ” ทั้งยังตีตราแฮร์ริสว่าเป็นพวก “มาร์กซิสต์” เหมือนกับพ่อของเธอที่เป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ด้วย

ทรัมป์ แฮร์ริส

ที่มาของภาพ, Getty Images

แฮร์ริสตอบโต้ด้วยการยั่วเย้าทรัมป์ โดยล้อเรื่องจำนวนคนที่ไปฟังการปราศรัยหาเสียงของเขา “ผู้คนต่างพากันกลับบ้านอย่างไว หลังฟังเขาพูดไปได้แค่นิดเดียว เพราะรู้สึกเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย” ส่วนทรัมป์สวนกลับไปยังแฮร์ริสว่า “ไม่มีใครไปฟังการปราศรัยของเธอเลย ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องไป”

ระหว่างการอภิปราย แฮร์ริสได้กล่าวแทรกขณะที่ทรัมป์กำลังเป็นฝ่ายตอบคำถาม ทำให้เขากล่าวแสดงความไม่พอใจว่า “ผมกำลังพูดอยู่นะ นี่มันฟังดูคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วใช่ไหม” ข้อความของทรัมป์พาดพิงถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อปี 2020 ตอนที่แฮร์ริสประชันวิสัยทัศน์เพื่อชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีกับไมก์ เพนซ์

ดังนั้นเมื่อแฮร์ริสพูดแทรกทรัมป์อีกครั้ง เขาจึงดุเธอว่า “ช่วยเงียบหน่อยครับ” หลังจากนั้นเขาเริ่มกล่าวหาว่า การใส่ร้ายป้ายสีของพรรคเดโมแครต ทำให้เขาถูกมือปืนลอบสังหารเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา แม้ว่าผลการสอบสวนจะยังไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดของคนร้ายก็ตาม

3. “พวกเขากินหมา”

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนการประชันวิสัยทัศน์จะเริ่มขึ้น มีรายงานข่าวที่ปราศจากหลักฐานยืนยันถูกเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ไปทั่วว่า ผู้อพยพชาวเฮติในเมืองสปริงฟีลด์ รัฐโอไฮโอ ขโมยสัตว์เลี้ยงของคนในละแวกนั้นไปกินเป็นอาหาร ซึ่งรายงานข่าวที่เลื่อนลอยนี้ยังถูกเผยแพร่ต่อโดยเจดี แวนซ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับทรัมป์ในครั้งนี้ด้วย

“พวกเขากินหมา พวกเขากินแมว พวกเขากินสัตว์เลี้ยงของคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตรงนั้น นี่มันช่างน่าอาย” ทรัมป์กล่าวบนเวทีประชันวิสัยทัศน์ ในขณะที่แฮร์ริสกล่าวถึงคู่แข่งของเธอในประเด็นนี้ว่า “ชอบพูดเรื่องสุดโต่ง”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี เวริฟาย พบว่าข่าวเล่าลือดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ของเมืองสปริงฟีลด์บอกกับบีบีซีว่า “ไม่มีรายงานที่น่าเชื่อถือ หรือมีการแจ้งร้องเรียนเป็นกรณีเฉพาะว่า สัตว์เลี้ยงถูกทำร้ายจนเป็นอันตราย หรือถูกทำให้บาดเจ็บโดยคนในชุมชนของผู้อพยพ”

4. พิธีกรทักท้วงทรัมป์ในข้อเท็จจริงเรื่องการทำแท้ง

ผู้เข้าประชันวิสัยทัศน์ทั้งคู่ยังปะทะคารมกันอย่างดุเดือดในประเด็นเรื่องการทำแท้ง ซึ่งพรรคเดโมแครตมีจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่ให้ยกเลิกสิทธิการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญในปี 2022 โดยแฮร์ริสกล่าวว่า “ไม่ควรจะมีใครต้องละทิ้งศรัทธาหรือความเชื่อที่ฝังลึกของตน เพื่อคล้อยตามนโยบายของรัฐ และแน่นอนว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ควรจะไปสั่งสอนผู้หญิงว่าเธอต้องทำอย่างไรกับร่างกายของตัวเอง”

แฮร์ริสอ้างว่าทรัมป์จะลงนามในกฎหมายห้ามการทำแท้งทั่วประเทศ หากเขาได้รับเลือกตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง พร้อมทั้งเอ่ยชื่อรัฐที่มีจุดยืนแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งปัจจุบันได้สั่งห้ามการทำแท้งแล้วโดยมีข้อยกเว้นในบางกรณีเท่านั้น ทำให้ทรัมป์ที่มีปัญหาเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองรีบออกมาแย้งว่า “สิ่งที่เธอพูดเป็นเรื่องโกหกล้วน ๆ ผมไม่ได้สนับสนุนนโยบายห้ามทำแท้ง” เขายังกล่าวเสริมว่าตนเองเห็นด้วยกับแม่ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ เฉพาะในกรณีที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรา, การมีเพศสัมพันธ์กันเองในหมู่เครือญาติ, หรือแม่มีความเสี่ยงจะเสียชีวิตเพราะการตั้งครรภ์

abortion right

ที่มาของภาพ, getty images

อย่างไรก็ตาม ในตอนหนึ่งทรัมป์ได้กล่าวอ้างว่า มีเด็กทารกบางคนต้องถูก “ประหารชีวิต” ในทันทีหลังลืมตาดูโลก ทำให้พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ ABC ต้องกล่าวทักท้วงขึ้นว่า “ไม่มีรัฐใดในประเทศนี้ ที่อนุญาตให้สังหารทารกแรกเกิดได้อย่างถูกกฎหมาย”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี เวริฟาย พบว่าทรัมป์ได้ปฏิเสธเรื่องที่แฮร์ริสกล่าวหามาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาทรัมป์กล่าวแต่เพียงว่า เขาจะให้ทางการของแต่ละรัฐเป็นผู้ตัดสินใจเอง ว่าข้อยกเว้นในการอนุญาตให้ทำแท้งนั้นจะได้แก่เงื่อนไขแบบใดบ้าง และไม่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะลงนามในกฎหมายห้ามทำแท้งทั่วประเทศ หากได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกสมัยแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้แฮร์ริสอ้างว่า ทรัมป์มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสาร Project 2025 ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยมูลนิธิ Heritage Foundation ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองของฝ่ายขวา โดยเอกสารนี้ระบุถึงข้อเสนอเชิงนโยบายด้านต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่ของทรัมป์ควรทำหากชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่มีเรื่องห้ามการทำแท้งทั่วประเทศในเอกสารดังกล่าว ซึ่งเสนอแต่เพียงว่าควรมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทำแท้งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ปฏิเสธไปแล้วว่า เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสาร Project 2025 โดยบอกว่า “ผมไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยเกี่ยวกับ Project 2025 ผมไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเอกสารนี้” แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดก่อนของเขาหลายคนมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยก็ตาม

5. นโยบายเศรษฐกิจและการตรวจคนเข้าเมือง

ทรัมป์เปิดฉากโจมตีแฮร์ริสว่า ไม่มีนโยบายที่เป็นของตนเอง ซ้ำยังลอกเลียนแนวคิดของเขาบางเรื่องในการหาเสียงอีกด้วย ทำให้ทรัมป์กล่าวเสียดสีว่าจะส่งหมวก “มากา” (Make America Great Again - MAGA) ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาไปให้เธอสวม พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า “เธอไม่มีนโยบายอะไรเลย จำไว้ว่าเธอก็คือไบเดนนั่นแหละ” ซึ่งแฮร์ริสสวนกลับไปว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าฉันไม่ใช่โจ ไบเดน”

เมื่อพิธีกรถามทรัมป์ว่าเขามีแผนจะทำอย่างไรกับการประกันสุขภาพ ซึ่งก่อนหน้านี้เขาต้องการยกเลิกกฎหมายที่เดินตามแนวนโยบาย “โอบามาแคร์” ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสี่ปีก่อน ทรัมป์ได้ตอบคำถามนี้อย่างคลุมเครือว่า “ผมมีแนวคิดเกี่ยวกับแผนการหนึ่ง มันเป็นบางอย่างที่ดีกว่า”

ส่วนแฮร์ริสก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า ตัวเธอมีแผนการบางอย่างอยู่ เมื่อพิธีกรซักถามถึงแนวนโยบายทางเศรษฐกิจ ซึ่งทรัมป์กำลังได้รับคะแนนนิยมสูงกว่าแฮร์ริสในประเด็นนี้

สำหรับเรื่องที่แฮร์ริสกล่าวหาว่า อัตราการว่างงานในยุคที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีนั้น ถือว่าเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี เวริฟาย กลับพบว่าคำกล่าวอ้างนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากในช่วงสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ของทรัมป์ ในเดือนม.ค. ปี 2021 อัตราการว่างงานอยู่ที่ 6.4% แต่ในอดีตช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีการพุ่งขึ้นของอัตราการว่างงานที่สูงกว่านั้น เช่นในเดือนต.ค. ปี 2009 ตัวเลขนี้ทะยานขึ้นไปถึง 10% แต่หลังจากนั้นได้ปรับลดลงมาเรื่อย ๆ เว้นแต่ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 เท่านั้น

ด้านทรัมป์ก็กล่าวหาว่า อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างเลวร้ายมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในยุคของรัฐบาลไบเดน - แฮร์ริส ซึ่งก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน โดยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี เวริฟาย พบว่ามีหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 9.1% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่คงอยู่ในระยะเวลาสั้น ๆ ช่วงเดือนมิ.ย. ปี 2022 และได้ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ 2.9% แล้วในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคยังคงเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งชาวอเมริกันจำนวนมาก

migrants border

ที่มาของภาพ, Getty Images

มีการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอยู่หลายครั้ง ในประเด็นที่ว่าด้วยผู้อพยพและการตรวจคนเข้าเมือง เช่นเรื่องที่ทรัมป์อ้างว่า “คนหลายล้านหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศของเรา โดยพากันมาจากเรือนจำ สถาบันจิตเวช และสถานพักฟื้นของคนบ้า”

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของบีบีซี เวริฟาย พบว่าไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เรื่องที่ผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ หลักล้านเป็นอดีตนักโทษหรือผู้ป่วยจิตเวชแต่อย่างใด แม้ทางการจะพบว่ามีชาวต่างชาติผู้อพยพข้ามพรมแดนเข้ามาราว 10 ล้านคน นับตั้งแต่เดือนม.ค. ปี 2021 แต่ก็ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติทางสุขภาพจิตของคนเหล่านั้น ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรม หน่วยตระเวนชายแดนของสหรัฐฯ พบว่าในบรรดาผู้อพยพ 1.4 ล้านคน ที่ถูกจับกุมระหว่างลักลอบข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายในปีงบประมาณนี้ มีอยู่ 14,700 คน ที่เคยถูกศาลตัดสินให้ต้องโทษในคดีอาญามาก่อน ซึ่งคิดเป็นเพียง 1% ของคนกลุ่มดังกล่าวเท่านั้น

us debate

ที่มาของภาพ, Getty Images

ทรัมป์ยังกล่าวอ้างว่า “ทุกวันนี้อัตราการก่ออาชญากรรมในเวเนซุเอลาลดลง เพราะพวกโจรถูกจับแล้วส่งตัวมาให้แฮร์ริส เพื่อที่เธอจะได้เอาพวกมันเข้าประเทศ”

คำกล่าวอ้างนี้ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เนื่องจากองค์กรอิสระ “ผู้สังเกตการณ์ความรุนแรงในเวเนซุเอลา” (Venezuelan Observatory of Violence) เปิดเผยกับบีบีซี เวริฟายว่า ผลการสำรวจประจำปีขององค์กรเมื่อปี 2023 ชี้ว่าอัตราการก่ออาชญากรรมในประเทศลดลงถึง 25% จากปีก่อนหน้า เพียงเพราะ “โอกาสในการก่ออาชญากรรมลดลง เหตุปล้นธนาคารน้อยลง เพราะไม่มีเงินเหลือให้ปล้นอีกแล้ว การลักพาตัวก็ลดลง เพราะไม่มีใครจะสามารถจ่ายค่าไถ่ได้อีกต่อไป” นอกจากนี้ทางองค์กรยังไม่พบหลักฐานว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ส่งตัวนักโทษให้กับทางการสหรัฐฯ แต่อย่างใด

6. แฮร์ริสก็มีปืนเหมือนกัน

หลังจากการอภิปรายประเด็นทางเศรษฐกิจ ทรัมป์พยายามทำให้แฮร์ริสมีภาพลักษณ์เป็นพวกเสรีนิยมหัวรุนแรง ซึ่งมักจะคัดค้านนโยบายส่งเสริมการครอบครองปืนอย่างหัวชนฝา โดยเขาบอกว่า “เธอมีแผนตัดลดงบประมาณของตำรวจ และเตรียมจะยึดปืนในครอบครองของทุกคน”

แฮร์ริสปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า “ตัวฉันกับทิม วอลซ์ (คู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี) ต่างก็มีปืนในครอบครองทั้งคู่ เราจะไม่ไปเที่ยวยึดปืนของใครทั้งนั้น”

ก่อนหน้านี้แฮร์ริสเคยกล่าวชี้แจงในประเด็นข้างต้นมาแล้วว่า เธอเพียงแต่สนับสนุนให้ออกกฎหมายควบคุมการครอบครองปืนที่เข้มงวดขึ้นเท่านั้น