You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เล็บบอกความจริงเรื่องสุขภาพภายในของคนเราได้อย่างไร
- Author, จัสมิน ฟ็อกซ์-สเคลลี
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
คำเตือน: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ผู้อ่านไม่ควรนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพการดูแลสุขภาพ บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อการวินิจฉัยโรคของผู้อ่าน หากใช้เนื้อหาในบทความนี้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ บีบีซียังไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาจากลิงก์ภายนอก และไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการเชิงพาณิชย์ใด ๆ ที่มีการแนะนำหรือเอ่ยถึงในหน้าเว็บไซต์นี้ กรุณาขอคำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปประจำตัวของคุณทุกครั้งหากมีความกังวลเรื่องสุขภาพ
เล็บนั้นเป็นอวัยวะที่เปรียบเสมือนเกราะ คอยป้องกันผิวหนังข้างใต้ปลายนิ้วที่บอบบางของเราไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในเวลาที่รู้สึกคันยุบยิบตามตัว โดยอาจใช้เล็บช่วยเกาบรรเทาอาการคัน หรือใช้เล็บจิกปอกเปลือกส้มและผลไม้ต่าง ๆ เพื่อเอาเนื้อในมากินได้อย่างง่ายดาย
นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ภูมิปัญญาชาวบ้านรวมทั้งการแพทย์แผนโบราณและปัจจุบัน ยังเอ่ยถึงประโยชน์ของการสังเกตลักษณะภายนอกของเล็บ ซึ่งจะช่วยบ่งบอกถึงสุขภาพโดยรวมของคนผู้นั้นได้ ตัวอย่างเช่นความเชื่อที่ว่า "ดอกเล็บ" (leukonychia) ที่ผุดขึ้นมาเป็นจุดหรือแถบสีขาวเล็ก ๆ บนเล็บ อาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดแคลเซียม
ความเชื่อที่ว่ามีมูลความจริงอยู่หรือไม่นั้น อันดับแรกเราต้องเรียนรู้ถึงกายวิภาคพื้นฐานของเล็บกันเสียก่อน เล็บนั้นเป็นส่วนต่อขยายของผิวหนังที่สร้างมาจากเคราติน (keratin) โปรตีนที่มีโครงสร้างแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้เล็บสามารถทำหน้าที่เกราะป้องกันปลายนิ้วจากการบาดเจ็บได้ ที่ฐานของเล็บนั้นมี "พระจันทร์เสี้ยว" (lanula) แถบโค้งสีอ่อนที่เป็นศูนย์กลางการเจริญเติบโตของเล็บ โดยทำหน้าที่ผลิตเซลล์ที่จะแข็งตัวจนกลายเป็นแผ่นเล็บต่อไป
เล็บตั้งอยู่เหนือหนังกำพร้า (cuticle) ซึ่งเป็นชั้นบาง ๆ ของเซลล์ที่ตายแล้ว แต่มีหน้าที่เชื่อมต่อและยึดติดฐานเล็บ (nail bed) เอาไว้กับผิวหนัง โดยชั้นหนังกำพร้านี้ยังช่วยปกป้องเล็บจากเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, และเชื้อโรคอื่น ๆ ด้วย
ในขณะที่ดวงตาเป็นเสมือนหน้าต่างสู่จิตวิญญาณของมนุษย์ เล็บนั้นก็สามารถเป็นหน้าต่างสุขภาพ ที่เปิดให้หมอส่องดูถึงความแข็งแรงหรือโรคภัยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายในร่างกายได้ ในหลายกรณีสภาพของเล็บสามารถใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ ตั้งแต่โรคผิวหนังไปจนถึงโรคไต หรือแม้กระทั่งโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองก็ยังได้
สัญญาณของโรคร้ายแรง
นพ.แดน บาวม์การ์ต อายุรแพทย์ทั่วไปและอาจารย์ผู้สอนวิชาประสาทวิทยาศาสตร์และสรีรวิทยา ประจำมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักรบอกว่า "หนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ผมได้เรียนรู้ในโรงเรียนแพทย์ คือการสังเกตว่าคนไข้มีเล็บปุกหรือไม่ ซึ่งปลายเล็บที่มีอาการนี้จะงองุ้มลง ไม่เชิดขึ้นทำมุมกับฐานของเล็บอย่างที่ควรจะเป็น"
เล็บปุก (nail clubbing) เป็นภาวะที่ส่วนฐานของเล็บอ่อนตัว จนดูเหมือนกับว่าแผ่นเล็บลอยขึ้น ไม่ยึดติดแน่นอยู่กับนิ้วอย่างมั่นคง ปลายนิ้วของคนที่มีเล็บปุกยังมีลักษณะ "นิ้วปุ้ม" โดยปลายนิ้วจะบวมใหญ่ขึ้น "เล็บปุกจะทำให้ปลายนิ้วบวมพองขึ้นอย่างผิดปกติ จนดูเหมือนกับกระบองหรือไม้ตีกลอง" นพ.บาวม์การ์ตกล่าว
เล็บปุกนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่า มีการอักเสบของเยื่อบุผนังห้องหัวใจหรือลิ้นหัวใจ ทั้งยังอาจจะหมายถึงโรคซีลิแอก (celiac disease) หรืออาการแพ้กลูเตน รวมทั้งโรคตับแข็งหรือการติดเชื้อในปอดได้ด้วย
"ถ้าคุณตรวจพบว่าคนไข้มีเล็บปุก กฎข้อแรกที่ต้องทำทันทีคือให้รีบเอกซเรย์ปอด เพราะคนไข้อาจมีโรคมะเร็งปอดที่เป็นสาเหตุทำให้เล็บปุกซ่อนอยู่" นพ.บาวม์การ์ตกล่าว "ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เราได้เรียนในโรงเรียนแพทย์ แต่ในชีวิตจริงที่ผมทำงานเป็นหมอมานานถึง 14 ปี กลับได้พบคนไข้ที่มีอาการและรูปทรงของเล็บตรงตามลักษณะที่ว่านี้ เพียงรายเดียวเท่านั้น"
ส่วน "ดอกเล็บ" (leukonychia) ซึ่งเป็นจุดหรือแถบสีขาวเล็ก ๆ ที่ขึ้นบนผิวเล็บ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการขาดแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิด อย่างไรก็ตามผลวิจัยที่ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานนี้มีอยู่ไม่มากนัก โดยผลการศึกษากลุ่มเล็กกับนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวนหนึ่ง ผู้วิจัยพบว่าไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ระหว่างการเกิดดอกเล็บกับพฤติกรรมการได้รับแร่ธาตุอย่างสังกะสีหรือแคลเซียม ส่วนกรณีศึกษาของผู้ป่วยโรคโครห์น (Crohn's disease) อีกรายหนึ่ง ที่ขาดธาตุซีลีเนียม (Se) อาการดอกเล็บผุดขึ้นอย่างรุนแรงกลับหายไป เมื่อได้รับธาตุซีลีเนียมชดเชยอย่างเพียงพอ
โดยทั่วไปแล้ว ดอกเล็บนั้นมีแนวโน้มจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอาการบาดเจ็บของเล็บ มากกว่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงโรคภัยอื่น ๆ การสะดุดล้มโดยหัวแม่เท้ากระแทกของแข็งอย่างแรง, ปลายนิ้วและเล็บถูกประตูหนีบ, ทำเล็บบ่อยเกินไป, หรือมีของหนักหล่นใส่เท้า ก็อาจจะทำให้เกิดดอกเล็บขึ้นมาได้
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม จุดหรือแถบสีขาวซีดผิดปกติที่เกิดขึ้นบนผิวเล็บ อาจแสดงว่าคุณได้รับพิษจากโลหะหนักอย่างสารตะกั่วหรือสารหนู รวมทั้งสามารถจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) โรคผิวหนังชนิดเรื้อรังที่ทำให้ผิวอักเสบหนาตัวขึ้นจนตกสะเก็ดกลายเป็นแผ่นสีขาวได้ ส่วนเล็บที่กลายเป็นสีขาวไปทั้งหมดนั้น อาจหมายถึงการขาดโปรตีนในกระแสเลือด ซึ่งเป็นอาการของโรคไต, โรคตับ, และโรคเบาหวาน
นพ.บาวม์การ์ต อธิบายเพิ่มเติมว่า "หากผู้ป่วยมีภาวะโปรตีนในกระแสเลือดต่ำ ภาวะนี้มักจะทำให้เล็บกลายเป็นสีขาวไปทั้งหมด จนเราสันนิษฐานได้ว่าผู้ป่วยที่มีเล็บแบบนี้มักเป็นโรคตับ เช่นภาวะตับแข็งที่เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง"
ส่วนเล็บสีน้ำเงินม่วงดูน่ากลัว เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายอาจจะขาดออกซิเจน เนื่องมาจากมีโรคหัวใจชนิดรุนแรงหรือโรคถุงลมโป่งพองในปอด ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นจะต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน และหากสังเกตเห็นเส้นสีดำเข้มอยู่ใต้เล็บ นั่นอาจหมายถึงอาการบาดเจ็บทั่วไป หรือโรคมะเร็งผิวหนังบริเวณใต้เล็บ (subungual melanoma) ก็เป็นได้ ซึ่งโรคมะเร็งชนิดนี้หาพบได้ยากและมีอาการค่อนข้างรุนแรง
อาการห้อเลือดหรือมีเลือดออกใต้เล็บ หากไม่หายไปเองในระยะเวลาอันสั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้เช่นกัน "เส้นสีดำหรือแดงคล้ำที่เกิดขึ้นใต้เล็บในแนวตั้ง หรือที่เรียกว่า splinter hemorrhage คือเลือดที่ซึมออกมาในลักษณะคล้ายเสี้ยนหนามตำเข้าเนื้อ ในบางกรณีมันอาจหมายถึงโรคหลอดเลือดอักเสบ (vasculitis) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการติดเชื้อของลิ้นหัวใจ" นพ.บาวม์การ์ตกล่าว
เล็บติดเชื้อรา
ในการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้นด้วยการดูลักษณะของเล็บ แพทย์มักให้ความสนใจกับความเปลี่ยนแปลงของสีเล็บ, ความหนา, รวมทั้งรูปทรงของเล็บ โดยเล็บที่มีสุขภาพดีนั้น ส่วนฐานของเล็บควรจะเป็นสีชมพูเว้นแต่ปลายเล็บที่ควรเป็นสีขาว ส่วนเล็บที่มีสีแปลกไปจากนี้อาจมีการติดเชื้อ ซึ่งบ่งบอกถึงโรคภัยที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายของคนไข้ได้
"หากเล็บเท้าของคุณเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือสีเหลือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เล็บหัวแม่เท้า นั่นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรา" ดร.ฮอลลี วิลคินสัน อาจารย์ผู้สอนวิชาการรักษาบาดแผล ที่มหาวิทยาลัยฮัลล์ของสหราชอาณาจักรกล่าว
แม้ในหลายประเทศ คนทั่วไปสามารถจะซื้อยากำจัดเชื้อราอย่างอ่อน ๆ เพื่อรักษาเล็บที่ติดเชื้อราแบบไม่รุนแรงได้เอง ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ดร.วิลคินสันแนะนำว่า ผู้ป่วยควรจะรีบรักษาอาการนี้เสียแต่เนิ่น ๆ หรือควรรีบไปปรึกษาแพทย์หากสงสัยว่าเล็บติดเชื้อ เพราะหากชะล่าใจปล่อยไว้นานเกินไป "มันอาจร้ายแรงหนักขึ้น จนถึงขั้นที่ต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคเท้า (podiatrist)"
เล็บเปราะหักง่าย
รูปทรงของเล็บที่มีสุขภาพดีควรจะโค้งนูนขึ้นด้านบนเล็กน้อย ไม่ควรมีร่องหรือบริเวณที่เป็นแอ่งยุบลง เพราะนั่นบ่งบอกถึงอาการของโรคเล็บเว้าหรือเล็บรูปช้อน (koilonychia) ซึ่งแผ่นเล็บจะเว้าเข้าด้านใน โดยเนื้อเล็บบางลงและแตกร่วนผิดปกติ ในบางครั้งผู้ที่มีอาการเล็บเว้า สามารถจะมีแอ่งหลุมกลางเล็บที่ใหญ่พอจะบรรจุหยดน้ำได้ ทำให้บางครั้งโรคเล็บเว้าถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า "โรคเล็บรูปช้อน" (spoon nail)
หากเล็บที่นิ้วใดนิ้วหนึ่งของคุณกลายเป็นเล็บรูปช้อน แสดงว่าอาจมีภาวะโลหิตจาง (anemia) ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดแดงสุขภาพดีมีอยู่น้อยเกินไป จนไม่อาจขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้เพียงพอต่อความต้องการได้ ภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นเช่นโรคซีลิแอกหรือโรคแพ้กลูเตนได้
หากเล็บเกิดเส้นขวางที่เป็นร่องลึกในแนวนอน (Beau's line) อาจหมายถึงภาวะทุพโภชนาการหรือการขาดสารอาหารอย่างเช่นโปรตีน รวมทั้งโรคเบาหวานที่ทำให้หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน จนส่งเลือดไปเลี้ยงบริเวณปลายนิ้วได้ลดลง เนื่องจากไขมันและคอเลสเตอรอลสะสมตัว ในหลอดเลือดแดงที่อักเสบเรื้อรังเพราะน้ำตาลในเลือดสูง
พญ.แมรี เพียร์สัน กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเวลส์ของสหราชอาณาจักร บอกว่าในบางกรณีกุมารแพทย์อาจเน้นการตรวจดูเล็บของผู้ป่วยเด็กเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันภาวะทุพโภชนาการ หรือช่วยในการวินิจฉัยโรคเรื้อรังในเบื้องต้นได้ "เล็บที่มีร่องลึกในแนวนอนอาจหมายถึงการขาดธาตุสังกะสี ส่วนเล็บที่เปราะหักง่ายอาจบ่งบอกถึงภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) หรือขาดวิตามินบี 7 (ไบโอติน)"
อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของเล็บอาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องห่วงกังวลจนเกินไป เพราะในหลายกรณีมันเพียงแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต หรือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเท่านั้น อย่างเช่นอาการเล็บลอกแยกเป็นชั้น ๆ หรือแตกร่องตามยาว (Onychoschizia) "มักเกิดจากการล้างมือบ่อยเกินไปจนเล็บแห้ง หรือการใช้สีอะครีลิกและน้ำยาทาเล็บบางชนิด" นพ.โจชัว ไซช์เนอร์ แพทย์โรคผิวหนังจากโรงพยาบาลเมาท์ไซนายในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ กล่าว