ศาล รธน.วินิจฉัย "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ผิดจริงปมถือหุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดสมาชิกภาพจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 ที่กำหนดข้อห้าม สส. ถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด
คำวินิจฉัยของศาลในวันนี้ส่งผลให้นายศักดิ์สยาม จะไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566
คดีนี้ นายศักดิ์สยามถูกอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามกระทำการที่ผิดรัฐธรรมนูญที่ห้ามรัฐมนตรีถือครองหุ้นหรือไม่
ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลที่แล้วที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นายศักดิ์สยาม ถูก สส.ฝ่ายค้านเปิดประเด็นบนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ และโจมตีด้วยข้อหาใช้นอมินี “ซุกหุ้น” หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเอง
ก่อนที่ อดีต สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ทำเรื่องส่งผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอคำวิจิฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีและสมาชิกภาพความเป็น สส. ของนายศักดิ์สยามถือว่าสิ้นสุดลงหรือไม่ ตามข้อกล่าวหาเรื่องการถือครองหุ้นในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
คดีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บีบีซีไทยสรุปไว้ ดังนี้
นายศักดิ์สยามถูกกล่าวหาว่าอะไร

ที่มาของภาพ, ทีวีรัฐสภา
สำนักข่าวอิศราเริ่มรายงานข่าวตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ตั้งแต่ปี 2564 โดยตั้งข้อสังเกตว่า นายศักดิ์สยามในฐานะผู้ก่อตั้ง หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ได้โอนหุ้นที่เขาเคยถือครองกว่า 119 ล้านบาท ไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ตำแหน่ง สส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือไม่
สำนักข่าวอิสราชี้ว่า มีข้อมูลที่ปรากฎว่านายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นจำนวนกว่า 119 ล้านบาทให้กับตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ คือนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นหนึ่งในพนักงานของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นอกจากนั้น สำนักข่าวอิศรายังตั้งคำถามด้วยว่า ถึงแม้นายศักดิ์สยามจะโอนหุ้นให้กับนายศุภวัฒน์ไปแล้ว แต่ยังใช้ที่อยู่บ้านของตัวเองเป็นที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อยู่ต่อไป และเพิ่งจะเปลี่ยนที่ตั้งของบริษัทไปเพียง 23 วันก่อนที่จะได้เป็นรัฐมตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
รายงานข่าวเชิงตรวจสอบของสำนักข่าวอิสรา ยังขยายประเด็นไปถึงกรณีที่ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ โดยพบว่าบริษัทแห่งนี้ได้รับเป็นคู่สัญญากับรัฐอย่างน้อย 60 รายการ รวมเป็นวงเงินกว่า 1,261 ล้านบาทในช่วงระหว่างปี 2558-62 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำนักข่าวอิศราระบุว่า “เกิดขึ้นในช่วงที่ หจก.แห่งนี้ใช้ที่อยู่ของนายศักดิ์สยามเป็นที่ตั้ง”
ต่อมาในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 นายศักดิ์สยามคือหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านอภิปรายโจมตีอย่างดุเดือด โดย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกล ได้ตั้งคำถามว่านายศักดิ์สยามได้ตั้ง “นอมินี” ขึ้นมาเพื่อปกปิดทรัพย์สินของตัวเองหรือไม่
ข้อมูลของสำนักข่าวอิศรา ถูกนายปกรณ์วุฒิ นำไปอภิปรายต่อยอด โดยย้อนความถึง หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2539 โดยมีครอบครัวตระกูลชิดชอบถือหุ้น 80% และใช้บ้านของนายศักดิ์สยามเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ต่อมา นายศักดิ์สยามได้ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทนี้ทั้งหมดในปี 2540 เพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หลังเกิดรัฐประหาร 2557 นายศักดิ์สยามได้กลับมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อีกครั้งในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2560 ซึ่งนายปกรณ์วุฒิตั้งข้อสังเกตว่า เป็นช่วงเวลาที่ห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ได้งานจากกระทรวงคมนาคมในยุครัฐบาล คสช. มูลค่ารวมกว่า 400 ล้านบาท
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 26 ม.ค. 2561 โดย สส.ฝ่ายค้านได้อ้างว่า นายศักดิ์สยามได้โอนหุ้นของบริษัทแห่งนี้ออกไปทั้งหมดให้กับ “นายเอ” เป็นจำนวนกว่า 119 ล้านบาท โดยไม่ปรากฎหลักฐานการชำระเงินใด ๆ
สส.ปกรณ์วุฒิ ตั้งคำถามว่า การโอนหุ้นไปให้กับ นายเอ ในครั้งนี้ “เป็นการขายกิจการออกไปจริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงทางกฎหมาย” เพราะนอกจากไม่ปรากฏหลักฐานการชำระเงินเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นแล้ว ยังมีข้อมูลที่ปรากฎว่า นายเอได้แจ้งต่อกรมสรรพากรว่ามีรายได้ในระหว่างปี 2558-63 เดือนละประมาณ 9,000 บาท หรือคิดเป็นปีละประมาณ 100,000 บาทเท่านั้น
ขณะที่การยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากการเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อปี 2562 ก็ระบุว่า นายศักดิ์สยามมีทรัพย์สินร่วม 115 ล้านบาท มีเงินสดและเงินฝากราว 76.3 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่งนายปกรณ์วุฒิตั้งคำถามว่า เงินจากการโอนหุ้นกว่า 120 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นเพียง 23 วันก่อนนายศักดิ์สยามจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น หายไปไหน

ที่มาของภาพ, พรรคก้าวไกล
ไม่เพียงแค่ข้อกล่าวหาเรื่องการซุกหุ้น นายศักดิ์สยามยังถูกกล่าวหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเองด้วย
นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า นายเอ ยังมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” ของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) ซึ่งเป็นกิจการในครอบครัวตระกูลชิดชอบด้วย โดยข้อมูลงบการเงินปี 2561-64 บ่งชี้ว่า สถานะ “ลูกจ้าง” ของนายเอได้กลายเป็น “เจ้าหนี้รายใหญ่” ของบริษัทศิลาชัยฯ เพราะนายเอเคยให้บริษัทศิลาชัยฯ กู้ยืมเงินไปเป็นจำนวนกว่า 221 ล้านในปี 2561 ก่อนจะให้กู้เพิ่มจำนวน 9 ล้านในปี 2563 และอีกครั้งเป็นจำนวน 98 ล้านในปี 2564 โดยที่บริษัทศิลาชัยฯ จ่ายคืนหนี้ไปเพียงครั้งเดียวเป็นจำนวนเงินกว่า 78 ล้านบาทในปี 2562
ยังปรากฎว่า บริษัทศิลาชัยฯ ที่ติดหนี้เงินกู้นายเอได้นำเงินของบริษัทไปบริจาคให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวน 4.7 ล้านบาทในปี 2562 ขณะที่ นายเอเองก็บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวน 2.77 ล้านบาทเช่นกัน
สรุปเป็นข้อกล่าวหาจากนายปกรณ์วุฒิว่า นายเอ มีสถานะเป็น “นอมินี” ให้กับนายศักดิ์สยาม เพื่อทำกิจกรรมทางการเงินเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตัวเอง โดยมีบริษัทศิลาชัยฯ เป็นเหมือนกับ “กงสี” ของตระกูลชิดชอบ
“เหตุการณ์ทั้งหมดนี้บ่งชี้ให้เห็นว่านายเอ มีพฤติกรรมที่เป็นเพียงแค่นอมินี เพื่อให้รัฐมนตรียืมชื่อไปใช้เพื่อธุรกรรมทางบัญชีที่แปลกประหลาดในกงสีของตัวเองเท่านั้น” นายปกรณ์วุฒิ กล่าวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2565
ข้อห้ามถือหุ้นบริษัทเอกชน ตามรัฐธรรมนูญ
หลังจากนั้น อดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตผู้นำฝ่ายค้าน และอดีต สส. ฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกล พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย ได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำคำร้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพความเป็นรัฐมนตรีและ สส. ของนายศักดิ์สยาม ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (5) ประกอบมาตรา 187 ที่กำหนดข้อห้าม สส. ถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด หรือไม่
สำหรับรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ที่อดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนำมาวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายศักดิ์สยามนั้น กำหนดเอาไว้ว่า “รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจํานวนที่กฎหมายบัญญัติและต้องไม่เป็นลูกจ้างของบุคคลใด”

ที่มาของภาพ, พรรคเพื่อไทย
ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องกรณีหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นไว้พิจารณา พร้อมกับมีมติเอกฉันท์สั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีลง จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
หลังจากนั้น มีการคาดการณ์ว่านายเอ ซึ่งเป็นตัวละครที่ปรากฎในการอภิปรายของ สส.ปกรณ์วุฒิ คือ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ หนึ่งในคนใกล้ชิดของนายศักดิ์สยาม และเป็นบุคคลที่ปรากฏในรายงานของสำนักข่าวอิศรา
นายศักดิ์สยาม ชี้แจงว่าอย่างไร
ต่อข้อกล่าวหาจาก สส.พรรคก้าวไกล นายศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางในเมื่อปี 2565 ว่า เขานำเอกสารหลักฐานการโอนเงินจากนายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ที่ สส.ฝ่ายค้านเรียกว่า นายเอ มาแสดงกลางรัฐสภา โดยยืนยันว่า นายศุภวัฒน์ในฐานะเพื่อนของตน ได้โอนเงินมาให้เขาจริงเป็นจำนวน 3 รอบระหว่างเดือน ส.ค. 2560 ถึง ม.ค. 2561 และมีการจดเปลี่ยนหนังสือรับรองเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า หลังจากการโอนหุ้นเสร็จสิ้น เขาก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ หจก.บุรีเจริญฯ อีก และเหตุผลที่ไม่ปรากฎเงินส่วนนี้ในบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ก็เพราะว่าการโอนหุ้นเกิดขึ้นขณะที่เขายังไม่เข้าสู่ตำแหน่ง เนื่องจากเขาเข้าสู่ตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2562 และได้แจ้งทรัพย์สินภายใน 30 วันหลังจากนั้น
เขาชี้แจงด้วยว่า เงินทั้งหมดที่ได้รับจากการโอนหุ้นนั้น เขาได้ใช้ไปกับการใช้หนี้สินส่วนตัวและทางธุรกิจ
“ส่วนเงินที่ได้รับจากการขายหุ้น เป็นเรื่องส่วนตัวของผมที่จะนำไปใช้อะไร คิดว่าคงไม่ต้องนำมารายงานกับเพื่อนสมาชิก” นายศักดิ์สยาม ชี้แจงกลางรัฐสภาเมื่อปี 2563 เขายังอ้างว่า การโอนหุ้นในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องแจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะกฎหมายกำหนดว่าให้แจ้งในกรณีมีการเพิ่มเงินลงทุนหรือจดทะเบียนใหม่เท่านั้น
ขณะที่นายศุภวัฒน์ ที่ถูกกล่าวถึงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2565 โดยยืนยันว่าเขาไม่ใช่นอมินีของนายศักดิ์สยาม และรู้จักกับนายศักดิ์สยามมาอย่างนาวนาน รวมถึงทำธุรกิจหลายอย่างร่วมกัน
นายศุภวัฒน์ เปิดเผยว่า มีการโอนหุ้นและซื้อขายหุ้นจริง โดยเขาได้โอนเงินให้กับนายศักดิ์สยามเป็นจำนวนทั้งหมด 3 งวด ระหว่างปี 2560-61 และการซื้อหุ้นจากนายศักดิ์สยามเกิดขึ้นโดยที่เขาไม่ทราบมาก่อนว่านายศักดิ์สยามจะได้รับเลือกตั้ง และมีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่
“การซื้อหุ้น ซื้อธุรกิจ หจก.บุรีเจริญฯ ของผมไม่มีปัจจัยทางการเมืองมาเอื้อประโยชน์แต่อย่างใด มีแต่ความเสี่ยงทางการเมือง แต่ผมเห็นว่าคุ้มค่าการลงทุน จึงตัดสินใจซื้อหุ้นจากคุณศักดิ์สยาม และผมเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญฯ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” นายศุภวัฒน์ กล่าว
เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจรายงานว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับกรณีหุ้นบุรีเจริญไว้พิจารณา ศาลก็ได้ไต่สวนพยานของคดีทั้งหมด 6 ปาก ซึ่งนอกจากนายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์แล้ว ยังมีรายชื่อของพยานอีก 4 ปาก ได้แก่ นางวราภรณ์ เทศเซ็น ซึ่งมีฐานะเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 0.0018% มูลค่า 3,000 บาท
ส่วนพยานอีก 3 คน คือ น.ส.วรางสิริ ระกิติ, น.ส.ฐิติมา เกลาพิมาย และ น.ส.อัญชลี ปรุดรัมย์ ซึ่งมีสถานะเป็น “คนวงใน” ของนายศักดิ์สยาม ที่อาจหมายถึงคนรู้จักในระดับครอบครัว ไปจนถึงคนรู้จักในระดับประเทศที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีหุ้นบุรีเจริญฯ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 17 ม.ค. นี้ ว่านายศักดิ์สยามมีความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ หากรอดพ้นจากข้อกล่าวหาได้ นายศักดิ์สยามจะมีสิทธิ์สามารถกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง
แต่หากศาลวินิจฉัยว่าว่า นายศักดิ์สยามกระทำผิดจริงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีตำแหน่งใด ๆ ในคณะรัฐมนตรีปัจจุบัน แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (8) ได้กำหนดว่ารัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ที่พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 187 มาแล้วไม่ถึงสองปีนับถึงวันแต่งตั้ง
นั่นหมายความว่า ถ้าหากนายศักดิ์สยามมีความผิดตามข้อกล่าวหา เขาจะต้องรอเวลาอีก 2 ปีนับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก่อนจะมีสิทธิ์กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง










