เหตุยิงสยามพารากอน: “ผมได้ยินเสียงปืน 3 ช็อต... ผมต้องตัดสินใจว่าจะหนีหรือจะซ่อน”

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ตำรวจใช้เวลาทั้งสิ้นราว 50 นาที หลังเสียงปืนดังขึ้น เพื่อควบคุมสถานการณ์
    • Author, ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“ตอนที่ได้ยินเสียงปืน เวลาประมาณ 16.17 น. ตอนนั้น ผมกำลังซื้อของอยู่ในร้าน Boots ของสยามพารากอน”

ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน หรือ เติ้ล เล่าให้บีบีซีไทยฟังถึงการตัดสินใจเสี้ยววินาที หลังได้ยินเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง 3 นัด ระหว่างที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าพารากอน เขตปทุมวัน กทม. เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 ต.ค.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานว่า มือปืนวัย 14 ปี ก่อเหตุยิงขึ้นภายในห้างฯ เวลาราว 16.20 น. แต่ เติ้ล บอกบีบีซีไทยว่าหลังได้ยินเสียงปืน เขารีบเข้าไปหลบในร้าน Boots และโพสต์ข้อความทันที เมื่อเวลา 16.17 น. ดังนั้น เสียงปืนจึงดังก่อนเวลาที่ตำรวจรายงานหลายนาที

และเขารู้ดีและมั่นใจว่า เสียงที่ได้ยินคือเสียงปืน

“เราตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดเหตุกราดยิงตลอด และเรารู้ว่าสิ่งแรกที่ต้องมีเลย คือสติ ใช่แน่ ๆ เราต้องเรียกสติมาก่อน” เติ้ล เล่าต่อ พร้อมยอมรับว่า เวลานั้นคนรอบตัวเขาต่างก็ตื่นตระหนก หรือ “แพนิค”

เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นเสียงปืน พนักงานของร้าน Boots รีบปิดประตูม้วนลงมา แต่ประตูม้วนไปติดกับชั้นวางของหน้าร้าน “เลยรีบไปถีบชั้นวางของออกให้ประตูปิดได้สนิท สุดท้ายก็ปิดได้”

.

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน หรือ เติ้ล เล่าถึงนาทีชีวิตหลังกลับถึงบ้าน

ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า มือปืนวัย 14 ปี เริ่มก่อเหตุบริเวณใกล้กับร้านกระเป๋าแบรนด์เนมชื่อดัง บนชั้น M ส่วนร้าน Boots อยู่ที่ชั้น G จากนั้นประชาชนจึงวิ่งหนีกันอลหม่าน

“เริ่มมีคนวิ่งหนีออกมาจากฝั่งศูนย์อาหาร” เขาเล่าถึงสิ่งที่เห็นจากช่องว่างประตูม้วนเหล็กของร้าน Boots ที่เขา แฟน ลูกค้าชาวไทย และชาวจีนจำนวนหนึ่งกำลังหลบซ่อนอยู่ ซึ่งต่อมา พวกเขาได้หนีเข้าไปหลบอยู่หลังเคาเตอร์คิดเงิน ส่วนพนักงานก็ “มีไหวพริบดี” ปิดไฟร้าน เพื่อให้เหมือนว่าร้านปิดอยู่ ไม่มีคน

แต่ เติ้ล ยังไม่วางใจในสถานการณ์ และสังเกตดูรอบ ๆ ร้าน และพบว่า ไม่มีประตูทางออกด้านหลัง

“การตัดสินใจที่สำคัญ คือเราจะหนี หรือเราจะซ่อน (อยู่ในร้าน Boots) ประเมินสถานการณ์ตรงนั้นเลย”

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, “เราตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดเหตุกราดยิงตลอด" เติ้ล

“ด้านหลังร้านไม่มีประตู เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จึงคิดว่าเราจะต้องออกจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด” และสิ่งที่ เติ้ล กลัวมากที่สุด คือหากมือปืนพยายามเข้ามาในร้าน แล้วพวกเขาไม่มีทางหนีอื่นอีก

เติ้ล และคนในร้านคนอื่น ๆ พยายามลอบดูสถานการณ์จากในร้าน เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาในจุดเกิดเหตุ และ “คุยวิทยุตลอด” ซึ่งเขาเข้าใจว่าเป็นการ “พยายามเคลียร์คนให้ออกไป เราก็ตะโกนถามว่า ควรจะออกไปจากที่นี่ไหม เขาบอกว่าออกได้”

“เราเลยบอกคนในร้านว่า ออกไปเลย” โดยวิ่งก้มตัวให้ต่ำ เพราะเหมือนเขาได้ยิงเสียงปืนดังต่อเนื่อง

ท้ายสุด เขาออกมาจากห้างสรรพสินค้าพารากอนได้ ซึ่งเหตุการณ์หนีตายกลางกรุงครั้งแรกของ เติ้ล กินระยะเวลาไม่ถึง 10 นาที

แม้จะออกจากห้างมาได้แล้ว และเห็นตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ แต่ภาวะโกลาหลยังไม่หมดไป เขาเห็นห้างสยามสแควร์วันที่ “กึ่งปิดกึ่งเปิด” และประชาชนที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะชาวต่างชาติ อีกทั้งฝนยังตกหนักและการจราจรติดขัดมาก

แต่แล้วไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อเห็นคนเริ่มวิ่งและเสียงกรีดร้อง เติ้ล จึงพยายามวิ่งออกไปให้ห่างจากสยามพารากอน พร้อมเตือนเป็นภาษาอังกฤษให้ชาวต่างชาติที่อยู่ใกล้เคียง ได้เข้าใจสถานการณ์

.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ภายหลังจากที่ เติ้ล หนีออกมาจากห้างได้ไม่ถึงชั่วโมง ในเวลา 17.10 น. ผู้ก่อเหตุยอมวางอาวุธให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัว โดยมีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวจีน 1 ราย และแรงงานชาวเมียนมา ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมาอีกหนึ่งราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แถลงข่าววว่า จากการสอบถามผู้ก่อเหตุเบื้องต้น พบว่าผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิตเวช และไดัรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี แต่ไม่ได้รับประทานยา ทำให้ตัวเขามีความรู้สึกเหมือนมีคนมาพูดว่า ต้องยิงคนนี้ ในลักษณะมีตัวเองอีกคนหนึ่งอยู่กับผู้ต้องหา อีกทั้งยังให้การสับสน จึงอยากให้ผู้ก่อเหตุได้รู้ตัวก่อนจึงจะสามารถสอบถามเรื่องที่มาของการครอบครองอาวุธปืนได้

.

ที่มาของภาพ, สน.ปทุมวัน

คำบรรยายภาพ, จับกุมผู้ก่อเหตุได้เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 3 ต.ค.

บีบีซีไทยถามเติ้ลว่า เคยคิดไหมว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์คล้ายเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ และกราดยิงโคราช ในเมืองหลวงของประเทศไทย เขาระบุว่า “ไม่แปลกใจ จะว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายก็ได้” และปกติ จะชอบดูคอนเทนต์เกี่ยวกับการรับมือสถานการณ์ลักษณะนี้อยู่แล้ว

ส่วนสิ่งที่อยากให้ประเทศไทยมีหลังเหตุการณ์นี้ คือ “Emergency Message” หรือการส่งข้อความเตือนสถานการณ์ฉุกเฉินไปยังโทรศัพท์มือถือ เพราะกลายเป็นว่า เขาต้องมาติดตามดูสถานการณ์และข้อมูลผ่านเอ็กซ์ (อดีตทวิตเตอร์) และสังคมออนไลน์อื่น ๆ

และเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่แจ้งข่าวเตือนแทบจะในทันทีเป็นภาษาอังกฤษว่า

“Gun fire in Paragon now” หรือ “เสียงปืนดังในพารากอน” เมื่อเวลา 16.17 น. วันที่ 3 ต.ค. 2566