You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิด 5 ปัจจัย ทำไมไฟไหม้รถบัสนักเรียนอุทัยธานี จึงสูญเสียหนัก
โศกนาฏกรรมรถบัสทัศนศึกษาจากโรงเรียนใน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า กทม. ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของครูและนักเรียนรวม 23 ชีวิต เหตุดังกล่าวมีปัจจัยซึ่งเป็นจุดอ่อนหลายประการ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุ
ความคืบหน้าการสอบสวนหาสาเหตุรถบัสนักเรียนไฟไหม้ ล่าสุด ในวันนี้ (3 ต.ค) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (ผบช.สพฐ.) เปิดเผยว่าในเบื้องต้น ยืนยันได้ว่า เกิดการรั่วไหลของก๊าซบริเวณส่วนหน้าของรถ ขณะที่กรมการขนส่งทางบก เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ว่าจากการตรวจสอบพบว่า ถังก๊าซเอ็นจีวีถังที่ 8 ที่อ้างว่ามาจากต่อเติมเกิดการรั่วไหล
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 2 ต.ค. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. แถลงว่า คนขับรถบัสได้รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ได้แก่ ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล แล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือ ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยด้วยว่า คนขับรถมีความผิดฐานประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความสูญเสีย เนื่องจากรู้ว่ารถมีปัญหา แต่ไม่หยุดรถ โดยอ้างว่าได้ยินเสียงลูกสูบของรถดัง แต่ไม่ได้จอดดู และขับรถต่อจนรถเสียหลัก
“ในคำให้การบอกว่าเกิดจากกระบอกลมที่เป็นลูกสูบ (คนขับ) ได้ยินเสียงตรงนั้น แล้วหากได้ยินเสียงไม่หยุดรถทันทีเพื่อตรวจสอบ แต่ขับต่อไป แทนที่จะหยุดดูกลับขับไปอีกเท่าไหร่ แล้วทำให้เกิดประกายไฟจนกระทั่งทำให้ถังก๊าซเชื้อเพลิงเกิดการลุกไหม้ มันบ่งบอกถึงความประมาทเลินเล่ออย่างไร” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ระบุ
ส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุ รักษาการ ผบ.ตร. ระบุว่าต้องรอความชัดเจนในการตรวจพิสูจน์หลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญ แต่เบื้องต้นสันนิษฐานว่า เกิดจากอุปกรณ์ส่วนควบบกพร่อง จนเกิดประกายไฟจนเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้
จากภาพวิดีโอ ข้อมูลของพยานในหลายส่วน และการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจ อุบัติเหตุครั้งนี้มีปัจจัยจากเรื่องใดบ้าง บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ความรุนแรงของอุบัติเหตุครั้งนี้
1. รถบัสเก่า ใช้งานมาแล้ว 54 ปี ขณะที่มาตรฐานรถโดยสารสาธารณะควรอยู่ที่ 10-15 ปี
ข้อมูลรายการจดทะเบียนของรถบัสทัศนศึกษาที่ไฟไหม้ จดทะเบียนเป็นประเภทรถโดยสารไม่ประจำทาง เลขตัวรถ 2105472 เลขเครื่องยนต์ 422915-20-590053 ยี่ห้อรถเดิมคือ อีซูซุ แต่ดัดแปลงมาเป็นยี่ห้อเบนซ์ โดยใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อเบนซ์ จำนวน 8 สูบ 280 แรงม้า น้ำหนักรถ 14300 จำนวนผู้โดยสารที่นั่ง 41 คน และข้อมูลสำคัญพบว่า จดทะเบียนครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. 2513 หรือใช้งานมาแล้ว 54 ปี
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ:
ณัฐพงศ์ บุญตอบ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า รถบัสโดยสารในรูปแบบประกอบในไทย ไม่ได้ถูกกำหนดเช่นในต่างประเทศว่าต้องเป็นรถใหม่หรือเป็นรถสำเร็จรูปของยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งทั้งหมด
ในประเทศไทยมักจะเป็นลักษณะที่ผู้ประกอบการซื้อคัสซี (หรือแชสซี) ที่เป็นตัวโครงของรถบรรทุกมา และซื้อเครื่องยนต์ เพื่อมาจดประกอบ โดยในประเด็นความปลอดภัยของรถที่มีการจดทะเบียนมานาน จะส่งผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง ความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ หากไม่ได้ถูกดูแลซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้ ก็มีโอกาสหรือความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ
นักวิจัยอาวุโสจากเอไอทีบอกว่า เคยมีการศึกษาอายุการใช้งานรถบัสโดยสารที่เหมาะสมในประเทศไทย ว่าอยู่ที่ 10-15 ปีเท่านั้น สำหรับรถบัสประจำทาง ซึ่งเมื่อครบอายุแล้วจะต้องปลดระวาง แต่ก็มีช่องว่างต่อไปว่า เมื่อปลดระวางแล้วรถพวกนี้จะถูกนำไปจำหน่ายให้ผู้ประกอบการรถบัส รถทัวร์ ที่ให้บริการเช่าเหมาคัน เช่น กรณีที่จดทะเบียนเป็นรถทัศนาจร ที่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้
ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญคนนี้มองว่า การดัดแปลงตัวรถที่มีการประกอบใหม่ทั้งในกรณีรถบัสนักเรียน และกรณีที่ปลดระวางแล้ว เมื่อนำมาดัดแปลงใหม่แล้วไปจดทะเบียน รถโดยสารในลักษณะนี้ยังถือเป็นช่องว่างในการจดทะเบียนกับกรมการขนส่ง
“จริง ๆ 54 ปี ถือว่าเก่ามาก ที่เคยเจอมาอย่างมากแค่ 30 ปี ในรายละเอียด ไม่แน่ใจว่ามีการจดทะเบียนใหม่หลังจากทำใหม่หรือไม่ แต่ถือเป็นช่องว่างของการจดประกอบรถโดยสารสาธารณะในบ้านเรา” ณัฐพงศ์ กล่าว
“เขาอาจจะมีการไปทำใหม่ ทำสีและตัวถังใหม่ ซึ่งมันก็สามารถทำให้ผ่านการตรวจสอบของขนส่งทางบกได้ เพราะเวลาตรวจสอบจริง อาจจะไม่ได้มีการตรวจสอบ เลขตัวถัง เลขคัสซีพวกนี้ว่า มันเคยจดทะเบียนอยู่แล้วหรือเปล่า หรือจดทะเบียนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็จะเป็นประเด็นปัญหาการจดทะเบียน”
2. ติดตั้งเอ็นจีวี 11 ถัง แต่ยื่นขออนุญาตเพียง 6 ถัง ขนส่งฯ แจงพบถังที่ต่อเติมเกิดการรั่วไหล
จนถึงขณะนี้ มีความชัดเจนระดับหนึ่งว่า รถบัสมีการติดตั้งถังก๊าซเกินกว่าจำนวนที่ขออนุญาต
นายเอกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยเมื่อ 2 ต.ค. ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นรถบัสคันเกิดเหตุ พบว่ามีถังก๊าซจำนวน 11 ถัง จากที่มีการขออนุญาตติดตั้งไว้แค่ 6 ถัง
รถโดยสารหนึ่งคัน ตามกฎหมายติดตั้งถังก๊าซได้จำนวนเท่าไหร่ ประเด็นนี้ นายชีพ น้อมเศียร ผอ.วิศวกรรมยานยนต์กรมการขนส่งทางบก ระบุว่าจำนวนถังก๊าซที่ติดตั้งจะคำนวณตามน้ำหนักของตัวรถ เช่น รถบรรทุกน้ำหนักได้ 15 ตัน 40 ที่นั่ง โดยทั่วไปติดตั้งก๊าซซีเอ็นจีได้ 5-6 ถัง
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ถังก๊าซถูกติดตั้งไว้หลายจุดรวม 11 ถัง ได้แก่ บริเวณด้านหน้าขวา 1 ถัง บริเวณด้านหน้าซ้าย 2 ถัง บริเวณกลางรถฝั่งซ้าย 4 ถัง และกลางรถฝั่งขวา 4 ถัง ซึ่ง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้เรียกเอกสารจากกรมการขนส่ง เพื่อนำมาตรวจสอบแล้ว หากพบไม่ตรงกัน ถือว่าการติดตั้งไม่ได้อนุญาตจากทางราชการ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
รายงานข่าวจากสื่ออย่างน้อยสองสำนัก เช่น มติชน สถานีโทรทัศน์ช่องสาม ระบุด้วยว่า การยื่นจดทะเบียนของรถบัสต่อหน่วยงานขนส่ง ไม่ได้จดทะเบียนว่า รถได้ติดตั้งก๊าซเอ็นจีวี แต่ตอนที่ยื่นทำประกันกับบริษัทประกันภัยระบุข้อมูลว่า ติดตั้งก๊าซเอ็นจีวี
ต่อมาในวันนี้ (3 ต.ค.) ที่รัฐสภา นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และคณะ ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน กมธ. โดยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่าวันเกิดเหตุได้ลงพื้นที่หลังจากเพลิงสงบและนำวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบในช่วงเย็นวันเกิดเหตุทันที
“ถังก๊าซเกินแน่นอน แต่มาได้อย่างไร ติดตั้งยังไง ตอนไหน ขออนุญาตให้อยู่ในสำนวนการสอบสวน” นายจิรุตม์ กล่าว
ตด้านนายชีพ น้อมเศียร ผอ.สำนักวิศวกรรมยานยนต์ของกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงการตรวจสอบสภาพรถโดยพบว่า ประตูด้านหลังฝั่งขวา คันโยกที่ใช้เปิดปิดภายในตัวรถยังใช้งานได้ปกติ และรถที่เกิดเหตุเป็นรถโดยสารชั้นเดียว พื้นที่ด้านล่างใช้เก็บสัมภาระ
ในประเด็นเกี่ยวกับลุกไหม้ พบว่า ล้อของรถไม่ได้มีการระเบิด และตรวจสอบพบว่ามีถังก๊าซจำนวน 11 ถึง โดยมีท่อก๊าซหลุดเป็นเหตุให้เกิดก๊าซรั่ว และยังตรวจสอบพบด้วยว่าเพลาล้อหน้าหักครูดกับถนน
ในช่วงตอบคำถามต่อ กมธ. นายชีพได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ถังก๊าซที่รั่วไหลเป็นถังหมายเลข 8 ซึ่งไม่ได้อยู่ในรายการตรวจสอบของวิศวกร ถังที่ได้รับการตรวจสอบ มีเพียงถังที่ 1-6 ซึ่งถังหมายเลข 8 เป็นถังที่อยู่นอกระบบ ซึ่งต้องเป็นการพิสูจน์หลักฐานของตำรวจต่อไป
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ:
นักวิจัยอาวุโสด้านอุบัติเหตุของสถาบันเอไอที กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งานของถังก๊าซเอ็นจีวีของรถโดยสาร ตามระเบียบการตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก ต้องตรวจปีละ 2 ครั้ง โดยจะเป็นการตรวจความพร้อมของช่วงล่าง ทดสอบความเอียงความสูง เสถียรภาพการทรงตัว ส่วนการต่ออายุพวกถังก๊าซ ต้องมีการตรวจสภาพเช่นกัน ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นการตรวจพร้อมกับการตรวจสภาพรถ
“รถที่ใช้ก๊าซซีเอ็นจี (เอ็นจีวี) หรือแอลพีจี ต้องมีการตรวจสภาพถังตามรอบของมัน” ณัฐพงศ์กล่าว
3. ประตูทางออกฉุกเฉินเปิดไม่ได้ ระบบอุปกรณ์ฉุกเฉินบนตัวรถบางอย่างไม่มี
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กู้ภัย ระบุว่า ร่างของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บริเวณด้านหลังรถ ใกล้กับบริเวณของประตูทางออกฉุกเฉิน ซึ่งพบว่าไม่มีการเปิดขณะเกิดเหตุ
ภาพวงจรปิดของอาคารบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุยังจับภาพขณะที่คนขับรถบัสเปิดประตูลงจากรถ และเดินวนมาที่บริเวณประตูฉุกเฉินด้านหลังก่อนพยายามเปิดแต่ไม่สำเร็จ
นอกจากนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของครูพรประภา อั๋นดอนกลอย ครูโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม ที่อยู่บนรถบัสคันที่ 3 ที่ตามมา และเข้าไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนจำนวนสองคน เปิดเผยว่า เห็นครูและนักเรียน หนีลงมาจากประตูหน้า ส่วน “ประตู (รถ) เปิดได้แค่บานหน้า หากประตูหลังเปิด เด็กน่าจะรอดกว่านี้”
พล.ต.อ.ไตรรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ยังระบุในการแถลงข่าววันนี้ (2 ต.ค.) ด้วยว่า จากการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีค้อนทุบกระจกอยู่บนรถบัส แต่อย่างใด
จากการประมวลหลักฐานจากคลิปวิดีโอและปากคำของกู้ภัยและผู้เห็นเหตุการณ์ ทำให้เกิดคำถามว่า ประตูฉุกเฉินใช้งานได้หรือไม่ ประตูรถบัสบานกลางได้ถูกเปิดหรือหรือไม่ รวมทั้งระบบอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ บนตัวรถ อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ หรือผู้ประสบภัยรู้วิธีใช้งานหรือไม่
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ:
ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ในการตรวจสอบว่าประตูฉุกเฉินอยู่ในสภาพปกติหรือทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่ เมื่อชิ้นส่วนดังกล่าวถูกเผาไหม้ไปแล้ว ก็อาจมีความยากในการพิสูจน์ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบต่อไปคือ ประตูฉุกเฉินและอุปกรณ์ระบบความปลอดภัยบนตัวรถเป็นไปตามมาตรฐานข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกและสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่ รวมถึงผู้โดยสารได้เรียนรู้วิธีใช้งานหรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญจากเอไอที ไล่เรียงมาตรฐานของระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องตรวจสอบและเข้าใจระบบ ได้แก่
- ระบบประตูรถบัส - ส่วนใหญ่ประตูโดยสาร ทั้งประตูหน้าและประตูกลาง จะเป็นระบบไฮดรอลิกที่ใช้ลมดันเอาไว้ ในกรณีฉุกเฉินที่ระบบลมมีปัญหาจะมีตัวปลดล็อกวาล์วจากด้านในเพื่อดันประตูออก ซึ่งโดยทั่วไปจะมีแค่คนขับรถหรือเด็กรถที่รู้ว่าจะต้องเปิดที่จุดนี้และดันประตูออกไปได้ แต่มาตรฐานที่ควรเป็นคือ จะต้องมีการติดตั้งป้ายหรือสัญลักษณ์ไว้ และมีคำถามว่า ผู้โดยสารรู้หรือไม่ว่าใช้งานอย่างไร
- ค้อนทุบกระจกและกระจกนิรภัยที่ทุบได้ - มีหรือไม่บนรถบัสคันดังกล่าว และการใช้ค้อนทุบกระจก ผู้โดยสารจะต้องรู้ว่า กระจกบานไหนทุบได้ เพราะข้อกำหนดของการจดประกอบรถโดยสารของไทยระบุว่า รถโดยสารทั่วไปที่มีกระจกหลาย ๆ บาน ต้องมี 1 ใน 3 ที่เป็น กระจกนิรภัย ที่สามารถทุบแล้วกระจกแตกละเอียดเป็นเม็ด ซึ่งคนสามารถหนีออกได้ เพราะกระจกทั่วไปเป็นกระจกสองชั้น ใช้ค้อนทุบอย่างเดียวมันไม่แตก
เมื่อเปิดดูมาตรฐานข้อกำหนดของ รถโดยสารมาตรฐาน 1 ทั้ง (ก) รถปรับอากาศพิเศษที่ห้องผู้โดยสารแยกเป็นสัดส่วนแยกออกจากห้องผู้ขับรถ และ (ข) รถปรับอากาศพิเศษที่ไม่แยกห้องผู้โดยสารออกจากห้องผู้ขับ ระบุมาตรฐานเรื่องค้อนทุบกระจกและกระจกนิรภัยไว้ว่า
กระจกนิรภัย จะต้องมีกระจกนิรภัยประเภทเทมเปอร์ ความกว้างไม่น้อยกว่า 70 ซม. สูงไม่น้อยกว่า 50 ซม. ติดตั้งด้านขวาตัวรถค่อนไปทางด้านหน้าอย่างน้อย 1 บาน และด้านซ้ายของตัวรถในตำแหน่งที่เหมาะสม 1 บาน พร้อมทั้งมีข้อความ “ทางออกฉุกเฉิน” อักษรสีแดงและสัญลักษณ์วิธีการทุบกระจก (ห้ามติดฟิล์มกรองแสง)
ค้อนทุบกระจก ต้องมีค้อนทุบกระจกอย่างน้อย 2 อัน ติดตั้งอย่างปลอดภัยที่ด้านซ้ายและด้านขวาของตัวรถ ใกล้บานกระจกนิรภัยประเภทเทมเปอร์
- ประตูฉุกเฉิน - มาตรฐานรถโดยสาร ประเภท 1 รถปรับอากาศพิเศษ ระบุว่า ต้องมีอย่างน้อย 1 ประตู กว้างไม่น้อยกว่า 40 ซม. และสูงไม่น้อยกว่า 120 ซม. อยู่ด้านขวาของห้องโดยสารบริเวณตอนกลางหรือค่อนทางท้ายรถ ประตูฉุกเฉินต้องเปิดออกได้ทั้งจากภายในและภายนอกโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือเครื่องมืออื่นใด โดยต้องมีเครื่องหมายข้อความว่า “ประตูฉุกเฉิน” พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน และป้ายไฟบนพื้นสีขาวคำว่า EXIT สีแดง
สำหรับลักษณะการใช้งานประตูฉุกเฉิน ณัฐพงศ์บอกว่า “แล้วแต่ผู้ประกอบและรุ่นของรถ บางครั้งเหมือนคันโยก บางครั้งเหมือนลักษณะต้องใช้มือบิดและผลักออก หรือบางครั้งอาจเป็นคันโยกที่มีระบบล็อกอยู่ ต้องปลดล็อกก่อนที่ผลักออกได้”
- ถังดับเพลิง -มาตรฐานรถโดยสารประเภท 1 รถปรับอากาศพิเศษ ระบุว่า ต้องมีอย่างน้อย 2 ถัง ขนาดบรรจุไม่น้อยกว่า 4 กิโลกรัม โดยติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า 1 เครื่อง และด้านหลัง 1 เครื่อง
“หลัก ๆ ก็คือ การใช้อุปกรณ์ฉุกเฉิน วิธีต่าง ๆ พวกนี้ รวมถึงวิธีการหนีจากในกรณีฉุกเฉิน มันจะต้องทำยังไง มันยังเป็นช่องว่างอยู่ว่า เรายังมองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว” ณัฐพงศ์ กล่าว
4. ไฟลุกไหม้แรงและเร็ว พิสูจน์หลักฐานระบุ พบการรั่วไหลของก๊าซ
คลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าในช่วงแรกไฟลุกไหม้บริเวณด้านหน้าตัวรถ และวิดีโอบางชิ้น เผยให้เห็นเพลิงที่ลุกไหม้โหมที่ตัวห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว
ล่าสุด ในวันนี้ (3 ต.ค) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร. เปิดเผยการพิสูจน์หาสาเหตุไฟไหม้รถบัสนักเรียนว่า ในเบื้องต้นยืนยันได้ว่า เกิดการรั่วไหลของก๊าซบริเวณส่วนหน้าของรถ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่เป็นตัวทำให้เกิดประกายไฟจนลุกลาม และสาเหตุที่ทำให้เกิดการรั่วไหล ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่มีข้อสันนิษฐานอยู่ 2 ประเด็น ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ควบคุมของรถ หรือความเสื่อมสภาพของท่อต่อก๊าซต่าง ๆ ยังต้องรอการตรวจสอบ เนื่องจากเพลิงลุกไหม้ครั้งนี้ มีก๊าซเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงในการลุกไหม้ของรถอย่างรวดเร็ว
ในการให้สัมภาษณ์กับไทยพีบีเอส เมื่อ 11.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายไว้ว่า
“สาเหตุเบื้องต้น ก่อนอื่นคงเป็นไปตามภาพที่ปรากฏในข่าวว่า เชื้อเพลิงในการติดไฟ คือการรั่วไหลออกมาของระบบก๊าซในรถ ส่วนสาเหตุของตัวที่เกิดประกายไฟจนทำให้ก๊าซที่รั่วไหลลุกติดไฟขึ้นมา แล้วลามไปเผาไหม้ตัวรถ เรากำลังตรวจสอบอย่างละเอียด”
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ:
ก่อนที่พิสูจน์หลักฐานจะชี้แจงผลตรวจสอบล่าสุดในวันที่ 3 ต.ค. ผู้เชี่ยวชาญระบุกับบีบีซีไทยว่า ต้นเพลิงน่าจะไม่ได้มาจากถังก๊าซ เพราะโดยระบบถังก๊าซ ถ้าติดต้นเพลิงส่วนใหญ่จะมีการระเบิด
แต่ข้อสันนิษฐานที่ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้ประเมินคือ เมื่อยางรถเกิดระเบิด และช่วงล่างไปครูดกับถนน อาจทำให้เกิดประกายไฟ พอประกายไฟโดนเข้ากับถังน้ำมัน ก็มีโอกาสที่ถังน้ำมันจะฉีกขาดและกลายเป็นต้นเพลิง และเมื่อไฟติดขึ้น ด้วยวัสดุภายในห้องโดยสาร ยิ่งทำให้การลุกไหม้ของเพลิงจะไปเร็วอย่างมาก
“พวกเบาะที่นั่งที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีจะติดไฟและจะลามไปเร็วมาก เหมือนรถยนต์ที่ไฟไหม้ จะไหม้ในลักษณะโหมทันที ไม่ใช่ค่อย ๆ ไหม้ และจะไหม้เร็วมากในไม่กี่นาที” ณัฐพงศ์กล่าว
หากเกิดเหตุลักษณะแบบนี้ ผู้โดยสารมีเวลากี่นาที หรือมีเวลามากน้อยแค่ไหนในการหนีออกจากรถ ?
นักวิจัยด้านอุบัติเหตุจากเอไอที บอกว่า ตอบได้ยาก เพราะในแต่ละสถานการณ์แตกต่างกัน ซึ่งสุดท้ายจะต้องกลับมามองว่า เราเคยมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมกับเหตุในลักษณะนี้หรือไม่มากกว่า อย่างน้อยมันควรต้องมีการซักซ้อมเหมือนกับการซ้อมหนีไฟ
ทางด้านสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งได้ชี้ประเด็นของก๊าซที่อาจมีส่วนทำให้เกิดการลุกไหม้ของไฟว่า
“จากลักษณะการลุกไหม้อย่างรวดเร็วบนรถบัส ความเป็นไปได้ที่สุด คืออาจเกิดการรั่วไหลของถังก๊าซซีเอ็นจี ทำให้มีก๊าซสะสม จากนั้นเมื่อเกิดประกายไฟ จะยางแตกหรือเครื่องยนต์มีปัญหาจึงลุกลาม” ผศ.ดร.จินดา เจริญพรพาณิชย์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการเทคโนโลยียานยนต์ สจล. ระบุกับพีพีทีวี
5. มาตรฐานการคัดเลือกรถโดยสารของโรงเรียน และการซ้อมเหตุฉุกเฉิน
แม้การพานักเรียนไปทัศนศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการจะมีคู่มือการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา แต่ณัฐพงศ์มองว่า การคัดเลือกรถโดยสารที่จะพานักเรียนไปทัศนศึกษาอาจจะต้องมีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจสภาพของตัวรถ อายุของรถ ประวัติผู้ขับขี่ ทว่าสุดท้ายแล้ว การจัดหารถที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงอาจจะถูกจำกัดด้วยเรื่องของงบประมาณของโรงเรียนด้วย เพราะบริษัทเดินรถที่มีระบบมาตรฐานสูง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำรถและมีการซักซ้อมเหตุเป็นประจำ จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
นอกจากนี้ ยังควรจะพิจารณาอายุของนักเรียนที่เดินทางทัศนศึกษาด้วยว่าควรจะเป็นเด็กโตเท่าไหร่ที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในกรณีฉุกเฉิน
“ผมเชื่อว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่จะบรรเทาความแรงให้น้อยลงได้อย่างไร ในฝั่งของตัวรถเอง มาตรฐานของยุโรป ซึ่งกำหนดให้มีระบบดับเพลิงบนรถโดยสาร ควรเป็นอีกทางเลือก และการเตรียมความพร้อมให้กับผู้โดยสารก็จะเป็นการบรรเทา” ณัฐพงศ์ กล่าว พร้อมเสริมว่า
มาตรฐานการคัดเลือกตัวรถที่เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติเคยมีภาคีหน่วยงานสนับสนุนความปลอดภัยทางถนนเคยจัดทำไว้ ซึ่งเป็นคู่มือที่ไม่ได้มีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคมากที่บุคลากรของโรงเรียนสามารถนำมาใช้ได้
ก่อนหน้านี้ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) บอกบีบีซีไทยว่า ประเทศไทยควรจะมีการทบทวนกระบวนการนำนักเรียนไปทัศนศึกษา ทั้งรูปแบบการทัศนศึกษาแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งมักเกิดในช่วงปิดเทอมเดือน ต.ค. ของทุกปี หรือการทัศนศึกษาค้างคืน รวมถึงควรมีการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยที่ผู้ปกครองไว้วางใจ และการซักซ้อมแผนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในกรณีการเดินทางด้วย
ประเทศไทยควรมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติบนรถโดยสารเหมือนของยุโรป
ข้อเสนอสำคัญหนึ่งของนักวิจัยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย คือ ประเทศไทยควรมีข้อกำหนดให้ติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติบนรถโดยสาร เช่นที่ในยุโรปบังคับใช้
ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ในต่างประเทศเคยเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารไฟไหม้เช่นกัน นั่นทำให้เวลาต่อมา ยุโรปจึงได้กำหนดระเบียบที่เกี่ยวข้องสำหรับการประเมินและการอนุมัติโครงสร้างทั่วไปของยานพาหนะประเภทรถโดยสาร หรือ UN ECER 107 ซึ่งประกอบไปด้วยการตรวจสอบในด้านต่าง ๆ เช่น ความแข็งแกร่งของโครงสร้างส่วนบน การป้องกันความเสี่ยงจากไฟไหม้ ความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้า ความปลอดภัยภายใน
ในประเด็นของไฟไหม้ มาตรฐาน UN ECER 107 กำหนดให้ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติบนรถโดยสาร นักวิจัยเอไอที บอกว่า นี่คือระบบป้องกันลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งในประเทศไทย เข้าใจว่าน่าจะยังไม่ถึงจุดนั้นในส่วนของรถโดยสาร เพราะยังไม่เห็นมี
“มันจะเหมือนดับเพลิงในตึก จะมีเซ็นเซอร์ ถ้าเกิดประกายไฟปุ๊ปมันก็จะทำงานอัตโนมัติ และจะช่วยดับไฟอย่างรวดเร็ว” ณัฐพงศ์บอก “ในรถ เขาจะเน้นในจุดที่เป็นเครื่องยนต์ที่เป็นต้นเพลิง ถ้ามีมาตรฐานนี้เอามาบังคับใช้ แน่นอนว่ามันอาจจะเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ แต่ถ้าคิดในมุมกลับกันว่าถ้าจำเป็นต้องใช้จริง ๆ อย่างเคสนี้ ถ้ามีมันก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงได้”