พร 3 ข้อจากนายกฯ-ภารกิจ บวรศักดิ์ "มือกฎหมาย" ของรัฐบาล 4 เดือน

การหวนคืนทำเนียบรัฐบาลรอบล่าสุดนี้ บวรศักดิ์เล่าว่า นายกฯ ให้เวลาคิด 1 วัน จึงได้ปรึกษาลูก บุคคลใกล้ชิด และผู้ใหญ่ 3 คน ก่อนตัดสินใจ

ที่มาของภาพ, THAI GOV

คำบรรยายภาพ, การหวนคืนทำเนียบรัฐบาลรอบล่าสุดนี้ บวรศักดิ์เล่าว่า นายกฯ ให้เวลาคิด 1 วัน จึงได้ปรึกษาลูก บุคคลใกล้ชิด และผู้ใหญ่ 3 คน ก่อนตัดสินใจ
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หวนคืนทำเนียบรัฐบาลในรอบ 19 ปี หลังได้รับ "พร 3 ข้อ" จากผู้นำรัฐบาล ซึ่งเขาบรรยายความรู้สึกว่า "เหมือนกลับบ้านเดิม"

ในวันที่ 19 เดือน 9 บวรศักดิ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล "อนุทิน" พร้อมเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) 35 ชีวิต

ในวันที่ 19 เดือน 10 บวรศักดิ์จะมีอายุครบ 71 ปีเต็ม

"นักกฎหมายมหาชนชั้นครู" รายนี้ เป็นบุคคลที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย "เคารพนับถือ" มาไม่ต่ำกว่า 21 ปี

ปี 2547 บวรศักดิ์ เลขาธิการ ครม. ขณะนั้น คือผู้ต่อสายโทรศัพท์แจ้งข่าวกับ อนุทิน ว่าจะได้เข้าดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข เป็นครั้งแรกในรัฐบาล "ทักษิณ 1"

ปี 2568 อนุทินขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองในฐานะผู้นำรัฐบาลคนใหม่ และต้องทำภารกิจจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่ให้คำมั่นไว้กับแกนนำพรรคฝ่ายค้านตามบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) จึงไม่แปลกหากนายกฯ คนที่ 32 จะนึกถึงบวรศักดิ์เป็นชื่อแรก ๆ และส่งเทียบเชิญให้เข้ามาร่วมวง ครม.

ในระหว่างเปิดแถลงข่าวประจำสัปดาห์ (16 ต.ค.) บวรศักดิ์เปิดใจเป็นครั้งแรกถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีอายุเพียง 4 เดือน, ขยายความไทม์ไลน์การเลือกตั้งพ่วงประชามติ และยังบอกเล่าถึงเหตุผลประกอบการตัดสินใจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่นำมาสู่ "คำวินิจฉัยแถม" ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

ตัวเปิด 2 ประเด็นสำคัญกลางสภา

ในรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายชิงเปิดประเด็นสำคัญทางการเมืองกลางรัฐสภา 2 ครั้ง

ครั้งแรก เขาเปิดประเด็น "เข้าคูหา กาบัตร 4 ใบ" โดยรัฐบาลจะให้จัดทำ 2 ประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปหลังการยุบสภา

ในระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อ 29 ก.ย. บวรศักดิ์กล่าวว่า ในวันเลือกตั้ง ประชาชนจะได้บัตรลงคะแนนทั้งสิ้น 4 ใบ เพื่อเลือก สส.แบบแบ่งเขต, เลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์), ทำประชามติรัฐธรรมนูญ โดยมี 2 คำถามอยู่ในบัตรเดียวกัน และบัตรใบสุดท้าย ต้องวินิจฉัยว่าจะให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่ โดยถือเป็นแกนนำรัฐบาลคนแรกที่ออกมาพูดถึงการทำประชามติยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding - MOU) ไทย-กัมพูชา

ครั้งที่สอง เขาคือผู้ยืนยันว่า 29 มี.ค. 2569 เป็น "วันที่เหมาะสมที่สุดในการจัดการเลือกตั้ง" เพราะถ้าคำนวณจากวันประกาศยุบสภาของนายกฯ ที่บอกว่าจะเกิดขึ้นอย่างช้า 31 ม.ค. 2569 ผลที่ตามมาคือต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45-60 วันตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันที่เป็นไปได้คือ 22 กับ 29 มี.ค.

งานนี้รองนายกฯ จึงคล้ายช่วย "ฟันธง" วันเข้าคูหาที่แน่ชัด ในระหว่างการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เมื่อ 15 ต.ค. ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งบวรศักดิ์ขอชี้แจงไทม์ไลน์ของรัฐบาลเพื่อให้ประชามติเกิดขึ้นได้วันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป โดยพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ รัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียง, MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคประชาชน (ปชน.)

ไทม์ไลน์ที่รองนายกฯ นำเสนอ กรณีใช้ พ.ร.บ.ประชามติ 2564 แนะนำให้รัฐสภาลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใน 15-20 ธ.ค. เนื่องวันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. จะประกาศให้ทำประชามติได้คือ 30 ธ.ค. (มีเวลา 90 วันจนถึงวันประชามติ)

ที่มาของภาพ, TPTV

คำบรรยายภาพ, ไทม์ไลน์ 1 ที่รองนายกฯ นำเสนอ กรณีใช้ พ.ร.บ.ประชามติ 2564 แนะนำให้รัฐสภาลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใน 15-20 ธ.ค. เนื่องวันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. จะประกาศให้ทำประชามติได้คือ 30 ธ.ค. (มีเวลา 90 วันจนถึงวันประชามติ)
ไทม์ไลน์ 2 ที่รองนายกฯ นำเสนอ กรณีใช้ พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ แนะนำให้รัฐสภาลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใน 15-19 ม.ค. 2569 เนื่องวันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. จะประกาศให้ทำประชามติได้คือ 29 ม.ค. 2569 (มีเวลา 60 วันจนถึงวันประชามติ)

ที่มาของภาพ, TPTV

คำบรรยายภาพ, ไทม์ไลน์ 2 ที่รองนายกฯ นำเสนอ กรณีใช้ พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ แนะนำให้รัฐสภาลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภายใน 15-19 ม.ค. 2569 เนื่องวันสุดท้ายที่นายกฯ และ กกต. จะประกาศให้ทำประชามติได้คือ 29 ม.ค. 2569 (มีเวลา 60 วันจนถึงวันประชามติ)

วันนี้ (16 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า วันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 29 มี.ค. 2569 แน่นอนหรือไม่ บวรศักดิ์บอกว่า "ถ้า MOA ไม่เปลี่ยน ซึ่งก็ไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองเราไม่รู้ การเมืองเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่วันนี้ก็คืออย่างนี้ ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยน MOA ยังไม่เปลี่ยน ก็ยังเป็นไปตามไทม์ไลน์"

ขยายความ 2 ไทม์ไลน์ก่อนเข้าคูหา ขึ้นกับ กม.ประชามติ

เงื่อนไขชี้ขาดว่าจะใช้ไทม์ไลน์ใด ขึ้นอยู่กับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 3 พ.ย. นี้

"เป็นพระราชอำนาจ อย่าไปบังอาจคาดเดาทีเดียว... ถ้าลงมาก่อน 3 พ.ย. ไทม์ไลน์ก็เปลี่ยน สภาจะมีเวลา (พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ) เพิ่มขึ้นอีก 1 เดือน" รองนายกฯ กล่าว

บวรศักดิ์ระบุว่า ถ้า 90 วันไม่มีการพระราชทานลงมา เป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องประชุมกันตามมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ แต่ "อย่าไปตั้งสมมติอย่างนั้น ต้องรอความจริงก่อน" จากสถิติที่ผ่านมา มีพระมหากรุณาเกือบทั้งหมดกฎหมายที่ผ่านสภาไปแล้ว เว้นแต่มีข้อขัดข้องทางเทคนิค เช่น ผิดพลาดทางถ้อยคำ

แล้วที่ผ่านมา มีร่างกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย (วีโต้) มากน้อยแค่ไหน?

รองนายกฯ ผู้กำกับดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตอบว่า "ในหลวง ร. 9 และ ร. 10 มีน้อยมาก และเป็นเทคนิคมาก" ในสมัย ร. 9 มีร่างกฎหมายบุคลากรทางการศึกษา และร่างกฎหมายเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ และทรงให้ราชเลขาฯ มีหนังสือมาถึงรัฐบาลอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ทรงยับยั้งเพราะเนื้อหา แต่ทรงยับยั้งเพราะมีข้อผิดพลาดในถ้อยคำ และสภาก็ไม่ยืนยัน

รัฐธรรมนูญ มาตรา 146 ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. ใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่าง พ.ร.บ. นั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนําร่าง พ.ร.บ. นั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน 30 วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำ พ.ร.บ. นั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พูดคุยกับเพื่อน สส. ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเมื่อ 15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พูดคุยกับเพื่อน สส. ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเมื่อ 15 ต.ค.

ถึงที่สุดแล้วหากต้องเดินหน้าจัดให้มีการออกเสียงประชามติภายใต้ พ.ร.บ.ประชามติปี 2564 ตามไทม์ไลน์ที่ 2 ของอาจารย์บวรศักดิ์ เจ้าตัวยืนยันว่าไม่มีปัญหา และได้ตอบคำถามบีบีซีไทยใน 2 ประเด็น

  • พ.ร.บ.ประชามติฉบับปัจจุบันไม่ได้เขียนระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดทำประชามติสามารถทำพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. หรือการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่บวรศักดิ์ยืนยันว่า "ประชามติพร้อมเลือกตั้งได้ ไม่มีอะไรห้าม" จะทำให้ประหยัดงบประมาณด้วย เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าจัดเลือกตั้ง/ประชามติครั้งหนึ่ง ต้องใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องเอาเรื่องนี้มาคำนึงด้วย
  • ในการเลือกตั้งทั่วไป เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขต (เลือกตั้งล่วงหน้า) ได้ เมื่อรัฐบาลจะพ่วงประชามติเข้าไป ประชาชนสามารถลงประชามติล่วงหน้าวันเดียวกันได้หรือไม่ บวรศักดิ์บอกว่า "เหมือนกัน เพราะกฎหมายประชามติก็เขียนเอาไว้ทำนองนั้น"

2 เงื่อนไข ทำคำถามประชามติกรณี รธน. หดเหลือข้อเดียว

รธน.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

อย่างไรก็ตาม ไทม์ไลน์ที่บวรศักดิ์นำเสนอ ไม่ได้คิดเผื่อกรณีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลหรือไม่

"ถ้าไปร้องศาล ก็ไปถามประชามติ 29 มี.ค. ไม่ได้ ก็ตั้งคำถามได้คำถามเดียวคือ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ full stop (จบนะ) สมมติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เสร็จ จะเอาไปทำประชามติได้ยังไง" รองนายกฯ บวรศักดิ์กล่าว

ในระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 เมื่อ 14-15 ต.ค. มี สส. และ สว. บางส่วนแสดงความกังวลต่อเนื้อหาหลักของร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรค ปชน. ซึ่งถูกใช้เป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาวาระที่ 2 พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งประเด็นรูปแบบคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดให้ประชาชนเลือกตั้งเบื้องต้น 70 คน ก่อนให้สมาชิกรัฐสภาเคาะชื่อเหลือ 35 คน และการไม่เขียนล็อกว่าห้ามแก้ไขหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

อย่างไรก็ตาม บวรศักดิ์ชี้ชวนให้รอดูร่างที่ผ่านวาระที่ 3 ของรัฐสภาแล้ว ไม่ใช่วาระ 1 มีปัญหาแล้ว เพราะกว่าจะถึงตรงนั้นยังมีโอกาสแก้ไขได้ "ที่กังวลว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอดูฉบับสุดท้ายที่รัฐสภาลงมติ"

โดยสรุปแล้ว ถ้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐสภาไม่แล้วเสร็จ หรือถูกร้องศาล นั่นหมายความว่าจะไม่มี "คำถามที่ 2" ให้ประชาชนลงประชามติ แต่เหลือ "คำถามที่ 1" เพียงข้อเดียว

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 ก.ย. ระบุว่า "การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง แต่ "การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้"

รัฐสภา "รับหลักการ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยและฉบับพรรคประชาชน หลังเปิดให้ สส. และ สว. ได้อภิปราย 14-15 ต.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รัฐสภา "รับหลักการ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทยและฉบับพรรคประชาชน หลังเปิดให้ สส. และ สว. ได้อภิปราย 14-15 ต.ค.

บวรศักดิ์ เป็น 1 ใน 6 นักกฎหมายที่ปรากฏชื่อในคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ในฐานะ "พยานผู้เชี่ยวชาญ" ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่กำหนดยื่นต่อศาล

เขาจัดทำความเห็นสรุปได้ว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มและแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องดำเนินการตามมาตรา 256 (8) โดยอนุโลม กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังต้องมีการออกเสียงประชามติ "ดังนั้นการเพิ่มบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยิ่งต้องเป็นไปเช่นนั้น ตามหลักการตีความกฎหมาย"

ส่วนกรณีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติกี่ครั้งนั้น มิได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และมิได้กล่าวถึงไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 หากจะตีความว่าต้องทำแยกกันระหว่างการออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 1 ครั้ง และส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ประชาชนพิจารณาและออกเสียงประชามติอีก 1 ครั้ง ซึ่งสามารถกระทำได้ แต่อาจใช้ระยะเวลามากพอสมควรและมีค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยการตั้งคำถามจำนวน 2 ข้อ

  • ข้อ 1 ท่านเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้แทนรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ หากตอบไม่เห็นชอบถือว่าไม่เห็นชอบข้อ 2 ด้วย
  • ข้อ 2 หากท่านเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับตามข้อ 1 ท่านให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่แนบมานี้หรือไม่

เผยเบื้องหลังศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า "รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง" แล้วจะทำอย่างไรให้ยึดโยงประชาชน?

มือกฎหมายของรัฐบาล "อนุทิน" มองว่ามีหลายทาง ศาลรัฐธรรมนูญบอกไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง ก็ใช้เลือกตั้งโดยอ้อม อย่างสมาชิกวุฒิสภาของฝรั่งเศสก็มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมผ่านคณะผู้เลือกตั้ง ซึ่งก็ทำได้และยึดโยงกับประชาชน

"ผมถามตุลาการบางท่านที่เป็นนักวิชาการด้วยกัน เป็นเพื่อนกันมาก่อน ตุลาการท่านก็บอกว่าศาลกลัวว่าถ้าให้ประชาชนเลือกตรง เดี๋ยวรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายชลประทาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายอะไร ซึ่งมันก็คงจะไม่ดีเท่าไรว่ารัฐธรรมนูญของไทยอาจจะไม่เหมือนของบ้านเมืองอื่นเขา นี่คือเหตุผลของศาล" บวรศักดิ์แจกแจงเบื้องหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าเมื่อวินิจฉัยแล้ว ก็มีผลผูกพันทุกองค์กร ก็ต้องเลี่ยงไม่ให้ผิด

คำตอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ปรากฏว่ามีคำถามจาก สส. และ สว. ผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลตีความอำนาจของรัฐสภาในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ศาลรัฐธรรมนูญ "วินิจฉัยเกินคำขอ" "วินิจฉัยแถมทั้งที่ไม่ได้ถาม"

ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายมหาชนช่วยแจกแจงแทน โดยยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 ที่ระบุว่า หากมีความจําเป็นจะต้องบังคับให้เป็นไปตามคําวินิจฉัย ให้ศาลมีอํานาจกําหนดคําบังคับให้เป็นไปตามคําวินิจฉัยของศาลไว้ในคําวินิจฉัยนั้น โดยศาลอาจกําหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคําวินิจฉัย หรืออาจกําหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด มาอธิบายความ

"ที่มีการวิจารณ์ว่าศาลตัดสินเกินคำขอ หลักห้ามตัดสินเกินคำขอใช้ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะมาใช้ในกฎหมายมหาชนไม่ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอดีตรักษาการนายกฯ และอดีต รมว.ยุติธรรม ถึงแม้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ศาลก็จะรับวินิจฉัยเพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญศาลเดียว ศาลปกครองสูงสุดก็เป็นแบบนี้ เพราะกฎหมายมหาชนเป็นการคุ้มครองสิทธิสาธารณะ จึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด" บวรศักดิ์อธิบาย

หัวหน้าพรรคประชาชนแสดงความยินดีกับ พริษฐ์ วัชรสินธุ หลังรัฐสภามีมติ 300 เสียงให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่ พริษฐ์ เสนอ เป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาวาระที่ 2

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, หัวหน้าพรรคประชาชนแสดงความยินดีกับ พริษฐ์ วัชรสินธุ หลังรัฐสภามีมติ 300 เสียงให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่ พริษฐ์ เสนอ เป็น "ร่างหลัก" ในการพิจารณาวาระที่ 2 โดยที่เขาก็เข้าไปเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ด้วย

ชีวิตสัมพันธ์กับการจัดทำรัฐธรรมนูญ

เส้นทางชีวิตของชายวัยเลข 7 เข้าไปเกี่ยวข้อง-สัมพันธ์กับการจัดทำรัฐธรรมนูญหลายฉบับ

บวรศักดิ์เป็น 1 ใน 99 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2539 ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกเรียกขานว่า "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน"

ทว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ที่เขามีส่วนร่วมจัดทำถูกฉีกด้วยน้ำมือคณะรัฐประหารปี 2549 บวรศักดิ์ถูก "อาจารย์ที่เคารพ" นาม มีชัย ฤชุพันธุ์ ตามตัวกลับจากต่างประเทศเป็นการด่วน เพื่อช่วยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)

หลังรัฐประหาร 2557 บวรศักดิ์เป็นสมาชิกใน "แม่น้ำ" 2 จาก 5 สาย อันหมายถึงขององค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนี้เขามีตำแหน่งเป็นทั้งรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายลงเอยด้วยความเจ็บช้ำ เมื่อ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองเป็นใหญ่" ที่บวรศักดิ์กับพวกลงแรงยกร่างมา 10 เดือนถูกโหวตคว่ำกลาง สปช. เมื่อ ก.ย. 2558 ท่ามกลางกระแสข่าวมี "ใบสั่ง" จากนายพล

บวรศักดิ์สรุปบทเรียนครั้งนั้นผ่านวาทะอันลือลั่น "เป็นเพราะเขาอยากอยู่ยาว"

ข้อวิเคราะห์ของนักกฎหมายแถวหน้าดูเหมือนจะกลายเป็นความจริง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ยึดครองอำนาจนายกฯ คนที่ 29 ยาวนานกว่า 8 ปี (2557-2566)

กับการหวนคืนทำเนียบรัฐบาลรอบล่าสุดนี้ บวรศักดิ์เล่าว่า นายกฯ ให้เวลาคิด 1 วัน จึงได้ปรึกษาลูก บุคคลใกล้ชิด และผู้ใหญ่ 3 คน ก่อนตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ว่า มีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาล "จึงคิดว่านายกฯ อนุทินมีความตั้งใจจริงที่จะทำอะไรบางอย่าง"

สำหรับบรรดารัฐมนตรีคนนอก ก็เป็นคนที่บวรศักดิ์รู้จัก-คุ้นเคยมาก่อนหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอกนิติ นิติทันฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งรู้จักกันเพราะ เอกนิติ ไปเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าฯ และส่วนตัวก็สนิทกับบิดาของ เอกนิติ

ส่วน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ก็ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ คนที่ 17 (2531-2534) โดย สีหศักดิ์ เป็นผู้ประสานงานของกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ บวรศักดิ์ เป็นที่ปรึกษาของนายกฯ ซึ่งถูกเรียกขานว่า "ขุนพลบ้านพิษณุโลก"

พร 3 ประการจากนายกฯ อนุทิน

ทว่ายังมีเหตุผลอีกข้อที่มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของนักกฎหมายใหญ่รายนี้

บวรศักดิ์ เล่าว่าได้ขอพร 3 ประการจากนายกฯ เหมือนที่พระอานนท์ทูลขอพร 8 ประการจากพระพุทธเจ้า เมื่อจะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก

สำหรับพรที่บวรศักดิ์ขอ และประมุขตึกไทยคู่ฟ้าจัดให้ตามนั้น ได้แก่

  • ไม่ขอเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
  • ไม่ขอเข้าไปยุ่ง หรือแทรกแซงองค์กรอิสระ เรื่อง "คดีเขากระโดง" และ "คดีฮั้วเลือก สว."
  • ได้แจ้งไปว่า "ผมเป็นคนคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ดังนั้นผมจะมีความเห็นอย่างไรต่อ ครม. หรือตัวนายกฯ ต้องให้ผมพูด ส่วนพูดแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นการตัดสินใจของท่าน ก็เป็นอำนาจของนายกฯ"

พรข้อที่ 3 ที่ได้รับจากนายกฯ คนที่ 32 เป็นสิ่งที่บวรศักดิ์เคยร้องขอและได้รับจากนายกฯ คนที่ 23 ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว หลังผู้นำรัฐบาลส่งเทียบเชิญบวรศักดิ์ ขณะเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ ให้มาเป็นเลขาธิการ ครม. ในปี 2546 แทน วิษณุ เครืองาม ที่จะขยับชั้นเป็นรองนายกฯ

หนึ่งในเงื่อนไขที่นักกฎหมายแถวหน้าแจ้งต่อนายกฯ ทักษิณคือ "ถ้าไม่เห็นด้วยอะไรกับท่านก็ขอให้พูดได้ ส่วนท่านเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ แล้วท่านเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมือง ผมก็จะไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น..."

รองนายกฯ บวรศักดิ์ กับนายกฯ อนุทิน ในระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, รองนายกฯ บวรศักดิ์ กับนายกฯ อนุทิน ในระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อ 29 ก.ย.

เส้นทางชีวิตของบวรศักดิ์มักถูกนำไปเทียบเคียงกับพี่ลูกลูกน้องที่ชื่อ วิษณุ เครืองาม ซึ่งอายุห่างกัน 3 ปี จากเด็กสงขลา กลายเป็นนักเรียนกฎหมายที่มีดีกรี "ด็อกเตอร์" อาจารย์สอนกฎหมายที่ได้ติดคำนำหน้าชื่อว่า "ศาสตราจารย์" ตั้งแต่ยังหนุ่ม จากนั้นโอนย้ายไปเป็นข้าราชการพลเรือน ทำงานรับใช้ใกล้ชิดเหล่าผู้นำในตำแหน่งเลขาธิการ ครม. ก่อนได้ร่วมวงฝ่ายบริหารเสียเองในตำแหน่งรองนายกฯ นี่คือความเหมือนของ 2 พี่น้องนักกฎหมาย

ก่อนเข้ามาเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาล "อนุทิน" บวรศักดิ์ยอมรับว่าได้โทรศัพท์ไปถามวิษณุ

"ท่านก็บอกให้รับเถอะ เพราะอาจารย์วิษณุเป็นรองนายกรัฐมนตรีตลอดกาล man for all seasons ผมแทนหรือไม่ไม่รู้ ผมอาจฝีมือไม่เท่าท่าน ท่านรักพวกคุณ (สื่อมวลชน) แถลงข่าวเช้า กลางวัน เย็น 3 เวลาหลังอาหาร แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ" บวรศักดิ์ระบุ

รองนายกฯ บวรศักดิ์ยังประกาศภารกิจที่ต้องการเข้ามาขับเคลื่อน อาทิ อยากทำอะไรบางอย่างเรื่องการคุ้มครองพระพุทธศาสนา, การยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและเอกชน หรือที่เรียกว่า "กิโยติน"

การกลับมาทำเนียบฯ รอบนี้ บวรศักดิ์บอกว่า "ก็ดี ครม. ก็ active ตามนายกฯ ผมเจอท่านบอกท่านว่า โอ้ย... ท่านขยันจังนะ เดี๋ยวไปนั่นไปนี่ ท่านบอกท่านสนุก มีความสุขก็ดีไป" ส่วนตัวมีเพื่อนข้าราชการดี ๆ หลายสำนักก็คุ้นเคยกันมาก่อน เป็นมิตร ก็เหมือนกลับบ้านเดิม

ส่วนการมาชิมลาง-ช่วยงานรัฐบาล จะหยุดอยู่แค่ 4 เดือนนี้ หรือถ้านายกฯ ขอพรกลับให้ช่วยอยู่ยาว จะตัดสินใจอย่างไร?

"ตอนนี้ 4 เดือนบวก 4 เดือน ยังไม่ถึงเวลา เป็นเรื่องอนาคต ให้ผ่านช่วงนี้ก่อน วันต่อวัน ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ อยู่กับปัจจุบันดีที่สุด ถ้าไปพูดถึงอนาคต พร่ำถึงอดีตก็ไปไม่ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก เนื้อหาจาก YouTube อาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์