You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สินค้าส่งออก-นำเข้า ของไทยประเภทใดบ้างอาจได้รับผลกระทบ หากเจรจาภาษีทรัมป์สะดุด
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ให้ลงมาเหลือในระดับ 19% จากอัตราเดิมที่ตั้งไว้สูงถึง 36% มาถึงวันนี้สถานการณ์ดกลับไม่น่าไว้วางใจอีกครั้ง
กระทรวงต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 พ.ย.ระบุว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 14 พ.ย. "ฝ่ายสหรัฐฯ ขอระงับ (suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว"
เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้น หลังจากที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนของไทยและกัมพูชากลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง จากกรณีที่มีทหารไทยหนึ่งรายเหยียบกับระเบิดจนมีรายงานว่าขาขาด เมื่อวันที่ 10 พ.ย. รวมถึงเหตุยิงตอบโต้กันบริเวณชายแดนใกล้บ้านหนองหญ้าแก้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย.
ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ได้โพสต์ข้อความบนบัญชีเฟซบุ๊กของตนเองระบุว่า เขาได้คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งได้คุยกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่ออธิบายสถานการณ์และจุดยืนของไทย และได้ข้อสรุปว่า "สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้"
แม้สถานการณ์ด้านการค้าดูเหมือนจะคลี่คลายลงบ้างแล้ว ทว่านับตั้งแต่มีการประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้าในวันที่ 2 เม.ย. 2568 หรือ "วันประกาศอิสรภาพทางเศรษฐกิจของอเมริกา" ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจของไทยมีความเปราะบางและยังพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ในทางเศรษฐกิจอยู่มาก
ในรายงานชิ้นนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านไปสำรวจสินค้าและอุตสาหกรรมสำคัญบางประเภท ที่ไทยยังคงพึ่งพิงสหรัฐฯ อยู่ค่อนข้างมาก ทั้งในตลาดนำเข้าและส่งออก
จีน-สหรัฐฯ คู่ค้าใหญ่สุดสองอันดับแรกของไทย
ทั้งสหรัฐฯ และจีนถือเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดสองอันดับแรกของไทย
ตามข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสองของไทย ด้วยมูลค่านำเข้า-ส่งออกรวม 2.24 ล้านล้านบาท เป็นรองอันดับหนึ่งอย่างจีน ที่มีมูลค่าการค้ากับไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้รวมสูงถึง 3.61 ล้านล้านบาท มากกว่ากันอยู่กว่า 1.3 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ดี หากเราลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ขณะที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีน (ไทยนำเข้าสินค้าจากจีน มากกว่าส่งออกสินค้าไทยไปยังจีน) สูงถึง 1.59 ล้านล้านบาท แต่ไทยกลับได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ (ไทยส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐฯ มากกว่านำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ) ถึง 1.19 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเคยอธิบายกับบีบีซีไทยในรายงานชิ้นก่อนหน้าว่า ที่อัตราการส่งออกสินค้าจากไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น อาจเป็นเพราะผู้ประกอบการของไทยต่างก็เร่งส่งออกสินค้าของตัวเองไปสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้านี้ เพราะกังวลเรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่อาจปรับสูงขึ้นหรือที่ปรับสูงขึ้นไปแล้วในบางรายการ
สินค้าส่งออกสำคัญจากไทยไปสหรัฐฯ
ตามข้อมูลการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ บีบีซีไทยพบว่า สินค้าส่งออก 5 อันดับแรกจากไทยไปสหรัฐฯ คือ :
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 4.63 แสนล้านบาท
- เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 1.25 แสนล้านบาท
- ผลิตภัณฑ์ยาง ด้วยมูลค่า 1.15 แสนล้านบาท
- หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 6.7 หมื่นล้านบาท
- เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ด้วยมูลค่า 6.2 หมื่นล้านบาท
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกสินค้าประเภท "เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ" ไปยังทุกประเทศทั่วโลกเป็นมูลค่ารวม 9.52 แสนล้านบาท นั่นทำให้ตลาดสหรัฐฯ ที่ไทยส่งออกในช่วงเวลาเดียวกันนี้เป็นมูลค่ากว่า 4.63 แสนล้านบาท กินสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง (48%) ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ของไทย
สถิติที่บีบีซีไทยสืบค้นมาได้นั้น สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ที่ระบุว่า ในกรณีสมมติที่การเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯ มีปัญหา ภาคการส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือเครื่องจักร
ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า ความเสียหายในมิติการส่งออกของไทย ต้องคำนึงจากประเทศคู่แข่งอื่น ๆ ด้วย อาทิ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่มีสินค้าส่งออกคล้าย ๆ กัน
"การที่ภาษีพุ่งขึ้นไปที่ 36% จะทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง ในตลาดสหรัฐฯ" ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำ
ถ้ามองจากสถิติข้างต้นจะเห็นว่า สินค้าส่งออกสองอันดับแรกของไทยจัดอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรวมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยด้วย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลถือว่ามีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยมาก โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวนี้คิดเป็นถึง 18-19% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ ให้มีสัดส่วนสูงถึง 30% ของจีดีพีภายในปี 2570 จึงสะท้อนอย่างชัดเจนว่านี่คือกลุ่มอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่มีความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก และสหรัฐฯ ยังเป็นผู้เล่นที่สำคัญเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดี ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสินค้าประเภทนี้อยู่บ้าง ตามรายงานที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.ย. 2567 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)ที่ชี้ว่า สินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงและ/หรือเป็นสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์เทรนด์โลก
ทั้งนี้ ไทยส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไปยังจีนในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพียง 1.48 แสนล้านบาท คิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าที่ไทยส่งออกสินค้าเดียวกันนี้ไปยังสหรัฐฯ
เครื่องปรับอากาศไทย หนึ่งในดาวเด่นสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ
ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่ไทยส่งออกไปยังสหรัฐฯ ไม่น้อย โดยครองอันดับที่ 8 ด้วยมูลค่าการส่งออกรวม 9 เดือนแรกของปีนี้ สูงถึง 4.69 หมื่นล้านบาท
ตามรายงานฉบับเดิมของ SCB EIC ยังระบุด้วยว่า ไทยเป็นผู้นำตลาดเครื่องปรับอากาศของโลก โดยไทยส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศไปยังตลาดโลกมากที่สุดในอาเซียนและเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2562 ที่จีนถูกสหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้า การส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบจากไทยก็มีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องโดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐฯ
ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงไปสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง
สำหรับสินค้าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ในลำดับที่ 15 ตามสถิติของกระทรวงพาณิชย์ก็คืออาหารสัตว์เลี้ยง ด้วยมูลค่า 2.53 หมื่นล้านบาท
ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมนี้คือ อัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งภายในประเทศและการส่งออก โดยไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก
รายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน มี.ค. 2568 พบว่า มูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย เพิ่มขึ้นจาก 1.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.45 หมื่นล้านบาท) ในปี 2562 และอาจขึ้นมาอยู่ที่ 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2568 โดยสหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยกินสัดส่วน 32% ขณะที่ญี่ปุ่นรั้งอันดับที่สองในสัดส่วนแค่เพียง 12% เท่านั้น
สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มาไทย
สำหรับสถิติสินค้านำเข้าสำคัญจากสหรัฐฯ นั้น ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้พบว่า สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- น้ำมันดิบ ด้วยมูลค่า 1.18 แสนล้านบาท
- เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 5.28 หมื่นล้านบาท
- เคมีภัณฑ์ ด้วยมูลค่า 3.07 หมื่นล้านบาท
- ก๊าซธรรมชาติ ด้วยมูลค่า 2.90 หมื่นล้านบาท
- เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ด้วยมูลค่า 2.50 หมื่นล้านบาท
เมื่อหันมามองที่สถิติฝั่งการนำเข้า จะพบว่าสินค้าหลายประเภทนั้นจัดอยู่ในสินค้าที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโดยรวมของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าทุนและเทคโนโลยี
สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) บอกกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเข้าไปดูในกลุ่มเครื่องจักร จะพบว่า หากปราศจากการเจรจาลดอัตราภาษีนำเข้าที่ช่วยให้เครื่องจักรจากสหรัฐฯ มีราคาต้นทุนที่ถูกลง ก็เป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการจากไทยต้องหันไปพึ่งสินค้าจากประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่น จีน หรือสหภาพยุโรปแทน
แม้สถานการณ์จะดูเหมือนว่าผู้ประกอบการไทยมีตัวเลือก อย่างไรก็ดี สรท. ย้ำว่า นี่อาจหมายถึงการพลาดโอกาสเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment - FDI) ที่มาจากสหรัฐฯ และมีเงื่อนไขการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม
บีบีซีไทยพบว่า ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรมรั้งอยู่ในอันดับที่ 12 ของสินค้าที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท
เมื่อเจาะลึกลงไปดูรายสินค้าที่อยู่ภายใต้หมวดหมู่นี้ โดยอ้างอิงจากระบบรายการพิกัดศุลกากร (HScode) บีบีซีไทยพบว่า มีสินค้าหลายชนิดที่มีความน่าสนใจ และไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด
ตัวอย่างแรกได้แก่ สินค้าพิกัดศุลกากร (HS Code) 3002 ซึ่งคือ เลือดมนุษย์หรือเลือดสัตว์ที่จัดทำสำหรับใช้รักษาโรค การวิจัย หรือการผลิตผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.88 พันล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่เยอรมนี รั้งอันดับสอง ด้วยมูลค่าเพียง 2.13 พันล้านบาท
นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าอย่าง เอ็นเย็บแผล วัตถุใช้เย็บแผลที่คล้ายกัน, ซีเมนต์อุดฟันและของอื่นที่ใช้อุดฟัน รวมทั้งซีเมนต์ที่ใช้เสริมกระดูก รวมไปถึงข้อต่อเทียม ที่อยู่ภายใต้สินค้าประเภทเวชกรรมและเภสัชกรรมที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มากที่สุด
ทั้งนี้ รายงานล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ วันที่ 17 พ.ย. พบว่าเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 2.8%
น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า สถานการณ์ข้างต้นเป็นเพราะเริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แล้ว ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวบ้างในภาคการส่งออก อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่าที่ผ่านมาภาคการส่งออกยังไปได้ดีกว่าที่คิด จึงทำให้ตัวเลขจีดีพีรวม 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) โตได้ 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า