"มะ โม มินต์" หญิงเมียนมาเสาหลักครอบครัว ผู้ถูกสังหารในเหตุยิงที่ห้างพารากอน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน มีช่อดอกไม้สีดำวางอยู่ โดยถือเป็นสัญลักษณ์ของการไว้อาลัยให้แก่เหยื่อในโศกนาฏกรรมยิงกลางห้างหรูของประเทศไทย
ความงดงามยามเย็นของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ถูกทำลายลงเมื่อวันที่ 3 ต.ค. หลังเยาวชนชายวัย 14 ปี เปิดฉากยิงในห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนมาใช้บริการหนาแน่น
รถพยาบาล รถตำรวจ แล่นกันขวักไขว่ตรงรี่ไปห้างที่เกิดเหตุ สวนทางกับผู้คนจำนวนมากที่วิ่งหนีตายออกจากตัวอาคารด้วยอาการแตกตื่นหวาดกลัว ทว่ามีหญิง 2 คนไม่มีโอกาสกลับบ้าน และต้องนอนจมกองเลือด
ฉากที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกในหมู่คนไทย แต่ยังทำให้คนทั่วโลกที่ชื่นชอบกรุงเทพฯ ต้องตกใจไปด้วย
ท่ามกลางผู้คนหลายพันที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรูซึ่งจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นคุณแม่ลูกแฝด กับแรงงานชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในสยามเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 5 ราย เป็นชาวจีน ลาว และคนไทย
ถูกยิงขณะไปฝากเงินกับธนาคาร
มะ โม มินต์ (Moe Myint) ถูกยิงขณะไปฝากเงินกับธนาคาร
เขาทำงานที่ร้านขายของเล่นในห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งอยู่ติดกับสยามพารากอน
เย็นวันเกิดเหตุ มะ โม มินต์ ออกไปที่สยามพารากอนเพื่อนำเงินของนายจ้างไปฝากธนาคาร หลังทำธุรกรรมการเงินเรียบร้อย เขาเดินจากชั้น G ไปที่ชั้น M และแวะเข้าห้องน้ำ
ตรงจุดนั้นเองที่ มะ โม มินต์ พบกับมือปืนที่เปิดฉากยิงที่ชั้นล่างของห้าง ก่อนค่อย ๆ ขึ้นไปชั้นบน
กระสุนเจาะเข้าที่หน้าอก ทำให้เขาล้มลงตรงหน้าทางเข้าห้องน้ำ ขณะที่ผู้ก่อเหตุวิ่งออกไปทางกลางห้าง
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและรถพยาบาลมาถึง เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล แต่ทว่าต้องจากโลกนี้ไปในเวลา 11 วันก่อนถึงวันคล้ายวันเกิด
“เขาเกิดวันที่ 14 ต.ค. แต่ต้องมาเสียชีวิตก่อนถึงวันเกิด.. เท่าที่รู้เขาได้รับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก” แรงงานชาวเมียนมา ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียชีวิต กล่าวกับบีบีซีเมียนมา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
“ลูกจ้างที่ดีมาก” และ “เสาหลักของครอบครัว”
มะ โม มินต์ วัย 31 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองท่าทอน รัฐมอญ เขาเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว แต่เพื่อน ๆ บอกว่าถึงแม้กายเป็นหญิง แต่เขาเป็น LGBT ที่รักการใช้ชีวิตและแต่งตัวเหมือนผู้ชาย
มะ โม มินต์ เข้ามาทำงานที่ไทยได้หลายสิบปีแล้ว โดยจบเกรด 10 (เทียบเท่ามัธยม 4) นอกจากภาษาบ้านเกิด เขาสื่อสารได้ดีทั้งภาษาจีนและไทย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นายจ้างเสียใจอย่างยิ่งหลังทราบข่าวการจากไปของลูกจ้างรายนี้
''เขาเป็นคนดีมาก ทำงานหนักและซื่อสัตย์ พูดได้ 3 ภาษา เป็นลูกจ้างที่ดีมาก ตั้งใจทำงาน และคอยช่วยเหลือแม่ด้วย การเสียชีวิตของเขาถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับพวกเรา'' หญิงไทยผู้เป็นนายจ้างของ มะ โม มินต์ กล่าว
หลังจากพ่อของ มะ โม มินต์ เสียชีวิต แม่ของเขาก็ป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง เขาจึงต้องมาทำงานที่ไทยเพื่อหาเงินส่งไปช่วยเหลือครอบครัว โดยนายจ้างชาวไทยระบุว่า ตราบที่แม่ของ มะ โม มินต์ ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะส่งเงินช่วยเหลือไปให้ทุกเดือน
วันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุยิงกลางห้างสยามพารากอน สมาชิกในครอบครัว รวมถึงผู้ช่วยทูตแรงงานจากสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทยได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ไทย ทั้งนี้งานศพของ มะ โม มินต์ จะจัดขึ้นที่ไทย โดยรัฐบาลไทยจะดูแลเรื่องต่าง ๆ พร้อมจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย
“ป้าของฉันมีพี่สาวฝาแฝดอีก 2 คน โดยพี่ ๆ แต่งงานกันไปหมดแล้ว ส่วนเขา (มะ โม มินต์) ยังไม่มีครอบครัว และคอยช่วยดูแลยายตลอด” โก ออง มิน หลานของ มะ โม มินต์ กล่าว
อู ทู เรน ลิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายแรงงาน สถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ที่คอยช่วยเหลือและประสานกับทางการไทย กล่าวว่า เขาโทรศัพท์บอกแม่ของ มะ โม มินต์ ว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง
“แม่ของเขาป่วยหนัก ต้องเข้ารับการฟอกไต เราบอกกับเธอว่าอยากให้แม่มาที่นี่ ซึ่งตำรวจไทยบอกว่าสามารถรอได้สูงสุดไม่เกิน 10 วัน'' อู ทู เรน ลิน กล่าว
ทว่าด้วยปัจจุบัน สุขภาพของแม่ของ มะ โม มินต์ ไม่เหมาะกับการเดินทาง ทางสถานทูตเมียนมาจึงอยู่ระหว่างการเจรจากับกระทรวงยุติธรรมของไทยเพื่อให้สถานทูตเป็นตัวแทนรับเงินเยียวยาแทนครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เที่ยงวานนี้ (4 ต.ค.) น้องสาว ญาติ และเจ้าหน้าที่สถานทูตเมียนมา เดินทางไปยังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรับร่างของเธอไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
การจากไปของ มะ โม มินต์ ผู้เป็นเสมือน “เสาหลักของครอบครัว” ทำให้นายจ้างหญิงชาวไทยแสดงความเห็นว่า เธอต้องการให้ใครก็ตามที่ก่ออาชญากรรมได้รับโทษตามกฎหมาย
ด้านหลานชายของ มะ โม มินต์ ที่งานใน อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นห่วงยาย (แม่ของ มะ โม มินต์) ที่ป่วยด้วยโรคไต และบอกว่า "เธอ (ยาย) ไม่มีใครนอกจากเขา (มะ โม มินต์)

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับผู้ต้องหาเยาวชนวัย 14 ปี ที่ก่อเหตุยิงภายในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อ 3 ต.ค. ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมซึ่งหน้า และตั้งข้อหารวม 5 ข้อ ประกอบด้วย ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่า มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกอาวุธไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนในที่สาธารณะ ส่วนจะมีการแจ้งข้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมหรือไม่นั้น ตำรวจอยู่ระหว่างการหาหลักฐานเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างสอบสวนว่าผู้ปกครองจะเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กด้วยหรือไม่
ต่อมา 4 ต.ค. พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน คุมตัวเยาวชนรายนี้ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัว โดยศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และให้สถานพินิจฯ ดำเนินการตรวจสอบสภาพจิตใจของผู้ต้องหา ให้หมายควบคุมเว้นแต่มีประกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าผู้ปกครองของผู้ต้องหาเยาวชนได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด
เยาวชนวัย 14 ดัดแปลง “แบลงก์กัน” เป็นอาวุธ ก่อนใช้ก่อเหตุที่ห้างสยามพารากอน
“เขา (มือปืน) ขึ้นจากชั้น G มาที่ชั้น M ตอนนั้นฉันอยู่ในห้องน้ำ การยิงเกิดขึ้นที่หน้าห้องน้ำ เขาเอามือแตะไปที่กระจกหลายบานขณะที่พวกเรากำลังซ่อนตัวอยู่ข้างใน โดยชาวลาวที่อยู่ในกลุ่มเราก็ถูกยิงและตอนนี้รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล'' หญิงชาวเมียนมาที่ทำงานในห้างสยามพารากอนกล่าว
เย็นวานนี้ (4 ต.ค.) มีพิธีสวดภาวนาเพื่อแม่ของ มะ โม มินต์ ที่วัดเชียงวัฒนา กรุงเทพฯ และพิธีศพจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
มะ โม มินต์ ซึ่งเป็น “คนดี” ในสายตานายจ้าง ผองเพื่อน และครอบครัว ได้ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง โดยไม่ทันได้เอ่ยคำร่ำลา











